ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมามีหลักฐานทางบารณคดีที่น่าเชื่อถือได้ว่า เทพเจ้าซึ่งเป็นเทพสูงสุดในสังคมเผ่าโบราณหลายๆ แห่งนั้นเป็นผู้หญิง ซึ่ง Merlin Stone ได้เน้นว่า ในแรกเริ่มมีหรือจุดกำเนิดของศาสนานั้น พระเจ้าหรือที่เรียกว่า God นี้เป็นผู้หญิง แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานยืนยันอย่างพอเพียงในทุกๆ ที่ก็ตามที และหลักฐานเหล่านั้นก็ยังมีอยู่ในปัจจุบัน
นักมานุษยวิทยา ชื่อ Edwin James ได้รวบรวมหลักฐานที่ปรากฏเด่นชัดในเรื่องเทพเจ้าต่างๆ ที่เป็นผู้หญิงในสมัยโบราณดั้งเดิม ในพื้นที่ตั้งแต่ อินเดียอนุทวีป, เมโสโปเตเมียแถบชายฝั่งตะวันออกทั้งหมด กรีก และโรมัน รวมไปถึงแถบยุโรปตะวันตก และหมู่เกาะในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน นอกจากนี้ในจีน ออสเตรเลีย แอฟริกา บาบิโลเนีย ก็พบว่ามีหลักฐานเกี่ยวกับเทพเจ้าต่างๆ ที่เป็นผู้หญิงปรากฏอยู่โดยข้อเท็จจริง อียิปต์ถือว่าเป็นสังคมดั้งเดิมสังคมหนึ่งที่รู้จักกันดีในเรื่องเกี่ยวกับเทพเจ้าที่เป็นผู้หญิง ซึ่งไม่เพียงแต่มีหลักฐานปรากฏให้เห็นเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทที่เห็นได้เด่นชัดมากด้วย เมื่อประมาณ 3,000 ก่อนคริสต์ศักราช มีเทพเจ้าองค์หนึ่ง คือ Nut ซึ่งเชื่อกันว่ามีที่มาจากเทพเจ้า Nekhebt ซึ่งเป็นเทพเจ้าผู้หญิงองค์หนึ่งที่มีชื่อเสียงทางตอนเหนือของอียิปต์โดยมีมาก่อนที่ทุกๆ สิ่งจะเกิดขึ้นในโลก และถือว่าเป็นผู้สร้างทุกๆ สิ่งให้เกิดขึ้นในโลก กล่าวกันว่า เทพเจ้าองค์นี้มีที่มาคล้ายเทพเจ้าแห่งพระอาทิตย์ คือ เทพเจ้า Ra ที่สิงสถิตย์อยู่ในสวรรค์ อย่างไรก็ตาม จากประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ เทพเจ้า Ra (หรือ Re) ซึ่งเป็นเทพเจ้าที่เป็นชายถือได้ว่าเป็นเทพเจ้าที่ปรากฎขึ้นเป็นองค์แรกในบรรดาเทพเจ้าทั้งปวง เทพเจ้า Ra ถือว่าเป็นตัวแทนของพระอาทิตย์ที่ควบคุมอำนาจธรรมชาติต่างๆ ทั้งปวง และเป็นผู้ควบคุมทุกๆ สิ่งในแถบหุบเขาทางแม่น้ำไนล์ แม้กระนั้นก็ตามก็ยังถือว่าเทพเจ้าองค์นี้กำเนิดมาจากเทพเจ้าที่เป็นแม่นั้นเอง มีเทพเจ้าที่เป็นหญิงและเป็นธิดาของเทพเจ้า Nut ซึ่งถือว่ามีชื่อเสียงและความสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของอียิปต์ คือ เทพเจ้า Isis ผู้ซึ่งเป็นเทพเจ้าที่มีความเมตตาสูง เต็มไปด้วยบุคลิกภาพและลักษณะแห่งความเป็นแม่ เทพเจ้าที่เป็นผู้หญิงองค์นี้มีความสำคัญและบทบาทอยู่ในช่วงเวลาอันยาวนาน ในบริเวณแถบนั้นนอกจากนี้มีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า ในอียิปต์ในยุคแรกๆ นั้น พระราชินีพยายามที่จะมีอำนาจเหนือกษัตริย์และในการแต่งงานโดยทั่วๆ ไปภรรยาจะต้องมีอำนาจเหนือสามี รวมทั้งสามีจะต้องเชื่อฟังปวงภรรยาทั้งหลายด้วย
ส่วนในชาวเอสกิโมหลายเผ่า เทพเจ้าที่มีความสำคัญที่สุดก็คือ เทพเจ้า Sedna ซึ่งเป็นเทพเจ้าที่เป็นผู้หญิง มีเรื่องเล่าหรือตำนานเกี่ยวกับเทพเจ้าองค์นี้ว่า เทพเจ้าองค์นี้ได้ส่งลูกๆ ข้ามทะเล และกลายเป็นบรรพบุรุษรุ่นแรกของหมู่ชนต่างๆ ในโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เล่าว่าเป็นบรรพบุรุษรุ่นแรกของชาวยุโรป เมื่อบิดาของเทพสตรีองค์นี้พยายามที่จะลงโทษโดยการโยนลงไปในทะเล เมื่อเทพเจ้าองค์นี้ฉวยที่กาบเรือก็ถูกตัดนิ้ว นิ้วของเทพเจ้า (เทพธิดา) องค์นี้ก็กลายมาเป็น แมวน้ำ (Seal) และวอลรัส (Walrus) และสัตว์ทะเลอื่นๆ ที่สำคัญต่อการยังชีพของชาวเอสกิโมมานับหลายชั่วคน เมื่อเทพเจ้าที่เป็นหญิงองค์นี้จมสู่ท้องทะเลก็กลายเป็น “มารดาของสัตว์ทะเลทั้งปวง (Mother of the Sea Animals)” หลายคนยกย่องว่าเทพเจ้าองค์นี้มีความสำคัญสูงสุด เมื่อกล่าวถึงแมวน้ำ วอลรัสและสัตว์ทะเลอื่นๆ ที่กลายเป็นอาหาร เสื้อผ้า และอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการยังชีพของชาวเอสกิโม และเมื่อมีการละเมิดข้อห้าม (taboos) ต่างๆ จะถือว่าเทพเจ้าองค์นี้จะไม่ประทานสัตว์ทะเลมาให้ พวกผู้นำในการประกอบพิธีกรรม, หมอผีที่เรียกกันว่า Shammans จะต้องกระทำพิธีกรรมต่างๆ อย่างมากมายเพื่อเป็นการขออภัย ต่อเทพเจ้าองค์นี้
แม้กระทั้งในปาเลสไตน์ ที่ซึ่งเป็นแหล่งอันถือได้ว่า พระคัมภีร์เดิม (Old Testament) ของพวกยิวได้มีอิทธิพลสูงสุดในพื้นที่นั้น ไม่เพียงแต่ไม่มีการยอมรับเทพเจ้าที่เป็นผู้หญิงเท่านั้น (ไม่มีคำที่ใช้เรียกเทพเจ้าผู้หญิงเลย) ยังห้ามผู้หญิงไม่ให้เข้าร่วมในกิจกรรมในทางศาสนาด้วย แต่กระนั้นก็ตาม ยังพบเทพเจ้าที่เป็นหญิงอยู่มากมายในยุคก่อนประวัติศาสตร์ในพื้นที่นี้ เทพเจ้าเป็นผู้หญิงองค์ที่เด่นก็คือ เทพเจ้า Anat ซึ่งได้ฉายาว่าเป็น “เจ้าแม่ภูเขา (Lady of the Mountain)” นอกจากนี้เทพเจ้าองค์นี้ยังมีคู่หู และน้องสาวของเทพเจ้า A leyan – Baal คือ Arsherah ซึ่งเป็นศัตรูของเทพเจ้าAnat เทพเจ้าAnat เองผู้ซึ่งอยู่กับเทพเจ้าEL และเทพเจ้าผู้หญิงอีกองค์หนึ่งที่มีความสำคัญ คือ เทพเจ้าAstartc ซึ่งเป็นเทพเจ้าของชาวปาเลสไตน์ (Philistine) ถือว่าเป็นเทพเจ้าแห่งผู้สร้าง (procreation) และแห่งความอุดมสมบูรณ์ (fecundity)
บางที่การบทบาทของผู้หญิงที่มีลักษณะเด่นและได้รับการยกย่องในกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งศาสนาด้วย ในสังคมยุคเริ่มแรกอาจจะไม่สิ่งที่น่าแปลกประหลาดอะไรถ้าเรากลับไปดูวิวัฒนาการของสังคมในอดีตที่ผ่านมา ทั้งนี้เนื่องจากผู้หญิงเป็นผู้ให้กำเนิด และยังต้องรับผิดชอบต่อการอยู่รอดของสมาชิกใหม่ในสังคม เป็นบทบาทที่ต้องการในช่วงเวลานั้น ที่การให้กำเนิดและเลี้ยงดูเพื่อให้มีผู้สืบต่อและรักษาความคงอยู่ของสังคมไว้ จึงเป็นผู้มีบทบาทอย่างเห็นได้ชัดเจน
ดังนั้น การถ่ายโอนการเป็น “แม่ของเด็ก” กลายเป็น “แม่ของเผ่า (mother of the tribe)” และเป็น “แม่ของมวลมนุษยชาติ (Mother of humankind)” จึงเป็นเรื่องที่ไม่ไร้เหตุผลเลย นอกจากนี้ ความเชื่อและความนึกคิดต่างๆ ของผู้คนในสมัยนั้นก็เป็นตัวเสริมแรงทำให้บทบาทของผู้หญิงเด่นชัดมากยิ่งกว่าผู้ชายในขณะที่ผู้ชายนั้นได้รับการยอมรับเช่นกัน แต่อยู่ในรอบนอกของการให้กำเนิด เราจึงพบเทพเจ้าที่เป็นผู้หญิงมากมายที่มีบทบาทสำคัญในหมู่ชนในส่วนต่างๆ ของโลก
ดังได้กล่าวมาแล้ว จากสังคมที่มีการยังชีพแบบหาของป่าและล่าสัตว์ กลายมาเป็นการเพาะปลูก และทำไร่เพื่อหาอาหารมาเลี้ยงชีพ เทพเจ้าที่เป็นผู้หญิงก็ยังคงมีบทบาทที่เห็นได้เด่นชัดอย่างต่อเนื่องในระบบความคิด ความเชื่อในทางศาสนาของผู้คนเหล่านั้น ซึ่งก็อาจเกี่ยวข้องกับความเป็นจริงที่ว่าในสังคมส่วนมากเป็นคนดูแลที่เพาะปลูก และไร่นา เรือกสวนเหล่านั้น แต่อย่างไรก็ตามเทพเจ้าที่เป็นผู้ชายก็เริ่มมีบทบาทที่เด่นชัดขึ้นกว่าเดิมมากในสังคมแบบนี้ และมีบางแห่งที่เทพเจ้าผู้ชายเริ่มมีบทบาทสูงกว่าผู้หญิง เทพเจ้าผู้หญิงเริ่มกลายมาเป็นคู่ใจเทพเจ้าผู้ชาย หรือมิฉะนั้นก็เป็นผู้ที่ทำหน้าที่เฉพาะอย่างตามความชำนาญไป เทพเจ้าผู้ชายที่เริ่มจะค่อยๆ เพิ่มความสำคัญขึ้นก็เช่น เทพเจ้า Ra ในอียิปต์ เทพเจ้าElyan และBel ในซีเรีย เทพเจ้าYahweh ในอิสราเอล เทพเจ้าZeus ในกรีก เป็นต้น
เรากำลังเข้าสู่ยุคที่บทบาททางศาสนาของผู้ชายเริ่มสูงเด่นขึ้นในขณะที่ของผู้หญิงกลับถอยลง นั่นคือ ในขณะที่บทบาทของสตรีสำหรับเทพเจ้าที่เป็นผู้หญิงเป็นไปในทางดีและผู้หญิงโดยทั่วๆ ไปได้เข้าไปมีส่วนร่วมในทางศาสนาของชุมชน บทบาทและทัศนะของผู้หญิงกับศาสนากลับกลายเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเราจะเห็นได้ชัดเจนในอินเดียยุคเริ่มแรก ศาสนาในขณะนั้น คือ ศาสนาฮินดูที่เรียกกันว่า ยุคพระเวท (Vedas) ราว 1,000 ปี ก่อนคริสตศตวรรษ ซึ่งในยุคแรกๆ นั้น เราไม่เพียงแต่พบว่ามีเทพเจ้าที่เป็นผู้หญิงอยู่อย่างมากมายเท่านั้น แต่ผู้หญิงก็ยังเข้าร่วมในกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งศาสนาอย่างมีอิสระเท่าเทียมกับผู้ชายด้วย แต่อย่างไรก็ตาม พอตกราว 500 B.C.(คริสตศตวรรษที่ 2) และหลังช่วงนั้นมา เป็นช่วงที่ศาสนาฮินดูกำลังเฟื่องฟู ผู้หญิงก็ได้ถูกจัดประเภทให้กลายเป็นคนที่มีสถานภาพแบบ “คนชั้นสอง (Second-Class Status)” มีความเชื่อทั่วๆ ไปว่าผู้หญิงไม่ว่าจะอยู่วรรณะใดก็ตาม ไม่สามารถที่จะบรรลุถึงธรรมขั้นสูงสุด (Salvation หรือโมกษะซึ่งเป็นธรรมสูงสุดของฮินดู) ได้เลย
หน้าที่หรือภารกิจสำคัญก็ คือ การให้กำเนิดบุตรและเลี้ยงดูเท่านั้น เป็นความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจน แต่พอมาในยุคพุทธศาสนาเริ่มแรก เรามองเห็นได้ชัดว่า สถานภาพของผู้หญิงเริ่มฟื้นตัวขึ้นมาใหม่ พระพุทธเจ้านั้นพระองค์เองได้สั่งสอนอริยสัจ 4 และมรรค 8 สำหรับทุกคนที่เข้ามาฟังคำเทศนาซึ่งรวมทั้งผู้หญิงด้วย ฟอลค์ (Falk) ได้รายงานว่า ผู้หญิงได้รับการยกย่องอย่างมากในบ้าน ให้เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการดูแลจัดการทรัพย์สินภายในบ้าน ตลอดรวมถึงมีอำนาจตัดสินใจที่จะทิ้งหรือให้สิ่งของใครก็ได้ ผู้หญิงมีอิสระที่จะเลือกแต่งงานได้โดยไม่ต้องถูกบังคับ ซึ่งโดยเฉพาะในพวกฮินดูที่บังคับให้แต่งงานตั้งแต่เด็ก รวมทั้งไม่ถูกบังคับไม่ว่าจะทางสังคมหรือทางศาสนาให้แยกอยู่อย่างสันโดษหรือฆ่าตัวตายเมื่อตกอยู่ในสภาวะเป็นหม้าย โดยเฉพาะที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ ผู้หญิงสามารถที่จะสละในทางโลกหรือโลกีย์วิสัย เพื่อศึกษาความลึกซึ่งแห่งพระธรรมคำสอนของพุทธศาสนา แล้วกลายเป็นผู้อบรมสั่งสอนได้ตามสิทธิที่พึงมีเหมือนมนุษย์ธรรมดาทั่วไป หลักฐานที่สนับสนุนปรากฎการณ์เช่นนี้ก็คือ การเกิดมีสมณะเพศหญิง และองค์กรของชีเป็นคณะชี เกิดขึ้นคล้ายคณะสงฆ์ทั่วไป และเมื่อเข้ามาบวชแล้ว จะไม่บวชตลอดชีวิตโดยการสึกออกไปแต่งงานก็ได้(สำหรับบางคน แต่มีน้อย) แต่มีความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดว่า พุทธศาสนาก็ยังยืมแนวคำสอนของฮินดูมาใช้บ้าง แต่ดัดแปลงเพื่อความเหมาะสม เช่น พุทธศาสนาสอนเรื่องกรรม (Karma) ซึ่งเป็นสิ่งจำแนกให้สิ่งมีชีวิตแต่ละชีวิตแตกต่างกันออกไป เนื้อหาบางส่วนพาดพิงไปทำให้เกิดความเชื่อว่า กรรมก็เป็นตัวกำหนดให้สถานภาพของเพศแตกต่างกัน คือ ทำกรรมบางอย่างเกิดเป็นผู้หญิง ทำกรรมบางอย่างเกิดเป็นผู้ชาย และแนวความเชื่อเช่นนี้เองทำให้ผู้หญิงบางคนเข้ามาบวชเพื่อหวังว่า ในชาติต่อไปจะได้เปลี่ยนสถานภาพทางเพศบ้าง
รูปแบบทางเพศอื่นๆ ที่มีลักษณะเด่นในสังคมอีกประการก็คือ แนวความคิดเรื่อง “ธรรม (Dharma)” ของฮินดู ธรรมในศาสนาฮินดูนั้น หมายถึง ทุกๆ สิ่งที่ปรากฏซึ่งกินเนื้อที่มีธรรมชาติดั้งเดิม แสดงความสัมพันธ์ และมีกฎเกณฑ์การจักวางตัวในธรรมชาติด้วย แต่ละคนมีธรรมของตน ถ้าไม่ปฏิบัติตามหลักธรรมหรือละเมิดต่อหลักธรรมแล้ว เชื่อกันว่าจะนำความหายนะมาสู่ผู้ไม่ปฏิบัติตามหรือผู้ละเมิดได้ หลักธรรมของผู้หญิงทุกคน ตามความเชื่อของฮินดูก็คือ การเป็นแม่ และการที่จะต้องมีภาระในการเลี้ยงดูเด็ก ดังนั้น ผู้หญิงคนใดที่หนีมาบวช ถือว่าเป็นการล่วงละเมิดธรรม ซึ่งหลักการเช่นนี้ ตรงกันข้ามกับหลักของพุทธศาสนาเพราะโดยข้อเท็จจริงแล้วพุทธศาสนาให้เสรีภาพในการที่ผู้หญิงสามารถที่จะออกบวชได้ แต่ก็ต้องยอมรับกฎเกณฑ์บางประการแต่มิได้หมายความว่า พุทธศาสนาจะส่งเสริมให้ผู้หญิงออกบวช แต่ให้กระทำหน้าที่ในครอบครัวให้ดีที่สุด และก็ให้เสรีภาพในทางเลือกไว้ ดังนั้น ในส่วนนี้เราพอจะกล่าวได้ว่า พุทธศาสนา ฮินดู หรือศาสนาอื่นๆ มีความเห็นพ้องต้องกันว่า ผู้หญิงมีคุณสมบัติในการเลี้ยงดูเด็กได้ดีกว่าผู้ชายหลายเท่า ซึ่งบางทีอาจเป็นเพราะความผูกพันในการที่ตนเองตั้งท้องมาเป็นผู้มีความใกล้ชิดมากกว่า บทบาทเช่นนี้จึงเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า เป็นบทบาทภายในบ้าน (Domestic Role) หรือมีแนวโน้มให้ค่านิยมไปในลักษณะอื่นๆ
คาร์โมดี้ (Carmody) ได้ให้ข้อเสนอแนะว่า การที่ศาสนาไม่ค่อยจะย่อมให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมนั้น เกิดจากแนวความคิดที่ว่า “ผู้หญิงเป็นเพศที่ยั่วยวน หรือเป็นเพศที่อันตราย การที่ผู้หญิงเข้ามาในกลุ่มหรือคณะนักบวช นักพรต นั้นแม้ว่าจะเป็นการแยกองค์กรต่างหาก มีการปฏิบัติแตกต่างไปบ้างก็ตามก็ยังถือว่า เป็นเสมือนการคุกคามพรหมจรรย์ (ทางศาสนา) ของผู้ชาย” มีคำสอนอรรถกถา ปกรณ์ต่างๆ ได้เตือนให้ระมัดระวังเรื่องผู้หญิงไว้ให้มาก เพราะจะเป็นสิ่งที่ขัดขวางต่อการเข้าสู้นิพพานของพระสงฆ์ที่กำลังปฏิบัติธรรมเพื่อมุ่งนิพพาน ดังนั้น สิ่งที่คาร์โมดี้ เรียกว่า “ความคับข้องในการที่ต้องปฏิเสธผู้หญิงในจิตสำนึก (deeply misognistic strain)” มีทั้งในพุทธศาสนาและในศาสนาฮินดู โดยศาสนาฮินดูถึงกับถือว่า ผู้หญิงเป็นเสมือนงูร้าย, ความตาย, สิ่งใต้โลก, ทางเข้าสู่นรก, สิ่งโสมมและตัวทำลายพรหมจรรย์อันร้ายแรง
ในศาสนาขงจื้อและเต๋า (Confucian and Taoism) ในจีนก็มีแนวคิดเหมือนพุทธศาสนา และศาสนาฮินดูในอินเดีย มีหลักฐานที่พบโดยทั่วๆ ไปว่า ผู้หญิงได้รับการเคารพยกย่องในตอนต้นๆ รวมทั้งยังมีความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้าที่เป็นผู้หญิงอยู่ด้วย เช่น เจ้าแม่กวนอิม เป็นต้น
นอกจากนี้ ผู้หญิงก็ยังมีโอกาสที่จะเข้าร่วมกิจกรรมในทางศาสนาด้วย แต่พอมาถึงยุคของขงจื้อจริงๆ (ประมาณ 500 B.C.) สถานภาพของผู้หญิงกลับตกลงไปเป็นรองอย่างมาก
ในญี่ปุ่นมีปรากฏว่า ผู้หญิงถูกจัดให้เกี่ยวข้องในกิจกรรมทางศาสนาเพียงเล็กน้อย แต่เป็นรูปแบบมากขึ้น และบทบาทดังกล่าวนั้นมีเวลาอันยาวนานกว่าสังคมดั้งเดิมอื่นๆ ในเอเชีย มีหลักฐานน่าสนใจที่ชี้ให้เห็นว่า สังคมญี่ปุ่นในยุคเริ่มแรกนั้น เป็นแบบนับถือญาติทางฝ่ายแม่ (matriarchy) ซึ่งผู้ประกอบพิธีกรรมในทางศาสนาที่มีบทบาทเด่นชัดในกิจกรรมทางศาสนาเป็นผู้หญิง และในประวัติศาสตร์ทั้งของจีนและของญี่ปุ่นเองก็มีเรื่องราวของผู้หญิงที่น่าสนใจที่มีบทบาทในการแสดงออกด้านต่างๆ อีกมากมาย เช่น ความยุติธรรม ความกล้าหาญ เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามในความเกี่ยวข้องที่ผู้หญิงเข้ามามีบทบาทบางประการในทางศาสนานั้นก็ยังมีการแบ่งอายุและแบบแผนในพิธีกรรมสำหรับผู้หญิงด้วย
โดยทั่วไปแทบทุกศาสนาผู้หญิงจะถูกกำหนดให้มีสถานภาพที่ต่ำกว่าผู้ชายและต้องขึ้นตรงต่อผู้ชาย งานสำหรับผู้หญิงในพิธีกรรมและกิจกรรมต่างๆ ในทางศาสนา คงเป็นงานแค่การช่วยเหลืออยู่รอบนอกเท่านั้น เช่น การจัดเตรียมหรือจัดหาอาหารไว้ให้ผู้ชายนำไปเซ่นสรวง การเก็บสิ่งของหลังพิธีกรรม เป็นต้น
แม้กระทั่งในทุกวันนี้ พวกยิวหัวโบราณ (Orthodox Jelwish) ที่เป็นผู้ชายจะพากันสวดทุกเช้าว่า “โอ! พระผู้เป็นเจ้า ขอพระองค์จงพระเจริญ โอ! พระผู้เป็นเจ้าของเรา ผู้ทรงสรรพสิ่งแห่งจักรวาล พระองค์ผู้ทรงไม่สร้างเราให้เกิดเป็นผู้หญิง” โดยทั่วๆ ไปผู้หญิงชาวฮิบรูจะถูกห้ามมิให้ศึกษาคัมภีร์โตราห์ (Toreh) ซึ่งเป็นคัมภีร์ทางศาสนาที่สำคัญของพวกยิว หรือแม้กระทั่งห้ามเรียนภาษาฮิบรูเลย ผู้หญิงจะไม่ถูกจัดเข้าในพวก Minyan (คือ กลุ่มคนประมาณ 10 คน ที่มีหน้าที่คอยบริการต่อผู้คนในทางศาสนา) ผู้หญิงที่มีการศึกษาจะไม่มีสิทธิอ่านคัมภีร์ Torah ในทางศาสนาอย่างเปิดเผย และจะถูกจับแยกรวมกลุ่มกันไว้อีกห้องหนึ่ง คนละพวกกับกลุ่มผู้ชาย เมื่อเข้ามาปฏิบัติศาสนา
ส่วนทางด้านคริสต์ศาสนา เป็นศาสนาที่ก่อกำเนิดมาโดยมีศาสนายูดาห์ หรือยิวนั่นเองเป็นพื้นฐาน เราพบประวัติศาสตร์อันยาวนานเกี่ยวกับเรื่องการเป็นชนชั้นสองของผู้หญิง นักบุญเซนต์ ปอล (St. Paul) ได้จัดลำดับขั้นและลักษณะสำหรับผู้หญิงในศตวรรษที่ 19 ไว้ดังที่เขาได้กล่าวว่า “ผู้หญิงจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับการศึกษา การเรียนรู้ โดยการนั่งฟังอย่างสงบ และมีความเคารพศรัทธา ข้าพเจ้าไม่อนุญาตให้ผู้หญิงมาเป็นครูผู้สอน หรือไม่ปรารถนาจะให้ผู้หญิงมาทำตัวเด่นกว่าผู้ชาย หล่อนควรจะต้องเงียบและสงบและเชื่อฟังผู้ชายโดยสงบ อาดัม (Adam) เป็นมนุษย์ผู้ถูกสร้างเป็นคนแรก และหลังจากนั้น อีฟ (Eve) ก็ถูกสร้างตามมา อาดัมจึงเป็นตัวแทนผู้เหนือกว่ามิใช่อีฟจะเป็นตัวแทนที่เหนือกว่าและผู้หญิงนั้นเอง ก็เป็นตัวนำบาป (Sin) มาสู่มวลมนุษย์
ถ้าเราศึกษาแนวคิดของนักบุญปอลคนนี้ดู เราจะพบแนวคิดอื่นๆ อีกที่คล้ายคลึงกันกับศาสนาคริสต์ในสมัยดั้งเดิม และยังมีสิ่งส่งเสริมอยู่ตลอดมาในประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับสถานภาพที่แตกต่างกันระหว่างชาย-หญิง เช่น
1. การรักษาพรหมจรรย์ และความบริสุทธิ์ เป็นวิถีทางที่ดีสำหรับทั้ง 2 เพศ (ชาย,หญิง)
2. แรงขับทางเพศ ถ้าการอดกลั้นทางเพศกระทำไม่ได้ จะต้องปลดปล่อยโดยการแต่งงานเท่านั้น และเพื่อการให้กำเนิดเด็ก
3. ผู้หญิงมีสถานะต่ำกว่าผู้ชาย แต่แม้กระนั้น ผู้หญิงก็สามารถชักจูงให้ผู้ชายอยู่ในสถานภาพที่ต่ำกว่า โดยการใช้การดึงดูดทางเพศและเสน่ห์เย้ายวน
4. จากการที่ผู้หญิงมีสถานะต่ำกว่าผู้ชาย ผู้หญิงจะต้องอยู้เบื้องหลังกิจกรรมทางศาสนาคอยดูแลรอบนอก (เหมือนของนักบุญเซนต์ปอลใน I. Time 2 : 11)
5. ผู้หญิงที่ต้องการร่วมกิจกรรมทางศาสนา สามารถเข้าร่วมได้ตามวัตถุประสงค์ แต่ผู้บริสุทธิ์กว่าเท่านั้นจะได้ใกล้ชิดกับพระเจ้าได้, การตีตนออกห่างจากผู้หญิงเป็นการรักษากฎเกณฑ์ทางจริยธรรมพื้นฐานของพระผู้เป็นเจ้า
6. การเป็นผู้นำ การวินิจฉัยสั่งการ สงวนไว้สำหรับผู้ชาย
7. การสั่งสอนและการตีความคัมภีร์ต่างๆ ทางศาสนา สงวนไว้สำหรับผู้ชายเท่านั้น
เพื่อความยุติธรรมแก่คริสต์ศาสนา มีข้อที่น่าสังเกตว่า พระเยซูนั้นโดยตัวพระองค์เองได้ปฏิบัติต่อผู้หญิงและผู้ชายอย่างเสมอภาค ในบทที่กล่าวถึง เรื่องมหัศจรรย์ ก็มีกล่าวถึงทั้งชายและหญิงอย่างเท่าเทียบและเสมอภาคกัน เช่น กล่าวถึงว่าบุตรสาวของ Jairus และแม่ยายของ Peter ว่าไม่ด้อยไปกว่า ผู้ชายที่เกิดมาตาบอดเลยผู้หญิงสามารถมีและแสดงศรัทธาได้เท่าเทียบกับผู้ชาย แม้กระทั้งผู้หญิงที่ตกเลือด ผู้หญิงชาวสมาริตัน (Smaritan) และผู้หญิงขอทาน และแม้ว่าพระเยซูจะไม่ได้ยืนยันที่เลือกสาวกทั้ง 12 คน เป็นผู้หญิงก็ตาม แต่ก็มีบ่อยครั้งที่พระองค์ยอมรับผู้หญิงหลายคนเป็นเพื่อนสนิท พระองค์ทรงละเมิดวัน Sabbath เพื่อช่วยผู้หญิง และพระองค์ทรงปฏิเสธข้อห้ามหนึ่งที่ห้ามในการพูดคุยกับผู้หญิงชาวสมาริตัน (Smaritan) (John 4 : 7-30) และข้อห้ามที่ห้ามการคบค้าสมาคมกับคนไม่บริสุทธิ์ (ในกรณีนี้หมายถึง ผู้หญิงและชาวสมาริตัน) และนอกจากนี้พระองค์ยังใช้พวกผู้หญิงชาวสมาริตันในการสื่อพระวรสาส์นไปยังกลุ่มชนชาวสมาริตัน ซึ่งในเรื่องนี้ Carmody ได้สรุปไว้ว่า พระเยซูได้ปฏิบัติต่อชายและหญิงอย่างง่าย คล้ายกับบุคคลเหล่านี้ต้องการความช่วยเหลือ หรือต้องการที่จะทำงานร่วมกันหรือเป็นเพื่อนกัน พระองค์ทรงเสนอว่า ผู้หญิงไม่ควรที่จะถูกแยกออกไปต่างหาก แต่ควรจะมีความเท่าเทียมกันในการทำงาน พระองค์ได้รวบรวมผู้หญิงที่ทำความดีไว้ ในทางตรงกันข้ามพระองค์ทรงยังร่วมกับคนนอกวรรณะ และคนต่างชาติต่างภาษา คนที่เป็นโรคเรื้อนและผู้หญิง
นั่นคือ มีรูปแบบนี้ในคัมภีร์ใหม่ (New Testament) ของคริสต์ศาสนาที่ตรงกันข้ามกับแนวคิดของนักบุญเซนต์ปอล ในการพยายามที่จะสร้างรูปแบบของสังคมใหม่ โดยให้ผู้หญิงเป็นพลเมืองชั้นสอง และอาจจะเป็นเหตุผลจากความขัดแย้งนี้เอง ที่เป็นพื้นฐานทำให้ผู้หญิงหลายคนได้ดำเนินการต่อเนื่องในการพยายามปรับปรุงนิกายต่างๆ ของคริสต์ศาสนา แม้กระทั้งในยุคปัจจุบันนี้ ซึ่งเราจะกล่าวกันต่อไป อย่างไรก็ตาม ถ้าเราให้ความยุติธรรมแก่นักบุญเซนต์ปอลบ้าง ก็มีนักวิชาการหลายท่านให้เหตุผลว่า พระคัมภีร์ใหม่มีแนวโน้มที่จะระงับการกล่าวถึงผู้หญิง และคัดค้านธรรมชาติการเป็นชนชั้นสองของผู้หญิงต่อผู้เขียนอื่นๆ มากกว่านักบุญเซนต์ปอล นักวิชาการหลายคนได้แนะนำว่า มีเพียงในบท Romans 1 และ1-2 Corinthians Galations และPhilemon เท่านั้นที่เขียนโดยนักบุญเซนต์ปอล มีข้อที่น่าสังเกตว่า บรรดาหนังสือเหล่านี้ไม่ใช้เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ของพระคัมภีร์ใหม่เพื่อสนับสนุนสถานภาพอันตกต่ำของสตรีเลย
ถ้าเราจะกล่าวสรุปอย่างสั้นๆ ถึงบทบาทของผู้หญิงในสังคมที่มีศาสนาแบบดั้งเดิมแล้ว เราต้องหันกลับไปที่ Carmody อย่างแน่นอน เขาได้บันทึกในตอนแรกถึงบทบาทที่ด้อยกว่าผู้หญิงจะได้รับสถานภาพก็เพียงการมีสัมพันธ์กับผู้ชาย โดยการเป็นลูกสาวบ้าง การเป็นภรรยาบ้าง การเป็นแม่ของลูกบ้าง ประการต่อมาคือ การมีบทบาทเกี่ยวกับการพึ่งพาซึ่งเขาได้บันทึกไว้ว่า แม่ชีในพุทธศาสนาได้ถูกคาดหวังว่าจะเป็นคนคอยช่วยเหลือแก่พระนวกะหรือพระบวชใหม่ ภรรยาชาวคริสต์เตียนได้ถูกสอนให้เงียบเมื่ออยู่ในโบสถ์ และต้องเชื่อฟังต่อสามี หรือเชื่อฟังต่อผู้เป็นสมภารของศาสนาสถานนั้นๆ ผู้หญิงชาวมุสลิมจะต้องปิดตาไม่ให้ชายอื่นเห็น นอกจากสามีเท่านั้น และอีกประการหนึ่งมีการสรุปว่า สติปัญญาของผู้หญิงด้อยกว่า ตัวอย่างเช่น ผู้หญิงชาวยิวไม่มีโอกาสที่จะศึกษาคัมภีร์โตร่าห์ ซึ่งเป็นคัมภีร์ทางศาสนา ผู้หญิงจีนจะศึกษาวรรณกรรมของขงจื้อไม่ได้และผู้หญิงฮินดูก็จะศึกษาพระเวท (Vedas) ไม่ได้ เหล่านี้เป็นต้น
การท้าทายต่อรูปแบบดั้งเดิม
ถ้าเรามองจุดยืนในปัจจุบันทั้งในเรื่องราวของการมีส่วนร่วมและการตอบสนองของผู้หญิงในทางศาสนา เราจะพบว่า ผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วมและบทบาทมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งนั่นย่อมแสดงให้เห็นถึงรูปแบบที่ท้าทายต่อแนวคิดดั้งเดิมเป็นอันมาก มีการแบ่งประเภทของการมีส่วนเกี่ยวข้องระหว่างผู้หญิงกับศาสนาออกเป็น 3 ระดับ ซึ่งในแต่ละระดับนั้น ยังมีการแบ่งย่อยออกไปอีก เป็น 2 ประเด็นหลักย่อยอีก
ในประเภทแรกนั้น เราอาจจะเรียกได้ว่า เป็นการตอบสนองที่ยืนยันประเพณีดั้งเดิม (tradition-affirming response) ซึ่งในประเภทนี้เราสามารถแบ่งออกเป็นระดับรองลงไปอีก 2 ระดับย่อย คือ
1. บทบาทในทางศาสนาที่เป็นรองของผู้หญิง ตามหลักคัมภีร์ทางศาสนาไม่ว่าจะเป็นอัลกุรอ่าน พระคัมภีร์ใหม่ของคริสต์ (New Testament) ฯลฯ ที่ให้หลักที่ว่า ผู้หญิงจะต้องเงียบสงบ (keep silent) เมื่ออยู่ในโบสถ์หรือศาสนสถาน
2. บทบาทในทางศาสนาเฉพาะด้านของผู้หญิง ซึ่งในการดำเนินการในกิจทางศาสนาบางประการ ผู้หญิงจะมีความชำนาญและดำเนินการได้ดีกว่า เช่น ในลัทธิโรมันคาธอลิค เป็นต้น ก็ให้สืบทอดประเพณีเหล่านี้
ประเภทที่สองนั้น เป็นการตอบสนองที่ให้ปรับปรุงประเพณีดั้งเดิม (tradition-reforming response) ซึ่งการตอบสนองประเภทนี้ยังคงมีอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่องในสถาบันในทางศาสนา แต่อย่างไรก็ตาม ในเวลาเดียวกันก็ยังมีการเรียกร้องให้มีการปรับปรุงโดยยังให้เป็นเอกลักษณ์ คือ เป็นการปรับปรุงโดยยังให้การเคารพต่อประเพณีดั้งเดิม และเคารพต่อบทบาทหน้าที่ของผู้หญิงเอง การเคลื่อนไหวใน 2 ลักษณะที่เป็นการเคลื่อนไหวที่ปรากฏให้เห็นได้เด่นชัด ก็คือ การเรียกร้องเพื่อให้เปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้ามาบวช และร่วมกลุ่มกันเป็นองค์กรที่สำคัญ มีบทบาทในการดำเนินกิจการเกี่ยวกับศาสนา ประการที่สองเป็นสิ่งที่เกิดใหม่และเป็นเรื่องที่นอกเหนือกว่าปกติ ก็คือ ข้อเรียกร้องที่ให้ผู้หญิงมีบทบาทในการเป็นผู้นำในทางศาสนา ซึ่งนักเทววิทยาสตรีผู้หนึ่ง คือ Rosemary Radford Ruether ได้เรียกร้องให้มีการทบทวนและแก้ไขประเพณีดั้งเดิม โดยให้มีการยอมรับผู้หญิงว่า มิใช่เป็นผู้เข้ามาทำลายศาสนาหรือมิให้กีดกันผู้หญิงออกจากสถาบันในทางศาสนา รวมถึงให้สิทธิของผู้หญิงเป็นผู้นำด้วย
ประเภทสุดท้ายหรือประเภทที่สาม เป็นการตอบสนองในรูปของขบวนการปฏิวัติ (revolutionary response) ซึ่งเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงในเนื้อหาหรือสาระสำคัญในทางศาสนา และให้มีการปรับปรุงหรือจัดองค์กรทางโครงสร้างใหม่ทั้งหมด โดยวิธีการปฏิวัติทั้งระบบ ซึ่งประเภทนี้ ก็มีแนวทางย่อย 2 ประการ คือ
ประการแรก เป็นการละทิ้งแนวคิดเกี่ยวกับสถาบันทางศาสนาที่เป็นประเพณีดั้งเดิม ซึ่งมีนักเขียนและนักเทววิทยา ชาวโรมันคาธอลิค คือ Mary Daly เป็นผู้นำ
ประการที่สอง เรียกร้องให้ป่าวประกาศถึงความเหนือกว่าของผู้หญิงให้ปรากฏ ปฏิเสธบทบาทสำคัญของผู้ชาย และเผยให้เห็นถึงรูปแบบทางศาสนาดั้งเดิมที่ผู้หญิงเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในกิจกรรมทางศาสนา อาทิเช่น เป็นผู้นำในการประกอบพิธีกรรม เป็นต้น
รายละเอียดทั้ง 3 ประเภท ดังจะได้กล่าวถึง ดังนี้ คือ
1. การตอบสนองที่ยืนยันถึงประเพณีดั้งเดิม (Tradition-Affirming Response)
ด้วยการเคารพต่อแนวคิดสนับสนุนสำหรับรูปแบบดั้งเดิมที่เกี่ยวข้องทางศาสนากับผู้หญิง เราต้องให้ข้อสังเกตว่า แนวคิดนี้ให้การสนับสนุนในทุกๆ กรณี กล่าวคือ ให้มีการจัดลำดับในทางศาสนาสำหรับผู้หญิงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง มีการบวชชีตั้งแต่เยาว์วัย ผู้นำศาสนาหรือผู้นำคณะมิชชันนารีบางส่วนที่เป็นผู้หญิงก็ให้ดำรงต่อไปโดยไม่เปลี่ยนแปลง เป็นความพึงพอใจในสิทธิที่ได้
รับอยู่ และก็ยืนยันที่จะให้รักษารูปแบบอย่างเดิมไว้ไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งมีทั้งผู้หญิงในคริสต์ศาสนา และพุทธศาสนาที่ยอมรับแนวทางนี้ เพราะถือเป็นการจัดหน้าที่อย่างเหมาะสมแล้ว เพียงแต่กระทำหน้าที่ให้ดีที่สุดก็พอเพียงแล้ว งานที่ยอมรับกันในหมู่ผู้หญิงเอง และยืนยันว่าเป็นการจัดสรรที่เหมาะสมแล้ว เช่น การดูแลประกอบอาหาร การดูแลคนเจ็บป่วย การดูแลคนอนาถา หรือการสอนหนังสือแก่เด็กๆ เป็นต้น บางคนอาจจะโต้แย้งว่า เป็นงานที่ไม่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเจ้า (ในทางคริสต์ศาสนา) แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นงานที่ถือว่าเป็นภารกิจหลักตามพระประสงค์ของพระเจ้าอยู่นั่นเอง
ดังเคยกล่าวมาแล้วว่า ผู้หญิงในช่วงศตวรรษแรกนั้น มักรักษาความบริสุทธิ์แห่งพรหมจรรย์ไว้ ซึ่งก็เป็นผลมาจากการที่หญิงสาวยังคงไม่แต่งงานโดยนิยมอยู่กับพ่อแม่ และหาโอกาสทำงานเพื่ออุทิศให้แก่ศาสนาเพื่อพระเจ้า แม่หม้ายบางคนที่สามีตายไปแล้วถึงกับอุทิศตนเพื่อทำงานทางด้านศาสนาอย่างเดียว แนวคิดในการสงวนรักษาพรหมจรรย์ และการอุทิศตนเพื่อการทำงานแก่ศาสนาดังกล่าวได้ค่อยเพิ่ม และแผ่ขยายมากขึ้น พร้อมๆ กับการเกิดเป็นกลุ่มคณะแม่ชีเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว โดยเฉพาะในราวคริสตวรรษที่ 4 มีคณะแม่ชี (คอนแวนต์) เกิดขึ้นมากมายและมีการทำงานแข่งขันกันกับผู้ก่อตั้งผู้ชาย ตั้งแต่ Saint Anthony , Pachominus , Basil , Augustine , Benedit Caesarius ในศตวรรษที่ 4-5 ซึ่งมีการเปิดรับสมาชิก เพื่อเข้าทำงานทางศาสนาที่เกี่ยวกับความเมตตา การเชื่อฟังและการขจัดความจน
มีการจัดองค์กรใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไปทั่วโลก การปฏิญาณตนของแม่ชีได้กลายเป็นส่วนสำคัญในคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาธอลิคไป และหลังจากนั้นไม่นานก็มีเกิดขึ้นในนิกายโปรแตสแตนท์ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายสำหรับแม่ชีสาว สถานภาพและบทบาทก็มีสูงส่งเท่าเทียมกันทั้งสองนิกาย และได้รับการยอมรับว่า เป็นสมาชิกขององค์กรทางศาสนาด้วยเช่นกัน ในปี ค.ศ. 1964 มีแม่ชีสังกัดอยู่นับเฉพาะนิกายโรมันคาธอลิคมากกว่า 1 ล้านคน ดังนั้น สำหรับแม่ชีจำนวนล้านๆ คนได้กลายเป็นผู้สละโลกียวิสัยและรักษาพรหมจรรย์เพื่อใช้แนวทางการดำเนินชีวิตแบบใหม่ ซึ่งต่อมาได้มีผู้หญิงเข้ามาบวชอยู่ในสังกัดสืบต่อเนื่องกันตลอดมา แม้ว่าจำนวนผู้หญิงที่เข้ามาบวชแล้วจะมีส่วนหนึ่งได้หลบหนีออกไป เพราะวิถีชีวิตใหม่นั้นเป็นวิถีทางที่ลำบาก ภารกิจที่แม่ชีเหล่านี้จะต้องปฏิบัติก็หลีกเลี่ยงไม่พ้นจากงานผู้หญิงอีกเช่นกัน เช่น การสอนผู้หญิงด้วยกันเองและชาวบ้าน การรักษาพยาบาล การเตรียมอาหาร การบริการอื่นๆ อีก บทบาทในสถานที่แต่ละแห่งก็ไม่แตกต่างกันเลย และเป็นบทบาทที่ได้ประสบกันแทบทุกคน
ในบทบาททางศาสนาอื่นๆ ที่ปฏิบัติมาสำหรับผู้หญิงนั้นเป็นบทบาทที่เหมือนกัน กล่าวคือ ทุกคนได้รับบทบาท สิทธิในทางศาสนาทุกคน แต่ก็มีผู้หญิงเพียงส่วนน้อยที่มีบทบาทสำคัญในพิธีกรรมทางศาสนาต่างๆ เช่น ในการมีส่วนร่วมในงานเลี้ยง Chicken dinner และ Christmas bazaar แม้ว่าจะมีบทบาททั้งชายและหญิง แต่ก็ต่างกันไป ซึ่ง Sharon Emswiler ได้เขียนบรรยายไว้ในงานชื่อ “How the New Woman Feel in the Old Worship Service” ซึ่งได้ตัดตอนบางส่วนของคำกล่าวเมื่อหล่อนได้เข้าร่วม “คำสอนของบรรดาบาทหลวงต่างๆ ข้าพเจ้าก็รู้ว่า พวกเขาไม่ได้มีความมุ่งหวังที่จะสอนผู้หญิง แต่มุ่งที่จะให้แก่ผู้ชายมากกว่า ตัวอย่างที่เขานำมาสอน หรือพูดถึงแทบทั้งมวลเป็นประสบการณ์ของผู้ชาย ข้าพเจ้ารู้สึกว่า สิ่งทั้งหลายนั้นเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า For Men Only ข้าพเจ้ามองเห็นเขา แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่พวกเขากระทำเสมือนมองไม่เห็นข้าพเจ้า
หลังจากการเทศนาแล้ว ผู้ที่เข้าร่วมก็ถูกเชื้อเชิญให้เข้าร่วมในการฉลอง Lord’s Supper ผู้หญิงเป็นผู้เตรียมอาหารและคอยบริการอาหารแก่ผู้ชายก่อน ซึ่งในเช้าวันนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกว่าฝืดคอมากกับขนมปังและเหล้าองุ่น เพราะเข้าใจว่า สิทธิในการยอมรับนั้นแตกต่างกันมาก ”
รูปแบบ “เฉพาะผู้ชายเท่านั้น (men only) หรือผู้ชายต้องมาก่อน (men first)” เช่นนี้ไม่เพียงแต่พบในคริสต์ศาสนาเท่านั้น แต่ยังพบในแทบทุกศาสนา ซึ่งส่วนหนึ่งที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะตัวผู้หญิงเองได้ยอมรับในบทบาทและหน้าที่เช่นนี้ต่อเนื่องกันมา ซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้วการเคลื่อนไหวเพื่อปรับปรุงโครงสร้างใหม่นั้น จะต้องกลับไปศึกษาถึงค่านิยมดั้งเดิมที่มอบให้แก่ความเป็นบิดา เป็นพ่อ และเป็นผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เด็กและผู้หญิงมอบให้
แนวความคิดสำคัญประการหนึ่ง ซึ่งกล่าวกันมากเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ คือ “Total Woman” Marabel Morgan ได้เป็นคนให้แนวคิดนี้ไว้และมาโด่งดังในปี ค.ศ. 1970 แนวความคิดหลักของเรื่องนี้ก็คือ ผู้หญิงจะได้รับความสุขมากขึ้น ถ้าหล่อนทำงานหนักเพื่อทำให้ผู้ชายของเจ้าหล่อนโปรดปราน และยังเป็นแนวคิดที่นิยมกระทำกันในหมู่ผู้หญิง
ดังนั้น สิ่งที่เราอ้างถึงว่าเป็นบทบาทที่รอง และเป็นแนวคิดดั้งเดิมในขั้นถัดมาสำหรับผู้หญิงในการเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนานั้นไม่ใช่สิ่งที่เราจะต้องพูดกันอีกต่อไปอีกแล้ว บางทีอาจกล่าวได้ว่า เป็นแนวคิดที่ตายไปแล้ว โดยสรุปในเนื้อหานี้ ก็มีสิ่งที่ท้าทายและเป็นทางเลือกต่อแนวคิดดั้งเดิมในบทบาทของผู้หญิงกับศาสนาอีกมากมาย ซึ่งบางส่วนนั้น ผู้หญิงเป็นผู้เลือกสรรแนวทางของตนเอง
2. การตอบสนองที่ต้องการให้มีการปรับปรุงบทบาทในทางศาสนาของสตรี (Reformation Responses for the female Religious Role) ในเนื้อหาส่วนนี้มีประเด็นที่มองได้ใน 2 ลักษณะ คือ ความต้องการที่จะสืบต่อประเพณีดั้งเดิมบางประการ และความต้องการที่จะปรับปรุงการจัดองค์กรและรูปแบบบางอย่างที่เป็นของเดิม โดยเฉพาะผู้หญิงในทางการเมืองของอังกฤษนั้นต้องการ 2 สิ่ง ควบคู่ไปพร้อมๆ กัน คือ ต้องการเป็นสมาชิกที่อยู่ในกฎระเบียบของสังคมอันดีงามในกลุ่มศาสนา และในขณะเดียวกันก็ต้องการให้มีการปรับปรุงบางสิ่งบางอย่างที่ค่อนข้างจะล้าสมัยไป
หญิงใดก็ตามที่ต้องการเปลี่ยนลักษณะที่ว่าถูกต้องห้ามจากการออกเสียงในเรื่องของการมีสิทธิเท่าเทียมกัน เพื่อที่จะช่วยเหลือในฐานะผู้สูงวัยที่ให้การอุปถัมภ์หรือช่วยเหลือในกิจกรรมต่างๆ ในทางศาสนา ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยปรับปรุงแนวทางดั้งเดิมได้มากขึ้น อาทิเช่น มีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่เห็นด้วย และต้องการเข้าร่วมในขบวนการเปลี่ยนกฎเกณฑ์ในการห้ามหญิงทำแท้ง หรือการห้ามการคุมกำเนิด ในที่นี้จะกล่าวเน้นถึงลักษณะ 2 ประการ คือ
ประการแรก การเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องผู้หญิงในการเข้ามามีส่วนร่วม และบทบาทในฐานะเป็นผู้นำ นักเทววิทยาชื่อ Rosemary Radford Ruether ได้ใช้คำเรียกเธอเองว่าเป็น “Radical Obedience”
แม้ว่าจะไม่ใช่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ก็ตาม แต่ประเด็นเรื่องผู้หญิงเข้ามาบวช ก็ได้รับการอภิปรายถกเถียงในปัจจุบันมากมายพอๆ กับการถกเถียงอภิปรายในอดีต ในอเมริการนั้น ผู้หญิงที่บวชเป็นครั้งแรกในคณะนักบวช คือ คณะนักบวช Antoinette Brown ในปี ค.ศ. 1856 ซึ่งต่อมาก็มีคณะ Olympia Brown ติดตามมาในปี ค.ศ. 1863 แต่การบวชในศตวรรษที่ 19 นี้มีเกิดขึ้นน้อยมาก เพราะมีบางกลุ่มบางนิกายเท่านั้นที่ให้ผู้หญิงบวชเข้าในนิกายของตนได้ ตัวอย่างเช่น นิกายเพรสไบเตอร์เรียน ในอเมริกา พึ่งอนุญาตให้ผู้หญิงบวชได้ในปี ค.ศ. 1956 นิกาย Brethren พึ่งจะให้ผู้หญิงบวชครั้งแรกในปี ค.ศ. 1960 นิกาย rabbi ในปี ค.ศ. 1972 เป็นปีแรก และนิกาย Episcopal เริ่มในปี ค.ศ. 1974 เป็นต้น
ปัญหาเรื่องการที่ผู้หญิงมีสิทธิเข้าบวชนี้ เป็นปัญหาที่ได้รับการอภิปรายว่า เป็นลักษณะในทางสังคมประการหนึ่งปรากฏชัดว่า การที่ผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวทางศาสนาในช่วงปี ค.ศ. 1830-1860 พบว่า ผู้นำในนิกายต่างๆ ก็ยังจำกัดสิทธิบางอย่างด้วย ผู้หญิงไม่มีสิทธิขึ้นไปบนแท่นประชุมหรือกล่าวปราศรัย มีผู้หญิงหลายคน อาทิเช่น Grimke, Magaret Prior, Lucy Stone และ Lydia Child ได้เป็นผู้นำ เมื่อ Lucretia Mott และ Elizabeth Cady Stanton ได้เริ่มปกป้องสิทธิสตรีในการประชุม World Anti-Slavery ในลอนดอนปี ค.ศ. 1840 ผู้หญิงเหล่านี้ก็เริ่มวางแผนเคลื่อนไหวเพื่องานทางด้านสิทธิสตรีต่อไปอีก
ในปลายศตวรรษที่ 19 และตอนต้นศตวรรษที่ 20 ได้มีการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิสตรี ซึ่งในการเรียกร้องให้แก้ไขบทบัญญัติทางศาสนาครั้งที่ 19 ในปีค.ศ. 1920 กลุ่มศาสนาบางนิกาย เช่น Baptist, Methodist และ Pentecostal ได้ยอมรับถึงความไม่เท่าเทียมกัน และอนุญาตให้ผู้หญิงเป็นหัวหน้าโบสถ์ได้ถ้าเป็นผู้ที่บวชมาก่อน แต่สิ่งที่น่าสังเกตอย่างยิ่งก็คือ ผู้หญิงเหล่านั้นดูเหมือนจะเข้ามาเป็นหัวหน้าที่มีลักษณะพิเศษ แบบที่ทางการบริหารฯ เรียกว่า ผู้นำแบบมีบุญบารมี แล้วยังกอรปด้วย การมีคุณสมบัติของการเป็นผู้นำ และสามารถรวบรวมกลุ่มนิกายสาขาย่อยๆ ต่างๆ มารวมกันได้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเขตเมืองใหญ่ๆ ผู้หญิงเหล่านี้บางคนอาจจะมีชื่อเสียงรู้จักกันไปทั้งในและนอกประเทศ รวมทั้งมีลูกศิษย์มากมาย เช่น Mary Baker Eddy ผู้ก่อตั้ง Christian Science, Aimee Semple McPherson แห่งนิกาย Evangelist เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ประตูสำหรับการเข้าสู่ศาสนจักร และการเป็นผู้นำในทางศาสนาก็ดูเหมือนจะเปิดรับสำหรับผู้ชายซะมากกว่า ดังได้กล่าวมาแล้วว่า กลุ่มศาสนาหรือนิกายใหญ่ๆ ก็ยังไม่อนุญาตให้ผู้หญิงเข้ามาบวชหรือเป็นผู้นำในทางศาสนาสำหรับนิกายนั้นๆ เช่น นิกาย Orthodox, Lutheran, Missouri Synod และ Roman Catholic ซึ่งแม้ว่าจะเริ่มมีการอภิปรายถกเถียงถึงประเด็นนี้ และมีหนังสือ เอกสาร รวมไปถึงการประชุมต่างๆ อีกมากมายก็ตาม
การที่ผู้หญิงเข้ามาบวชโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา มีข้อมูล 3 ส่วนที่น่าสนใจ คือ
ส่วนแรก ยังมีผู้หญิงเข้ามาบวชเป็นจำนวนน้อยมาก จากการสำรวจในปี ค.ศ. 1960 ในสหรัฐอเมริกา พบว่า มีผู้หญิงจำนวน 4,727 คน ที่เป็นนักบวช ซึ่งคิดเป็นเพียง 2.3 % ของจำนวนนักบวชทั้งหมด อัตราส่วนนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับ 3.7 % ของผู้พิพากษาและนักกฎหมายทั้งหมด และ 7 % เป็นหมอและศัลยแพทย์ ในปี ค.ศ. 1970 อัตราส่วนของนักบวชที่เป็นผู้หญิงได้เพิ่มขึ้นเป็น 2.9 % แต่ผู้พิพากษา นักกฎหมาย และศัลยแพทย์ ได้เพิ่มขึ้นในอัตราส่วนที่สูงถึง 4.9 % และ 9.3 % ตามลำดับ และจากการสำรวจของ National Council of Churches ของนิกายโปรเตสแตนท์ทั้งหมด ในปี ค.ศ. 1976 พบว่า มีผู้หญิงอยู่ทั้งหมด 10,320 คน โดยกระจายอยู่ตามนิกายต่างๆ ถึง 71 นิกาย ในกลุ่มนิกายเล็กๆ ของพวก Pentecostal มีผู้หญิงเป็นนักบวชถึง 32.2 % ใน 3 นิกาย คือ Salvation Army, Volunturs of Amereca และAmerecan Rescue Mission ซึ่งทั้ง 3 นิกายนี้เน้นเรื่อง คำสอนศักดิ์สิทธิ์ และการบริการสังคม มีผู้หญิงเป็นนักบวชอยู่ถึง 30.4 % ในนิกายย่อยประมาณ 10 นิกายของพวกโปรเตสแตนท์ ซึ่งอนุญาตให้ผู้หญิงบวช มี 2 นิกายที่เล็กกว่าในบรรดานิกายได้กล่าวถึงอนาคตที่ให้ผู้หญิงเข้ามาบวชได้เป็นเวลาหลายศตวรรษมาแล้ว คือ พวก The United Church of Chrest ซึ่งมีผู้หญิงบวชอยู่ประมาณ 400 คน และพวก The Christian Church (Disciples of Chrest) มีประมาณ 388 คน แต่เมื่อเทียบเป็นจำนวนเปอร์เซ็นต์จากจำนวนนักบวชทั้งหมดของทั้ง 2 นิกายแล้วมีเพียง 4.2 และ 5.7 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่วนในนิกายอื่นๆ ก็มีน้อย ในปัจจุบัน คือ The United Methodist Church (319), The United Presbyterian Church in U.S.A. (295), The American Baptist Church (157), The Episcopal Church in the U.S.A. (75), The Lutheran Church (55), The Southern Baptist Convention (20), และ The American Lutheran Church (18) เป็นต้น อัตราเฉลี่ยโดยทั่วๆ ไปแล้วยกเว้น The United Presbyterian Church in U.S.A. ซึ่งมี 2.1 % แล้วพบว่า ทุกๆ กลุ่มจะมีผู้หญิงที่บวชเป็นพระน้อยกว่า 2 % ทั้งสิ้น และกลุ่มต่อไปนี้มีน้อยกว่า 1 % คือ United Methodist, Episcopal, Lutheran Church in American, Southern Baptist Convention และ The American Lutheran Church
ในข้อมูลส่วนที่สองแสดงให้เห็นถึงงานของผู้หญิงที่บวชที่อนุญาตให้ทำอัตราส่วนเรื่องการมีบทบาทในงานใหญ่ๆ มีน้อยมาก ในปี ค.ศ. 1951 มีเพียงประมาณครึ่งหนึ่ง (51.8%) ของผู้หญิงที่บวชเข้ามาช่วยงานทั่วไป สิ่งที่ชี้ให้เห็น ณ ที่นี้ก็คือว่า แนวโน้มในการแยกบทบาทชองผู้หญิงออกไปต่างหาก จากบทบาททางด้านการบริหาร ซึ่งจากแนวทางการศึกษาของ Hammond และ Mitchell โดยการอ้างเหตุผลว่า งานบางอย่างผู้หญิงถนัดและทำได้ดีกว่าผู้ชาย แม้ว่าบางทีการกำหนดบทบาทที่ต้องการให้เกิดขึ้นนี้ อาจจะได้รับการอภิปรายในหนังสือชื่อ “Woman in the Pulpit” ของ Priscilla และ William Proctor
นิกายลูเธอร์แลนด์ มีสิ่งที่น่าสนใจโดยมีข้อมูลที่สนับสนุนแนวความคิดการรับผู้หญิงเข้ามาบวชได้ เช่น ข้อมูล Lawrence Kersten เกี่ยวกับ Detroit Lutherans ซึ่งได้รวบรวมในปี ค.ศ. 1968 ก่อนที่จะมีผู้หญิงในนิกายนี้บวชในอเมริกา แสดงให้เห็นว่า สมาชิกส่วนใหญ่ยอมรับกับการเข้ามามีส่วนร่วมของผู้หญิงในการเป็นนักบวช คือ มี 73 % ของ Lutheran Church ในอเมริกา และ 68 % ของ The American Lutheran Church ซึ่งในแต่ละกรณีนั้นคนธรรมดาที่เป็นสมาชิกนั้นเห็นด้วยมากกว่าตัวพระในนิกายนั้นๆ เอง
การเพิ่มขึ้นในอนาคตของการที่ผู้หญิงเข้ามาบวชในศาสนา ได้กลายมาเป็นประเด็นในการสัมมนาในหลายๆ ครั้ง และผู้หญิงก็เข้ามามีส่วนร่วมในการสัมมนาด้วย ในปี ค.ศ. 1972 และ 1979 ได้มีผู้หญิงเข้าร่วมในการสัมมนาเพิ่มขึ้นมากมาย ในขณะที่ผู้ชายสนใจในประเด็นเหล่านี้เพียงเล็กน้อย โดยดูจากสถิติ ซึ่งในอนาคตอาจจะเป็นไปได้ที่ว่าจะมีผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วม และบทบาทในทางศาสนามากยิ่งๆ ขึ้น
จากแนวการศึกษาที่สองในตอนต้น ซึ่งเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของผู้หญิงกับศาสนา การศึกษานี้ Rosemary Radford Ruether ได้กล่าวว่า เป็นการยอมรับในขั้นพื้นฐาน Ruether เป็นผู้คิดใช้คำนี้ขึ้นมาเอง โดยหล่อนเน้นให้เห็นถึงว่า จะต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างที่มีอยู่ ไม่ใช่ปล่อยไปตามยถากรรม
ในขณะที่มีการเรียกร้องให้มีการปรับปรุงโครงสร้างเสียใหม่แทนที่จะใช้การปฏิวัติ และให้ปฏิเสธหลักเกณฑ์สำคัญของคริสต์ศาสนา Ruether ก็ให้ข้อสังเกตว่า ผู้หญิงในอดีตเป็นผู้นำได้อย่างไร และแสวงหาสิ่งเกื้อหนุนในทางศาสนาได้อย่างไร ผู้หญิงสามารถทำงานและปกครองกลุ่มผู้บวชที่เป็นผู้หญิงสำเร็จลุล่วงได้อย่างดี ในช่วงที่มีการเคลื่อนไหวปฏิรูป ผู้หญิงสามารถยกระดับฐานะตัวเองขึ้นมาเป็นผู้นำได้โดยการนำตัวเองเข้าไปอ้างอิงกับสิ่งที่เรียกว่า บารมีหรือพรสวรรค์ ซึ่งเป็นข้ออ้างที่นอกเหนือแนวความคิดเดิม นอกจากนี้ ผู้หญิงก็ยังอาจจะอ้างว่า เป็นโอกาสของผู้หญิง เพราะ “สิ่งที่สวรรค์ประทานมา” นั้นเกิดขึ้นสำหรับผู้หญิงได้เช่นกัน และการที่บุคคลที่จะเป็นพาหนะนำมนุษย์ไปสู่สรวงสวรรค์นั้นไม่ได้กำหนดเพศไว้
ในจุดนี้ Ruether พยายามที่จะใช้รูปแบบและเนื้อหาทางประวัติศาสตร์ที่เหมาะสม เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า จะต้องมีการปรับปรุงเนื้อหาและรูปร่างของสถาบันทางศาสนาให้สมดุล และได้สัดส่วนกันกับสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยพยายามชี้ให้เห็นว่า งานบางอย่างในทางศาสนานั้น ผู้หญิงเป็นผู้กระทำได้ดีกว่าก็ควรจะจำแนกให้ผู้หญิงรับผิดชอบไป จะช่วยให้องค์กรในทางศาสนาดำเนินไปและอยู่รอดได้
ในขณะที่ Ruether ได้กล่าวถึง ความต้องการของผู้หญิงในปัจจุบันว่า ต้องการเข้าไปมีส่วนทำให้เกิดความสมดุลในลักษณะการจำแนกตามความเหมาะสม คุณภาพ ลัทธิ และความคาดหวัง Ruether ก็ยังได้เสนอและร้องขอให้มีการปฏิรูปแนวคิดเพื่อการยอมรับในการกระทำนี้ด้วย
3. ข้อเสนอเพื่อการปฏิวัติ (Revolutionary Proposals)
ในบรรดาข้อเสนอต่างๆ ที่จะให้มีการเปลี่ยนบทบาทอันด้อยกว่าของผู้หญิงในศาสนาใหญ่ๆ ของโลก โดยเฉพาะในคริสต์ศาสนานั้น ได้มีแนวทางการเคลื่อนไหวอยู่ 2 แนวทางหลัก คือ การเสนอให้แยกองค์กรทางศาสนา และการประกาศให้เห็นเรื่องพ่อมดหมอผี
ผู้นำในหลักการแรก คือ Mary Daly ผู้ซึ่งได้แสดงแนวคิดให้ปรากฏแก่สาธารณชนในปี ค.ศ. 1968 โดยการออกหนังสือชื่อ “The Church and the Second Sex” ในหนังสือเล่มนี้ Mary Daly ได้วิพากษ์วิจารณ์ เรื่องการยอมรับในเรื่องทางเพศทั้งทางด้านแนวคิด และการปฏิบัติในคริสต์ศาสนา โดยเฉพาะนิกายโรมันคาธอลิค แต่ Daly ก็เรียกมันว่า เป็นการปฏิรูปมิใช่การปฏิวัติ โดยเป็นการล้มล้างสิ่งเก่าๆ และคัดระเบียบขึ้นมาใหม่ ซึ่งบางคนถือว่าเป็นการใช้คำที่ไม่ให้ความรุนแรง แต่ความมุ่งหวังดูเหมือนจะเป็นลักษณะของการล้มล้าง ซึ่งเป็นการปฏิวัติ ในปี ค.ศ. 1971 ใน Havard Memorial Church Sermon ซึ่ง Daly ได้พูดถึงการเคลื่อนไหวของสตรีในลักษณะของการพยายามแยกตัวขึ้นมาก่อตั้งชุมชนใหม่ ซึ่งมีความเป็นพี่น้องกันในหมู่ผู้หญิง ลักษณะพฤติกรรมเช่นนี้ ถ้ามองไปแล้วก็ไม่ผิดแผกอะไรไปจากการปฏิวัติ เพราะมันเป็นเสมือนการทำลายความเชื่อมั่นในลักษณะทางเพศ นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างและให้ความหมายของพระเจ้าใหม่ ที่พยายามทำลายลักษณะทางศาสนาที่ยึดถือผู้ชายเป็นหลัก กอปรกับถือเป็นภารกิจที่จะต้องสร้างความเสมอภาคในสังคมขึ้นใหม่ และท้ายที่สุดก็เป็นการแยกตัวเป็นอิสระจากดินแดนของพระผู้เป็นเจ้า (God, The Father) ในแนวคิดและอุดมการณ์ของ Daly ได้เรียกร้องให้ผู้หญิงยอมรับ และพยายามสร้างชุมชนขึ้นหรืออาณาจักรขึ้นใหม่ โดยการหนีจากโลกหรือชุมชนเก่าๆ
ในหนังสือของ Mary Daly ชื่อ “Beyond God the Father” เขาได้กล่าวถึงการล้มล้างพระเจ้าในความคิดดั้งเดิมของพวก Judeo Christian ซึ่งเน้นลักษณะที่มีความโน้มเอียงไปทางผู้ชาย แล้วสร้างความคิดและการยอมเกี่ยวกับพระเจ้าใหม่ และในหนังสือชื่อ “The Church and the Second Sex” เขาได้เสนอแนวคิดแบบคริสต์ล้ำหน้า (postchristian)
นอกจากนี้ยังมี Naomi Goldenberg อีกผู้หนึ่งที่กล่าวถึง ความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิงกับศาสนาในเชิงปฏิวัติ Goldenberg ก็เช่นเดียวกัน Mary Daly ได้เสนอแนวคิดที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว Daly ได้กล่าวถึงปัญหาเรื่องประเพณีดั้งเดิมทางศาสนา และ Daly เริ่มมองถึงบทบาทของผู้หญิงในการเป็นผู้บวช ผู้นำทางศาสนารวมถึงการเป็นบาทหลวง และพยายามสรุปรวมว่า ผู้หญิงก็ควรจะเป็นตัวแทนพระเจ้าที่เป็นผู้ชายได้เช่นกัน นอกจากนี้ Goldenberg ก็พยายามเอาข้อมูลทางด้านประวัติศาสตร์มาชี้ให้เห็นว่า ผู้ชายด้อยกว่าผู้หญิง ในอดีตไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าที่เป็นผู้หญิงหรือหมอผี (Witchcraft) และเมื่อผู้หญิงเคยมีศักดิ์ศรีสูงกว่าหรือเหนือกว่าผู้ชาย การกลับเปลี่ยนสภาพมาอีกครั้งก็คงไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ข้อเสนอของ Goldenberg ได้นำเข้าสู่การประชุมในเรื่องการยกสถานภาพของผู้หญิงที่บอสตัน เมื่อวันที่ 23 เมษายน ปี ค.ศ. 1976 และได้รับความสนใจจากผู้หญิงหลายร้อยคนทีเดียว
บทสรุป
ถ้าเราจะไม่กล่าวถึงประเด็นต่างๆ ที่ยกมาแสดงทั้งหมดแล้วการให้ข้อสังเกตเพิ่มเติม ในบทสรุปดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งที่เหมาะสม ซึ่งงานที่เกี่ยวข้องอาจจะเป็นของ Denise Carmody ซึ่งเป็นผู้หญิงได้ให้ข้อสังเกตว่า การยอมรับในลัทธิและบทบาทของสตรีนั้น มีแนวโน้มทั้งในทางดีขึ้น และเลวลง กล่าวคือ ผู้หญิงได้ถูกเพ่งเล็งถึงเรื่อง ความบริสุทธิ์ ความรัก และพรหมจรรย์ และในขณะเดียวกัน ในบางจุดก็ถูกมองว่าเป็นแม่มดผู้ชั่วร้าย เป็นสิ่งอื่นๆ อีกที่เลวร้าย คาร์โมดี้ยังได้เพิ่มเติมอีกว่า “ตามเนื้อหาในประวัติศาสตร์แล้ว สิ่งที่ผู้หญิงไม่ได้รับก็คือ ความเท่าเทียมกันในความเป็นมนุษย์ทั้งในด้านสังคม และการมีบทบาทในทางศาสนาก็ถูกกำหนดในเรื่องการมีคุณสมบัติที่น้อยกว่า” ซึ่งเนื้อหาเหล่านี้ก็ได้รับการถกเถียงอภิปรายกันมากในสังคมพอๆ กับประเด็นหลักในทางศาสนา
อ้างอิง:
Jo Freeman. The Politics of Woman’s Liberation (New York; D. Mckay 1975) p.14
Jo Freeman. Ibid, p. 13
Merlin Stone, The Paradise Papers (London : Quartel Books, 1976) p.17
Edwin O. James, The Cult of the Mother Goddess (New York : Barnes & Noble, 1959).
Stone, Paradise Papers, p.52
Jacquetta Hawkes and and Leonard Woolly, Prehistory and the Beginnings of Civilization (New York : Harper & Row, Pub, 1963) p.724, และ E.O. Jomes The Ancient Gods (New York : Putnam’s, 1960), p.71
James, The Ancient Gods, p.85
อ้างจากรายงานของ Diodorus ในงานของ Stone, Paradise Papers, p.53
Adolph Jensen, Myth and Cult among Primitive People (Chicago : University of Chicago Press, 1963), pp.141-144
James, Cult of the Mother-Goddness, pp.69-77, และHawkes and Woolley, Prehistory and the Beginnings of Civilization, pp.736
Nancy Falk, “An Image of Woman in Old Buddhist Literatune : The Daughters of Mara” ในหนังสือ Woman and Religion ซึ่งมี Judith Plaskow และ Joan Arnold เป็นบรรณาธิการ (Missoula)
กรรม ตามหลักพุทธศาสนา หมายถึง ทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว มิได้หมายถึง การทำชั่วอย่างเดียวเหมือนเช่นหลายๆ คนเข้าใจ
Denise Carmody, Women and World Religions (Nashville : Abingdon, 1979), pp. 49-50
Gail B. Shulman “View from the Back of Synagogue;Women in Judaism” ใน Sexist Religion and Women in the Church และ Alice L. Hageman เป็นบรรณาธิการ (New York : Association Press, 1974)
I. Timothy 2 : 11-14 New English Bible (New York : Oxford University Press, 1976)
โดยปกติถือเป็นวันหยุดที่ไม่กระทำอะไรเลย แม้กระทั้งสัตว์ตกลงไปในหลุมก็ห้ามช่วย
Carmody, Woman and World Religions, p. 115
Suzanne Cita-Malard Religious Orders of Woman George J. Robinson (New York : Hawthorn, 1964) p.15
Cita-Malard, Religious Orders p.10 และ Marcella Bernstein, The Nuns (Philadelphia : Lippincott, 1976)
Sharon Neufer Emswiler, “How the New Woman Feels in the Old Worship Service in Women and Worship, eds. Sharon Neufer Emswiler and Thomas Neufer Emswiler (New York : Harper 2 Row, Pub, 1974), pp. 3-5 Reprinted by permission of Harper 2 Row, Publishers, Inc.
Marabel Morgan, The Total Woman (Old Tappan, NJ : Fleming H. Revell Company, 1973)
Rosemary Ruether and Eleanor Melaughling, “Women’s Leadership in the Jewish and Spirit (New York : Simon & Schuster, 1979) , p. 19
Magaret B. Crook, Women and Religion (Boston : Beacon Press, 1964) p. 235
Rabbi คือ ผู้นำในนิกาย หรือคณะนิกายทางศาสนา
Constant H. Jacquet, Jr, ed. Yearbook of American and Canadian Churches, 1978, (Nashville:Abingdon Press, 1978), p. 260
Phillip E. Hammond and Robert E. Mitchell “Segmentation of Radicalism-The Case of the Protestant Campus Minister” American Journal of Sociology 71, no. 2 (September 1965)
Priscilla and William Proctor, Woman in the Pulpit, (Garden City, New York Doubbleday, 1976)
Lawrence L. Kerten The Lutheran Ethic (Detroit:Wayne State University Press, 1970) p. 125
Constant H. Jacquet, Jr, ed. Yearbook of American and Canadian Churches, 1980, (Nashville:Abingdon Press, 1980), p. 258
Rosemary Radford Ruether, “Woman’s Leadership in the Jewish and Christian Traditions:Continuity and Chanye”, Women of Spirit eds, Rosemary Radford Ruether and Eleanor Mc Laughlin (New York : Simon & Schuster, 1979), p. 19-28
Naomi Goldenberg Changing of the Gods : Feminism and the End of Traditional Religions (Boston : Beacon Press 1979), p. 3
Woman and World Religion, p. 17
มหาวิทยามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ห้องเรียนสุราษฎร์ วัดพัฒนาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ปรัชญาและศาสนา
โลกในปัจจุบันนี้ตกอยู่ในความแปรปรวน ทั้งที่เกิดจากภัยธรรมชาติ และการกระทำของมนุษย์เอง บทความต่างๆ อันเกี่ยวศาสนาทุกบทความล้วนมีคุณค่า ในการกระตุ้นเตือนการกระทำของมนุษย์ ทั้งดี-ชั่ว
วันพุธที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2555
ผู้หญิงกับศาสนาในอดีต : การศึกษาเชิงสังคม
ถ้าเรามองย้อนกลับไปถึงอดีตของมนุษย์ตั้งแต่ในยุคแรกของสังคม มนุษย์ที่มีการยังชีพแบบการล่าสัตว์และหาของป่านั้นผู้หญิงเป็นผู้หาอาหารมาเลี้ยงดูครอบครัวเสียเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นความสำคัญหรือบทบาทของผู้หญิงในยุคนั้นย่อมเท่าเทียมกับผู้ชาย หรือบางทีอาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำไป และเมื่อเรามองเปรียบเทียบถึงเรื่องอำนาจ และสถานภาพของผู้หญิงกับผู้ชายก็จะเห็นว่าไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ชายในด้านใดเลย ยิ่งไปกว่านั้นการมีส่วนร่วม และความรับผิดชอบในสิ่งที่เราเรียกว่า เป็นกิจกรรมหรือพฤติกรรมในทางศาสนาก็เท่าเทียมกับผู้ชายมาโดยตลอด
แต่อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงและหลักฐานทางด้านสรีระหรือองค์ประกอบทางร่างกายหรือชีวภาพก็เป็นปัจจัยที่สำคัญในการกำหนดให้เห็นชัดเจนว่า งานหรือภารกิจของผู้ชายและผู้หญิงย่อมจะต้องแตกต่างออกไป ซึ่งเราต้องยอมรับกันว่า มีส่วนสำคัญอย่างมากประการหนึ่งในการกำหนด บทบาทและสถานภาพระหว่างเพศ ผู้หญิงจะต้องเป็นฝ่ายตั้งท้องเพื่อผลิตสมาชิกให้แก่สังคม ซึ่งถือได้ว่ามีความสำคัญมากในสังคมที่มีการยังชีพแบบหาของป่า และล่าสัตว์เช่นนั้น งานของผู้หญิงนั้นต้องเกี่ยวข้องกับบริเวณที่อยู่หรือแถวๆ กระท่อมที่อาศัย และโดยตัวผู้หญิงเองก็ต้องเลี้ยงดูเด็กๆ ด้วย ศูนย์กลางการหาอาหารมายังชีพก็คงจะเป็นการเก็บหาอาหารพวกมัน เผือก ผลไม้ ฯลฯ รอบๆ ที่พักอาศัยซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก เพราะจะสะดวกในการดูแลเอาใจใส่เด็กๆ และดูแลบ้านเรือนตลอดจนที่พักอาศัย ข้างฝ่ายผู้ชายก็เป็นผู้ออกไปล่าสัตว์ ซึ่งอยู่ในเขตป่าห่างไกลจากชุมชนที่อยู่เป็นอันมาก จากลักษณะงานที่แตกต่างกันในการยังชีพเช่นนี้จะเห็นได้ว่า ลักษณะงานของสตรีก็เป็นตัวกำหนดขอบเขตความสำคัญของบทบาทและสถานภาพของผู้หญิงในอีกระดับหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม ในยุคนี้สถานภาพของสตรีก็ยังสูงเด่นอยู่ อันเนื่องมาจากในสังคมเช่นนั้นต้องการ การเพิ่มขึ้นของสมาชิกอยู่เป็นอันมาก ซึ่งผู้หญิงก็มีบทบาทอย่างยิ่งต่อการดูแลเอาใจใส่เพื่อการอยู่รอดของสมาชิกใหม่ของสังคม บทบาทของผู้หญิงก็ยังไม่ได้ลดลง
พอเข้ามาสู่สังคมยุคที่มนุษย์เริ่มรู้จักเกษตรกรรมเพาะปลูก ซึ่งเป็นยุคที่มนุษย์เรียนรู้ถึงความสัมพันธ์แบบเป็นเหตุเป็นผลของการเพาะปลูก ซึ่งอาจเกิดการเรียนรู้จากการที่กินผลไม้แล้วทิ้งเมล็ดจนงอกเจริญเติบโต หรือไม่ก็ตาม บทบาทของผู้หญิงก็ลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และผู้หญิงอีกนั้นแหละที่เป็นคนเพาะปลูก ดูแลรักษา และเก็บเกี่ยวผลทางการเกษตรเหล่านั้น ในขณะที่ผู้ชายมักจะแสวงหาการละเล่นต่างๆ มาเล่นเกมเพื่อความบันเทิงใจ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าบทบาทของผู้หญิงในยุคนั้นก็ยังมีความมั่นคงอยู่ เนื่องจากการเป็นผู้มีบทบาทในการหาอาหารมาเลี้ยงดูครอบครัว เป็นสิ่งสนับสนุนสถานภาพอยู่ ดังนั้น เราจะสามารถพบว่า ในบางพื้นที่มีลักษณะความเป็นอยู่แบบถือแม่เป็นใหญ่ (Matrilineal) พบได้เท่าๆ กับลักษณะความเป็นอยู่แบบถือพ่อเป็นใหญ่ (Patrilineal) เช่นกัน ความเป็นอิสระในทางเพศก็ปรากฏให้เห็นเด่นชัด ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการร่วมหอตกลงแต่งงาน การหย่าร้าง ก็มักพบว่า ผู้ชายและผู้หญิงมีอิสระเท่ากัน ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ในยุคนี้สถานภาพของผู้ชายและผู้หญิงแตกต่างกันน้อยมาก
เมื่อมีการเลี้ยงสัตว์ตามมา ไม่ว่าเพื่อช่วยเหลือในการเพาะปลูกหรือเป็นอาหารก็ตาม บทบาทของผู้ชายในขบวนการผลิตอาหารเพื่อการยังชีพก็เริ่มต้นมีความสำคัญ และสูงเด่นกว่าผู้หญิง เพราะไม่ว่าจะเป็นการใช้สัตว์เลี้ยงช่วยในการเพาะปลูก (การไถคราด ฯลฯ) หรือการควบคุมดูแล ตลอดจนฆ่าเพื่อมาประกอบอาหารนั้น ต้องใช้พลังในอีกระดับหนึ่ง ซึ่งผู้ชายก็มีความแข็งแกร่งทางร่างกายที่เหนือกว่าผู้หญิงในงานหรือภารกิจเช่นนี้ จุดนี้เองถือได้ว่าเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อในการเปลี่ยนแปลงสถานภาพและบทบาทของสตรี และเมื่อก้าวเข้าสู่ยุคมีการพัฒนาการทางเทคโนโลยี และวิวัฒนาการของสังคมสูงขึ้น ผู้หญิงยิ่งต้องเพิ่มการพึ่งพาผู้ชายมากขึ้น แม้ว่าผู้หญิงจะมีบทบาทสำคัญในการเลี้ยงดูและดูแลเด็ก การเตรียมอาหารและการดูแลบ้านเรือน โอกาสและเวลาที่จะมาจับงานทางด้านเทคโนโลยีและการผลิตต่างๆ ยิ่งลดน้อยถอยห่างออกไปทุกที ซึ่งไม่เพียงแต่ขาดโอกาสในเรื่องการเป็นผู้ผลิตเท่านั้น แต่การมีส่วนร่วมในขบวนการผลิตก็แทบจะไม่มีเลย ดังนั้น “เมื่อมีการพึ่งพาเพิ่มขึ้นมากเท่าไหร่ สถานภาพและบทบาทก็จะลดลงมากเท่านั้น” และสภาวะเช่นนี้เกิดขึ้นติดต่อกันเรื่อยมาเป็นเวลานาน พร้อมๆ กับการพัฒนาการของสังคมที่เกิดขึ้น และแม้ว่า โดยข้อเท็จจริงแล้วเราจะเห็นว่าจะเริ่มเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า Industrialization ซึ่งผู้หญิงได้กลับเข้ามามีบทบาทในขบวนการของการผลิต ในฐานะเป็นผู้ร่วมผลิตอีกครั้ง ซึ่งเราจะเห็นได้ว่ามีการใช้แรงงานทั้งผู้ชาย ผู้หญิงและแม้กระทั้งแรงงานเด็ก (ซึ่งมีประวัติเริ่มต้นจากการผลิตอุตสาหกรรมในครัวเรือนก่อน) แต่สถานภาพของผู้หญิงก็มิได้รับการส่งเสริมให้ดีขึ้นเลย บางคนถึงกับกล่าวว่า เป็นคนที่อยู่ในชนชั้นที่ถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างไม่เปลี่ยนแปลง นักเขียนเกี่ยวกับเรื่องสิทธิสตรีบางคนที่มองในเชิงเศรษฐศาสตร์เปรียบเทียบว่า ผู้หญิงเสมือนผู้ผลิตในขณะที่ผู้ชายเหมือนพ่อค้าคนกลางที่พยายามกดราคาสินค้า แต่นำไปฉกฉวยผลประโยชน์มากขึ้นอีกต่อหนึ่ง ลักษณะของงานอุตสาหกรรมที่ทำให้ผู้หญิงออกนอกบ้านมามีส่วนร่วมในการเลี้ยงชีพนั้น เกิดขึ้นครั้งแรกสุด เชื่อกันว่าในโรงงานอุตสาหกรรมทอผ้า (textile) เพราะเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะละเอียดอ่อนซึ่งผู้หญิงมักอดทนและทำได้ดีกว่าผู้ชาย กอรปกับเป็นงานที่เน้นทักษะที่ผู้หญิงถนัดอยู่แล้วด้วย แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้เป็นงานที่ที่ต้องใช้แรงกายมากกว่าจะใช้สติปัญญาในระดับสูง จึงส่งผลกระทบก็ คือ ผู้หญิงส่วนมากมักจะมีการศึกษาน้อย ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วมีการศึกษาในช่วงประถมศึกษา-มัธยมศึกษา เพราะเป็นสิ่งเพิ่มรายได้แก่ครอบครัว โดยไม่ต้องการสติปัญญามากนัก ยิ่งทำให้การศึกษาของผู้หญิงลดลงต่ำอีกต่อไป และสวัสดิการต่างๆ ก็เริ่มเลวลงไม่มีหลักประกันในทางสังคม แต่อย่างไรก็ตาม งานการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิของผู้หญิงนั้นก็ได้เริ่มขึ้นในยุคแรกๆ ของสังคมแบบอุตสาหกรรมเช่นกัน จุดเคลื่อนไหวประการแรกคือ การออกหนังสือที่ชื่อ The Vindication of the Rights of Woman ซึ่งตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1792 และต่อมาในปี ค.ศ. 1848 ได้มีการประชุมร่วมกันในกลุ่มผู้หญิงชาวอเมริกัน ซึ่งนำโดย Lucretia Molt และElizabeth Cady Stanton ซึ่งชื่อเสียงของผู้นำหญิงทั้งสองคนนี้เป็นที่รู้จักกันมากในกลุ่มนักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีในศตวรรษที่ 19
มหาวิทยามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ห้องเรียนสุราษฎร์ วัดพัฒนาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
แต่อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงและหลักฐานทางด้านสรีระหรือองค์ประกอบทางร่างกายหรือชีวภาพก็เป็นปัจจัยที่สำคัญในการกำหนดให้เห็นชัดเจนว่า งานหรือภารกิจของผู้ชายและผู้หญิงย่อมจะต้องแตกต่างออกไป ซึ่งเราต้องยอมรับกันว่า มีส่วนสำคัญอย่างมากประการหนึ่งในการกำหนด บทบาทและสถานภาพระหว่างเพศ ผู้หญิงจะต้องเป็นฝ่ายตั้งท้องเพื่อผลิตสมาชิกให้แก่สังคม ซึ่งถือได้ว่ามีความสำคัญมากในสังคมที่มีการยังชีพแบบหาของป่า และล่าสัตว์เช่นนั้น งานของผู้หญิงนั้นต้องเกี่ยวข้องกับบริเวณที่อยู่หรือแถวๆ กระท่อมที่อาศัย และโดยตัวผู้หญิงเองก็ต้องเลี้ยงดูเด็กๆ ด้วย ศูนย์กลางการหาอาหารมายังชีพก็คงจะเป็นการเก็บหาอาหารพวกมัน เผือก ผลไม้ ฯลฯ รอบๆ ที่พักอาศัยซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก เพราะจะสะดวกในการดูแลเอาใจใส่เด็กๆ และดูแลบ้านเรือนตลอดจนที่พักอาศัย ข้างฝ่ายผู้ชายก็เป็นผู้ออกไปล่าสัตว์ ซึ่งอยู่ในเขตป่าห่างไกลจากชุมชนที่อยู่เป็นอันมาก จากลักษณะงานที่แตกต่างกันในการยังชีพเช่นนี้จะเห็นได้ว่า ลักษณะงานของสตรีก็เป็นตัวกำหนดขอบเขตความสำคัญของบทบาทและสถานภาพของผู้หญิงในอีกระดับหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม ในยุคนี้สถานภาพของสตรีก็ยังสูงเด่นอยู่ อันเนื่องมาจากในสังคมเช่นนั้นต้องการ การเพิ่มขึ้นของสมาชิกอยู่เป็นอันมาก ซึ่งผู้หญิงก็มีบทบาทอย่างยิ่งต่อการดูแลเอาใจใส่เพื่อการอยู่รอดของสมาชิกใหม่ของสังคม บทบาทของผู้หญิงก็ยังไม่ได้ลดลง
พอเข้ามาสู่สังคมยุคที่มนุษย์เริ่มรู้จักเกษตรกรรมเพาะปลูก ซึ่งเป็นยุคที่มนุษย์เรียนรู้ถึงความสัมพันธ์แบบเป็นเหตุเป็นผลของการเพาะปลูก ซึ่งอาจเกิดการเรียนรู้จากการที่กินผลไม้แล้วทิ้งเมล็ดจนงอกเจริญเติบโต หรือไม่ก็ตาม บทบาทของผู้หญิงก็ลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และผู้หญิงอีกนั้นแหละที่เป็นคนเพาะปลูก ดูแลรักษา และเก็บเกี่ยวผลทางการเกษตรเหล่านั้น ในขณะที่ผู้ชายมักจะแสวงหาการละเล่นต่างๆ มาเล่นเกมเพื่อความบันเทิงใจ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าบทบาทของผู้หญิงในยุคนั้นก็ยังมีความมั่นคงอยู่ เนื่องจากการเป็นผู้มีบทบาทในการหาอาหารมาเลี้ยงดูครอบครัว เป็นสิ่งสนับสนุนสถานภาพอยู่ ดังนั้น เราจะสามารถพบว่า ในบางพื้นที่มีลักษณะความเป็นอยู่แบบถือแม่เป็นใหญ่ (Matrilineal) พบได้เท่าๆ กับลักษณะความเป็นอยู่แบบถือพ่อเป็นใหญ่ (Patrilineal) เช่นกัน ความเป็นอิสระในทางเพศก็ปรากฏให้เห็นเด่นชัด ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการร่วมหอตกลงแต่งงาน การหย่าร้าง ก็มักพบว่า ผู้ชายและผู้หญิงมีอิสระเท่ากัน ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ในยุคนี้สถานภาพของผู้ชายและผู้หญิงแตกต่างกันน้อยมาก
เมื่อมีการเลี้ยงสัตว์ตามมา ไม่ว่าเพื่อช่วยเหลือในการเพาะปลูกหรือเป็นอาหารก็ตาม บทบาทของผู้ชายในขบวนการผลิตอาหารเพื่อการยังชีพก็เริ่มต้นมีความสำคัญ และสูงเด่นกว่าผู้หญิง เพราะไม่ว่าจะเป็นการใช้สัตว์เลี้ยงช่วยในการเพาะปลูก (การไถคราด ฯลฯ) หรือการควบคุมดูแล ตลอดจนฆ่าเพื่อมาประกอบอาหารนั้น ต้องใช้พลังในอีกระดับหนึ่ง ซึ่งผู้ชายก็มีความแข็งแกร่งทางร่างกายที่เหนือกว่าผู้หญิงในงานหรือภารกิจเช่นนี้ จุดนี้เองถือได้ว่าเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อในการเปลี่ยนแปลงสถานภาพและบทบาทของสตรี และเมื่อก้าวเข้าสู่ยุคมีการพัฒนาการทางเทคโนโลยี และวิวัฒนาการของสังคมสูงขึ้น ผู้หญิงยิ่งต้องเพิ่มการพึ่งพาผู้ชายมากขึ้น แม้ว่าผู้หญิงจะมีบทบาทสำคัญในการเลี้ยงดูและดูแลเด็ก การเตรียมอาหารและการดูแลบ้านเรือน โอกาสและเวลาที่จะมาจับงานทางด้านเทคโนโลยีและการผลิตต่างๆ ยิ่งลดน้อยถอยห่างออกไปทุกที ซึ่งไม่เพียงแต่ขาดโอกาสในเรื่องการเป็นผู้ผลิตเท่านั้น แต่การมีส่วนร่วมในขบวนการผลิตก็แทบจะไม่มีเลย ดังนั้น “เมื่อมีการพึ่งพาเพิ่มขึ้นมากเท่าไหร่ สถานภาพและบทบาทก็จะลดลงมากเท่านั้น” และสภาวะเช่นนี้เกิดขึ้นติดต่อกันเรื่อยมาเป็นเวลานาน พร้อมๆ กับการพัฒนาการของสังคมที่เกิดขึ้น และแม้ว่า โดยข้อเท็จจริงแล้วเราจะเห็นว่าจะเริ่มเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า Industrialization ซึ่งผู้หญิงได้กลับเข้ามามีบทบาทในขบวนการของการผลิต ในฐานะเป็นผู้ร่วมผลิตอีกครั้ง ซึ่งเราจะเห็นได้ว่ามีการใช้แรงงานทั้งผู้ชาย ผู้หญิงและแม้กระทั้งแรงงานเด็ก (ซึ่งมีประวัติเริ่มต้นจากการผลิตอุตสาหกรรมในครัวเรือนก่อน) แต่สถานภาพของผู้หญิงก็มิได้รับการส่งเสริมให้ดีขึ้นเลย บางคนถึงกับกล่าวว่า เป็นคนที่อยู่ในชนชั้นที่ถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างไม่เปลี่ยนแปลง นักเขียนเกี่ยวกับเรื่องสิทธิสตรีบางคนที่มองในเชิงเศรษฐศาสตร์เปรียบเทียบว่า ผู้หญิงเสมือนผู้ผลิตในขณะที่ผู้ชายเหมือนพ่อค้าคนกลางที่พยายามกดราคาสินค้า แต่นำไปฉกฉวยผลประโยชน์มากขึ้นอีกต่อหนึ่ง ลักษณะของงานอุตสาหกรรมที่ทำให้ผู้หญิงออกนอกบ้านมามีส่วนร่วมในการเลี้ยงชีพนั้น เกิดขึ้นครั้งแรกสุด เชื่อกันว่าในโรงงานอุตสาหกรรมทอผ้า (textile) เพราะเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะละเอียดอ่อนซึ่งผู้หญิงมักอดทนและทำได้ดีกว่าผู้ชาย กอรปกับเป็นงานที่เน้นทักษะที่ผู้หญิงถนัดอยู่แล้วด้วย แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้เป็นงานที่ที่ต้องใช้แรงกายมากกว่าจะใช้สติปัญญาในระดับสูง จึงส่งผลกระทบก็ คือ ผู้หญิงส่วนมากมักจะมีการศึกษาน้อย ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วมีการศึกษาในช่วงประถมศึกษา-มัธยมศึกษา เพราะเป็นสิ่งเพิ่มรายได้แก่ครอบครัว โดยไม่ต้องการสติปัญญามากนัก ยิ่งทำให้การศึกษาของผู้หญิงลดลงต่ำอีกต่อไป และสวัสดิการต่างๆ ก็เริ่มเลวลงไม่มีหลักประกันในทางสังคม แต่อย่างไรก็ตาม งานการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิของผู้หญิงนั้นก็ได้เริ่มขึ้นในยุคแรกๆ ของสังคมแบบอุตสาหกรรมเช่นกัน จุดเคลื่อนไหวประการแรกคือ การออกหนังสือที่ชื่อ The Vindication of the Rights of Woman ซึ่งตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1792 และต่อมาในปี ค.ศ. 1848 ได้มีการประชุมร่วมกันในกลุ่มผู้หญิงชาวอเมริกัน ซึ่งนำโดย Lucretia Molt และElizabeth Cady Stanton ซึ่งชื่อเสียงของผู้นำหญิงทั้งสองคนนี้เป็นที่รู้จักกันมากในกลุ่มนักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีในศตวรรษที่ 19
มหาวิทยามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ห้องเรียนสุราษฎร์ วัดพัฒนาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ศาสนากับผู้หญิง
บทนำ
ในปัจจุบันเราจะพบว่ามีการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องถึงบทบาท และสถานภาพของสตรีมากขึ้น ทั้งในรูปของบทความ เอกสารและงานวิจัยต่างๆ ตลอดรวมไปถึงการประชุมอภิปรายในเรื่องราวเหล่านี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง นอกจากนี้เรายังพบการเรียกร้องสิทธิสตรีในรูปแบบที่ไม่เป็นทางการ แต่แสดงออกมาในหลายๆ รูปแบบ เช่น ในภาพยนตร์ ละคร บทเพลง ฯลฯ ซึ่งการเคลื่อนไหวเหล่านี้มีผลกระทบถึงความเชื่อ และพฤติกรรมทางศาสนามากมาย มีประเด็นต่างๆ ที่กล่าวพาดพิงถึงเรื่องศาสนากับผู้หญิง หลายลักษณะซึ่งรวมถึงลักษณะที่สนับสนุนหรือเอื้ออำนวยและลักษณะที่เป็นสิ่งขัดขวางการพัฒนาบทบาทและสถานภาพสตรีก็มีอยู่เป็นมาก ซึ่งการตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับผู้หญิงในอดีตที่ผ่านมาจากข้อเท็จจริงก็คงเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาเรื่องสถานภาพและบทบาทของสตรีอยู่ไม่น้อย
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบถึงความสัมพันธ์ในเชิงสังคม ระหว่างผู้หญิงกับศาสนา ทั้งในเชิงประวัติศาสตร์และในสภาพการณ์ปัจจุบัน ทั้งนี้เพื่อเป็นการศึกษาถึงบทบาทและสถานภาพของสตรีในด้านข้อเท็จจริง นอกเหนือจากแนวคิดที่มีมาจากคำสอนทางศาสนาอีกโสดหนึ่ง
มหาวิทยามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ห้องเรียนสุราษฎร์์ธานี วัดพัฒนาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ในปัจจุบันเราจะพบว่ามีการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องถึงบทบาท และสถานภาพของสตรีมากขึ้น ทั้งในรูปของบทความ เอกสารและงานวิจัยต่างๆ ตลอดรวมไปถึงการประชุมอภิปรายในเรื่องราวเหล่านี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง นอกจากนี้เรายังพบการเรียกร้องสิทธิสตรีในรูปแบบที่ไม่เป็นทางการ แต่แสดงออกมาในหลายๆ รูปแบบ เช่น ในภาพยนตร์ ละคร บทเพลง ฯลฯ ซึ่งการเคลื่อนไหวเหล่านี้มีผลกระทบถึงความเชื่อ และพฤติกรรมทางศาสนามากมาย มีประเด็นต่างๆ ที่กล่าวพาดพิงถึงเรื่องศาสนากับผู้หญิง หลายลักษณะซึ่งรวมถึงลักษณะที่สนับสนุนหรือเอื้ออำนวยและลักษณะที่เป็นสิ่งขัดขวางการพัฒนาบทบาทและสถานภาพสตรีก็มีอยู่เป็นมาก ซึ่งการตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับผู้หญิงในอดีตที่ผ่านมาจากข้อเท็จจริงก็คงเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาเรื่องสถานภาพและบทบาทของสตรีอยู่ไม่น้อย
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบถึงความสัมพันธ์ในเชิงสังคม ระหว่างผู้หญิงกับศาสนา ทั้งในเชิงประวัติศาสตร์และในสภาพการณ์ปัจจุบัน ทั้งนี้เพื่อเป็นการศึกษาถึงบทบาทและสถานภาพของสตรีในด้านข้อเท็จจริง นอกเหนือจากแนวคิดที่มีมาจากคำสอนทางศาสนาอีกโสดหนึ่ง
มหาวิทยามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ห้องเรียนสุราษฎร์์ธานี วัดพัฒนาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
วันจันทร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2555
สานเสวนา (Dialogue) : กลไกแห่งความสำเร็จในการจัดการความขัดแย้งและเสริมสร้างสมานฉันท์จริงหรือไม่ ?
การสื่อสารที่ดีและมีประสิทธิภาพ นับว่าเป็นพื้นฐานหลักที่สำคัญในการป้องกันและแก้ปัญหาความขัดแย้ง โดยเฉพาะถ้าเป็นความขัดแย้งทางด้านค่านิยมหรือความเชื่อซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ยากในการที่จะให้คนใดคนหนึ่งปรับเปลี่ยนความคิดความเชื่อของเขา อย่างไรก็ตาม แม้ว่าแต่ละคนจะมีความเชื่ออย่างสุดโต่งและให้คุณค่าของสิ่งหนึ่งสิ่งใดต่างกัน แต่ถ้าหากทั้งสองฝ่ายได้มีการสื่อสาร มี “การประชาเสวนา” Citizens Dialogue หรือ “การสานเสวนา” หรือการพูดคุยและทำความเข้าใจซึ่งกันและกันแล้วอย่างสันติวิธี ความขัดแย้งก็อาจจะไม่เกิดก็ได้หากพิจารณาดูให้ดีจะพบว่าในแต่ละวันมนุษย์ทุกคนต่างมีการสื่อสารกับสิ่งที่อยู่รอบตัวโดยปริยายอยู่แล้ว เริ่มตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งถึงเข้านอน แต่เรามักจะละเลยไม่ให้ความสนใจกับ
การสื่อสารเหล่านี้ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาและเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ ซึ่งคิดว่าคนอื่นน่าจะรับรู้เรื่องของเรา รู้ว่าเราคิดอะไร ซึ่งในความเป็นจริงก็อาจเข้าใจอะไรที่ผิดๆ ไปก็ได้ ดังนั้น หากเรานึกดูให้ดีในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงานหรือการดำเนินชีวิต เราควรน่าจะมีการสื่อสารพูดคุยกันอย่างต่อเนื่องจะดีหรือไม่ เพราะจะเห็นว่าถ้าเรามีการสื่อสารที่ดีต่อกันแล้ว การสื่อสารจะช่วยป้องกันและแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ง่ายขึ้น
การสานเสวนา: กลไกแห่งความสำเร็จในการจัดการความขัดแย้งและเสริมสร้างสมานฉันท์เราทราบกันแล้วว่าปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นเรื่องที่สลับซับซ้อนและมักจะสร้างความลำบากใจให้แก่หน่วยงานและผู้ปฏิบัติงานที่รับผิดชอบเป็นอย่างมาก เพราะปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมักจะเกิดควบคู่ไปกับปัญหาอื่นๆ ไปพร้อมๆ กัน รวมถึงความรุนแรงในปัจจุบัน พบว่ากลุ่มคนหรือหน่วยงานหนึ่งหน่วยงานใดเพียงลำพังไม่อาจจะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของสังคมที่มีความสลับซับซ้อนได้ด้วยตัวเอง สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือหลายคนคิดว่าการใช้ความรุนแรงอย่างเด็ดขาดน่าจะเป็นเครื่องมือหรือวิธีการที่สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้ แต่ความเป็นจริงแล้วความรุนแรงก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ หากแต่เราควรจะต้องนำกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของประชาชนเข้ามาใช้ในการแก้ปัญหา โดยจะต้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและผู้ได้รับผลกระทบไม่ว่าจะเป็นผลกระทบทางตรงหรือทางอ้อมก็ตามได้เข้ามามีส่วนร่วมในการ
แก้ไขปัญหาของตัวเอง เพราะจะเห็นได้จากในอดีตว่ามีนโยบายสาธารณะจำนวนมากที่ออกมาแล้วก่อให้เกิดปัญหาความยุ่งยาก มีสลับซับซ้อนเกินไป ยากต่อการจัดการ ควบคุม และในที่สุดไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้ ซึ่งหลายต่อหลายครั้งพบว่า “ไม่มีทางออกหรือไม่มีแนวทางแก้ไข” หรือมีก็มีเพียงแต่แนวทางแก้ไขชั่วคราวหรือไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ เพราะโดยแท้จริงแล้วการที่ไม่นำกระบวนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของประชาชนไปใช้ในการแก้ปัญหาเหล่านั้นนับว่าเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ไม่ยั่งยืนหรือไม่
นอกจากนี้ การนำวิธีการแก้ปัญหาที่เน้นเฉพาะทางด้านเทคนิคและวิชาการมาใช้เป็นมาตรการในการแก้ปัญหาเพื่อ “การตัดช่องว่างหรือตัดตอน” เพียงอย่างเดียวคงจะไม่เกิดประโยชน์และไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เพราะสิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรให้เสียง ความต้องการหรือความคิดเห็นของสาธารณชนได้รับการรับฟังและหาทางแก้ปัญหาอย่างแท้จริง ทั้งนี้ เพื่อนำมาปรับปรุงนโยบายหรือโครงการที่กำลังดำเนินการให้ทุกฝ่ายยอมรับโดยทั่วกัน
ปัญหาที่พบส่วนใหญ่คือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ได้รับผลกระทบจากการกำหนดนโยบายหรือการแก้ปัญหามักจะมีความต้องการที่แตกต่างกันไปต่างๆ นาๆ ซึ่งการที่คนได้รับผลกระทบมากหรือน้อยนั้นจะขึ้นอยู่กับความต้องการเฉพาะของผู้นั้น ซึ่งอาจเป็นความต้องการในด้านค่านิยมคุณค่า ความเชื่อ วิถีวัฒนธรรม ประเพณี หรือโลกทัศน์ ซึ่งจะเห็นว่าความต้องการเหล่านั้นเป็นผลกระทบที่อยู่นอกเหนือไปกว่าประเด็นปัญหาที่มีการบัญญัติไว้เป็นกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือข้อมูลด้านเทคนิคที่มีอยู่ ซึ่งบ่อยครั้งที่สังคมมีการละเลยกับประเด็นเหล่านี้เพราะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยไม่สำคัญเท่าไร แต่ความจริงเรื่องที่คิดว่าไม่เป็นเรื่องก็เป็นปัญหาใหญ่และทำให้สาธารณชนเกิดความไม่ลงรอยกันและแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายกลายเป็นประเด็นปัญหาใหญ่เกิดขึ้น มีข้อสังเกตว่า กระบวนการที่ให้สาธารณชนเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องนั้น ไม่ได้เป็น
เครื่องหมายยืนยันหรือหมายความว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนจะเป็นยาสารพัดโรคที่จะช่วยแก้ไขปัญหาได้ทุกเรื่อง เพราะเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือผู้ปฏิบัติงานด้านนี้ก็คงรับรู้ถึงความท้าท้ายของปัญหาที่ยากเหล่านี้ได้ เพราะแม้จะพยายามให้สาธารณชนมาร่วมให้ข้อมูลและแก้ไขปัญหาหลายต่อหลายครั้ง แต่ปัญหาก็ไม่สามารถแก้ไขได้สำเร็จ คำถามคือทำไมไม่สำเร็จ อาจตอบได้ว่าเพราะกระบวนการมีส่วนร่วมที่จัดหรือเวทีประชุมสาธารณะมักจะมีแนวโน้มที่ไม่ค่อยสนับสนุนกระบวนการมีส่วนร่วมแก่ประชาชนอย่างแท้จริงใช่หรือไม่
สิ่งที่เราควรปฏิบัติกันขณะนี้และน่าจะทำต่อๆ ไปในอนาคตคือเราต้องใช้วิธีการที่แตกต่างไปจากวิธีการที่เคยปฏิบัติกันมาในอดีตจะดีกว่าไหม โดยอาจเริ่มตั้งแต่การใช้คำพูดที่ทำให้ทุกคนรู้สึกว่าเป็นพวกหรือฝ่ายเดียวกันก่อน เช่น ใช้คำพูดแทนทุกคนว่า “พวกเรา” น่าจะดีกว่าไหม โดยไม่ใช้คำว่า “ผมไม่เห็นด้วยกับคุณ” หรือ “พวกผมไม่เห็นด้วยกับพวกคุณ” เพราะการพูดว่าผมหรือพวกผมจะก่อให้เกิดแบ่งเป็นฝ่ายๆ มีฝ่ายผมและฝ่ายคุณ ดังนั้น วิธีการแบบใหม่และง่ายที่สุดคือการใช้คำพูดว่า “พวกเรา” น่าจะช่วยทำให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวกันไหมเพราะการพูดแบบนี้จะเป็นการเปิดโอกาสให้สาธารณชนรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน รู้สึกเป็นเจ้าของ ได้เข้ามามีส่วนร่วม ช่วยดำเนินการและริเริ่มการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของโครงการกระบวนการสื่อสารสองทางนี้เป็นกลไกที่ทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้กำหนดนโยบายและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายสาธารณะโดยใช้วิธีการที่เรียกว่า “สานเสวนา” หรือ “ประชาเสวนา” (Citizen Dialogue)
การสานเสวนา (Citizen Dialogue) คือ กระบวนการมีส่วนร่วมอย่างหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญต่อการป้องกันและแก้ปัญหาความขัดแย้ง การสานเสวนาจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการเป็นฝักเป็นฝ่ายหรือตรงข้ามกัน โดยจะช่วยทำปัญหาหรือความต้องการที่ฝ่ายหนึ่งต้องเลือกว่า “ใช่” และอีกฝ่ายหนึ่งที่ต้องเลือกว่า “ไม่ใช่” ง่ายขึ้นต่อการจัดการและแก้ปัญหาได้ เพราะกระบวนการสานเสวนาจะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกคนช่วยกันสะท้อนมุมมองและความคิดเห็นซึ่งแม้มีความแตกต่างกัน ให้เกิดความเข้าใจและเรียนรู้ร่วมกันได้ง่ายขึ้น การสานเสวนาจะช่วยสร้างบรรทัดฐานในการประเมินแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างกว้างขวาง และสามารถนำไปสู่การตัดสินใจร่วมกัน แต่มีข้อสังเกตว่าบรรทัดฐานดังกล่าวต้องอยู่บนพื้นฐานความต้องการที่แท้จริงของแต่ละฝ่าย ซึ่งอาจมีความแตกต่างกันไปก็ได้
การสานเสวนา (Citizen Dialogue) จะช่วยเสริมสร้างความสามารถของประชาชนหรือผู้เข้าร่วมสานเสวนาในการที่จะ “คิด” “พูด” และ “ปฏิบัติ” ร่วมกันต่อประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นหรือโครงการที่ทุกคนต้องการให้เกิดขึ้น กระบวนการสานเสวนาถูกออกแบบมาเพื่อสร้างให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันของทุกคน โดยมุ่งหวังที่จะให้เป็นรูปแบบและแนวทางการที่ก่อให้เกิดกระบวนการปฏิสัมพันธ์ของประชาชนอย่างเป็นปกตินิสัย และเป็นประเพณีที่ใช้ต่อไปทุกๆ ครั้งที่เกิดปัญหาความขัดแย้งในสังคม เพราะการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีบทบาทได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาอย่างชอบธรรมจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีซึ่งกันและกันมากขึ้นซึ่งนับว่าเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของสังคม กระบวนการที่ให้ประชาชนรวมตัวกันเพื่อสานเสวนาในปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะมาจากนโยบายสาธารณะหรือความขัดแย้งเรื่องอื่นๆ ก็ตาม จะเป็นคล้ายๆ เครื่องมือที่มากำกับกระบวนการบังคับให้ประชาชนหรือผู้เกี่ยวข้องหันหน้ามาคุยกันว่าแต่ละฝ่ายมีความต้องการ ห่วงกังวลหรือมีความสนใจเรื่อง
อะไรอยู่ ตลอดจนพิจารณาถึงคุณค่าความต้องการของคนอื่นว่าเป็นอย่างไร จนในที่สุดสามารถจะรับรู้ถึงความต้องการของตัวเองและผู้อื่นได้ โดยทุกคนอาจจะไม่สามารถ “ได้รับสิ่งที่ต้องการได้ทั้งหมด” แต่ก็เป็นฉันทามติร่วมกันได้ ดังนั้น กระบวนการสานเสวนาแสดงให้เห็นว่าเมื่อประชาชนไม่ได้เป็นฝ่ายตรงกันข้ามแล้ว พวกเขาจะช่วยกันค้นหาสิ่งที่พวกเขาสามารถแบ่งปันร่วมกันได้แม้ว่าพวกเขาจะไม่เห็นด้วยทั้งหมดในเรื่องนั้นก็ตาม
โดยสรุป การสานเสวนา (Citizens Dialogue) คือ กระบวนการมีส่วนร่วมที่เน้นการฟังอย่างตั้งใจ และการทำความเข้าใจซึ่งกันและกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ซึ่งเป้าหมายของกระบวนสานเสวนาหรือ Dialogue ไม่จำเป็นต้องให้ได้ทางออกในการแก้ปัญหาทุกๆ ครั้งในทันทีก็ได้ แต่เป็นกระบวนการที่ทำให้ทุกฝ่ายเกิดความรู้สึกหรือมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันการสานเสวนามักเป็นกระบวนการอย่างไม่เป็นทางการและ ไม่มีโครงสร้างตายตัว
เป้าหมายหรือผลสำเร็จของการสานเสวนาอาจไม่ใช่เพื่อค้นหาข้อยุติและนำไปสู่การตัดสินใจหรือการปฏิบัติได้ในทันที แต่เพื่อต้องการทำให้เกิดความเข้าใจร่วมกันอย่างท่องแท้ต่อประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งปัญหาเหล่านั้นมีความสลับซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน โดยจะเน้นการทำความเข้าใจในประเด็นที่ยังไม่เข้าใจกัน
กระบวนการสานเสวนาเป็นเครื่องมือที่ช่วยป้องกันความขัดแย้งและช่วยลดการอคติของคนการสานเสวนา หรือ Dialogueเป็นเรื่องเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เป็นวิถีทางในการคิดที่ช่วยสะท้อนหรือตอบสนองความคิดเห็นร่วมกันไม่ใช่กระบวนการที่คุณทำให้แก่คนอื่นแต่เป็นกระบวนการที่คุณทำร่วมกับคนอื่น
กล่าวโดยสรุป จะเห็นว่ากระบวนการเสวนาเพื่อสร้างฉันทามติเป็นกระบวนการหรือวิธีการที่ให้เปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องได้แสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์และสันติวิธีต่อสิ่งที่ตัวเองปรารถนาและต้องการให้เกิดขึ้น ดังนั้น หัวข้อที่ตั้งไว้ว่า “การสานเสวนา: กลไกแห่งความสำเร็จในการจัดการความขัดแย้งจริงไหม?” น่าจะได้คำตอบกันแล้วว่าการประชาเสวนาหรือสานเสวนาเป็นเครื่องมือที่สำคัญต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีเราจึงควรหันหน้ามาใช้กระบวนการประชาเสวนากันดีไหม
ที่มา:
ศุภณัฐ เพิ่มพูนวิวัฒน์
นักวิชาการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า
มหาวิทยามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ห้องเรียนสุราษฎร์ วัดพัฒนาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
การสื่อสารเหล่านี้ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาและเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ ซึ่งคิดว่าคนอื่นน่าจะรับรู้เรื่องของเรา รู้ว่าเราคิดอะไร ซึ่งในความเป็นจริงก็อาจเข้าใจอะไรที่ผิดๆ ไปก็ได้ ดังนั้น หากเรานึกดูให้ดีในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงานหรือการดำเนินชีวิต เราควรน่าจะมีการสื่อสารพูดคุยกันอย่างต่อเนื่องจะดีหรือไม่ เพราะจะเห็นว่าถ้าเรามีการสื่อสารที่ดีต่อกันแล้ว การสื่อสารจะช่วยป้องกันและแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ง่ายขึ้น
การสานเสวนา: กลไกแห่งความสำเร็จในการจัดการความขัดแย้งและเสริมสร้างสมานฉันท์เราทราบกันแล้วว่าปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นเรื่องที่สลับซับซ้อนและมักจะสร้างความลำบากใจให้แก่หน่วยงานและผู้ปฏิบัติงานที่รับผิดชอบเป็นอย่างมาก เพราะปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมักจะเกิดควบคู่ไปกับปัญหาอื่นๆ ไปพร้อมๆ กัน รวมถึงความรุนแรงในปัจจุบัน พบว่ากลุ่มคนหรือหน่วยงานหนึ่งหน่วยงานใดเพียงลำพังไม่อาจจะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของสังคมที่มีความสลับซับซ้อนได้ด้วยตัวเอง สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือหลายคนคิดว่าการใช้ความรุนแรงอย่างเด็ดขาดน่าจะเป็นเครื่องมือหรือวิธีการที่สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้ แต่ความเป็นจริงแล้วความรุนแรงก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ หากแต่เราควรจะต้องนำกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของประชาชนเข้ามาใช้ในการแก้ปัญหา โดยจะต้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและผู้ได้รับผลกระทบไม่ว่าจะเป็นผลกระทบทางตรงหรือทางอ้อมก็ตามได้เข้ามามีส่วนร่วมในการ
แก้ไขปัญหาของตัวเอง เพราะจะเห็นได้จากในอดีตว่ามีนโยบายสาธารณะจำนวนมากที่ออกมาแล้วก่อให้เกิดปัญหาความยุ่งยาก มีสลับซับซ้อนเกินไป ยากต่อการจัดการ ควบคุม และในที่สุดไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้ ซึ่งหลายต่อหลายครั้งพบว่า “ไม่มีทางออกหรือไม่มีแนวทางแก้ไข” หรือมีก็มีเพียงแต่แนวทางแก้ไขชั่วคราวหรือไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ เพราะโดยแท้จริงแล้วการที่ไม่นำกระบวนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของประชาชนไปใช้ในการแก้ปัญหาเหล่านั้นนับว่าเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ไม่ยั่งยืนหรือไม่
นอกจากนี้ การนำวิธีการแก้ปัญหาที่เน้นเฉพาะทางด้านเทคนิคและวิชาการมาใช้เป็นมาตรการในการแก้ปัญหาเพื่อ “การตัดช่องว่างหรือตัดตอน” เพียงอย่างเดียวคงจะไม่เกิดประโยชน์และไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เพราะสิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรให้เสียง ความต้องการหรือความคิดเห็นของสาธารณชนได้รับการรับฟังและหาทางแก้ปัญหาอย่างแท้จริง ทั้งนี้ เพื่อนำมาปรับปรุงนโยบายหรือโครงการที่กำลังดำเนินการให้ทุกฝ่ายยอมรับโดยทั่วกัน
ปัญหาที่พบส่วนใหญ่คือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ได้รับผลกระทบจากการกำหนดนโยบายหรือการแก้ปัญหามักจะมีความต้องการที่แตกต่างกันไปต่างๆ นาๆ ซึ่งการที่คนได้รับผลกระทบมากหรือน้อยนั้นจะขึ้นอยู่กับความต้องการเฉพาะของผู้นั้น ซึ่งอาจเป็นความต้องการในด้านค่านิยมคุณค่า ความเชื่อ วิถีวัฒนธรรม ประเพณี หรือโลกทัศน์ ซึ่งจะเห็นว่าความต้องการเหล่านั้นเป็นผลกระทบที่อยู่นอกเหนือไปกว่าประเด็นปัญหาที่มีการบัญญัติไว้เป็นกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือข้อมูลด้านเทคนิคที่มีอยู่ ซึ่งบ่อยครั้งที่สังคมมีการละเลยกับประเด็นเหล่านี้เพราะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยไม่สำคัญเท่าไร แต่ความจริงเรื่องที่คิดว่าไม่เป็นเรื่องก็เป็นปัญหาใหญ่และทำให้สาธารณชนเกิดความไม่ลงรอยกันและแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายกลายเป็นประเด็นปัญหาใหญ่เกิดขึ้น มีข้อสังเกตว่า กระบวนการที่ให้สาธารณชนเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องนั้น ไม่ได้เป็น
เครื่องหมายยืนยันหรือหมายความว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนจะเป็นยาสารพัดโรคที่จะช่วยแก้ไขปัญหาได้ทุกเรื่อง เพราะเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือผู้ปฏิบัติงานด้านนี้ก็คงรับรู้ถึงความท้าท้ายของปัญหาที่ยากเหล่านี้ได้ เพราะแม้จะพยายามให้สาธารณชนมาร่วมให้ข้อมูลและแก้ไขปัญหาหลายต่อหลายครั้ง แต่ปัญหาก็ไม่สามารถแก้ไขได้สำเร็จ คำถามคือทำไมไม่สำเร็จ อาจตอบได้ว่าเพราะกระบวนการมีส่วนร่วมที่จัดหรือเวทีประชุมสาธารณะมักจะมีแนวโน้มที่ไม่ค่อยสนับสนุนกระบวนการมีส่วนร่วมแก่ประชาชนอย่างแท้จริงใช่หรือไม่
สิ่งที่เราควรปฏิบัติกันขณะนี้และน่าจะทำต่อๆ ไปในอนาคตคือเราต้องใช้วิธีการที่แตกต่างไปจากวิธีการที่เคยปฏิบัติกันมาในอดีตจะดีกว่าไหม โดยอาจเริ่มตั้งแต่การใช้คำพูดที่ทำให้ทุกคนรู้สึกว่าเป็นพวกหรือฝ่ายเดียวกันก่อน เช่น ใช้คำพูดแทนทุกคนว่า “พวกเรา” น่าจะดีกว่าไหม โดยไม่ใช้คำว่า “ผมไม่เห็นด้วยกับคุณ” หรือ “พวกผมไม่เห็นด้วยกับพวกคุณ” เพราะการพูดว่าผมหรือพวกผมจะก่อให้เกิดแบ่งเป็นฝ่ายๆ มีฝ่ายผมและฝ่ายคุณ ดังนั้น วิธีการแบบใหม่และง่ายที่สุดคือการใช้คำพูดว่า “พวกเรา” น่าจะช่วยทำให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวกันไหมเพราะการพูดแบบนี้จะเป็นการเปิดโอกาสให้สาธารณชนรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน รู้สึกเป็นเจ้าของ ได้เข้ามามีส่วนร่วม ช่วยดำเนินการและริเริ่มการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของโครงการกระบวนการสื่อสารสองทางนี้เป็นกลไกที่ทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้กำหนดนโยบายและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายสาธารณะโดยใช้วิธีการที่เรียกว่า “สานเสวนา” หรือ “ประชาเสวนา” (Citizen Dialogue)
การสานเสวนา (Citizen Dialogue) คือ กระบวนการมีส่วนร่วมอย่างหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญต่อการป้องกันและแก้ปัญหาความขัดแย้ง การสานเสวนาจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการเป็นฝักเป็นฝ่ายหรือตรงข้ามกัน โดยจะช่วยทำปัญหาหรือความต้องการที่ฝ่ายหนึ่งต้องเลือกว่า “ใช่” และอีกฝ่ายหนึ่งที่ต้องเลือกว่า “ไม่ใช่” ง่ายขึ้นต่อการจัดการและแก้ปัญหาได้ เพราะกระบวนการสานเสวนาจะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกคนช่วยกันสะท้อนมุมมองและความคิดเห็นซึ่งแม้มีความแตกต่างกัน ให้เกิดความเข้าใจและเรียนรู้ร่วมกันได้ง่ายขึ้น การสานเสวนาจะช่วยสร้างบรรทัดฐานในการประเมินแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างกว้างขวาง และสามารถนำไปสู่การตัดสินใจร่วมกัน แต่มีข้อสังเกตว่าบรรทัดฐานดังกล่าวต้องอยู่บนพื้นฐานความต้องการที่แท้จริงของแต่ละฝ่าย ซึ่งอาจมีความแตกต่างกันไปก็ได้
การสานเสวนา (Citizen Dialogue) จะช่วยเสริมสร้างความสามารถของประชาชนหรือผู้เข้าร่วมสานเสวนาในการที่จะ “คิด” “พูด” และ “ปฏิบัติ” ร่วมกันต่อประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นหรือโครงการที่ทุกคนต้องการให้เกิดขึ้น กระบวนการสานเสวนาถูกออกแบบมาเพื่อสร้างให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันของทุกคน โดยมุ่งหวังที่จะให้เป็นรูปแบบและแนวทางการที่ก่อให้เกิดกระบวนการปฏิสัมพันธ์ของประชาชนอย่างเป็นปกตินิสัย และเป็นประเพณีที่ใช้ต่อไปทุกๆ ครั้งที่เกิดปัญหาความขัดแย้งในสังคม เพราะการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีบทบาทได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาอย่างชอบธรรมจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีซึ่งกันและกันมากขึ้นซึ่งนับว่าเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของสังคม กระบวนการที่ให้ประชาชนรวมตัวกันเพื่อสานเสวนาในปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะมาจากนโยบายสาธารณะหรือความขัดแย้งเรื่องอื่นๆ ก็ตาม จะเป็นคล้ายๆ เครื่องมือที่มากำกับกระบวนการบังคับให้ประชาชนหรือผู้เกี่ยวข้องหันหน้ามาคุยกันว่าแต่ละฝ่ายมีความต้องการ ห่วงกังวลหรือมีความสนใจเรื่อง
อะไรอยู่ ตลอดจนพิจารณาถึงคุณค่าความต้องการของคนอื่นว่าเป็นอย่างไร จนในที่สุดสามารถจะรับรู้ถึงความต้องการของตัวเองและผู้อื่นได้ โดยทุกคนอาจจะไม่สามารถ “ได้รับสิ่งที่ต้องการได้ทั้งหมด” แต่ก็เป็นฉันทามติร่วมกันได้ ดังนั้น กระบวนการสานเสวนาแสดงให้เห็นว่าเมื่อประชาชนไม่ได้เป็นฝ่ายตรงกันข้ามแล้ว พวกเขาจะช่วยกันค้นหาสิ่งที่พวกเขาสามารถแบ่งปันร่วมกันได้แม้ว่าพวกเขาจะไม่เห็นด้วยทั้งหมดในเรื่องนั้นก็ตาม
โดยสรุป การสานเสวนา (Citizens Dialogue) คือ กระบวนการมีส่วนร่วมที่เน้นการฟังอย่างตั้งใจ และการทำความเข้าใจซึ่งกันและกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ซึ่งเป้าหมายของกระบวนสานเสวนาหรือ Dialogue ไม่จำเป็นต้องให้ได้ทางออกในการแก้ปัญหาทุกๆ ครั้งในทันทีก็ได้ แต่เป็นกระบวนการที่ทำให้ทุกฝ่ายเกิดความรู้สึกหรือมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันการสานเสวนามักเป็นกระบวนการอย่างไม่เป็นทางการและ ไม่มีโครงสร้างตายตัว
เป้าหมายหรือผลสำเร็จของการสานเสวนาอาจไม่ใช่เพื่อค้นหาข้อยุติและนำไปสู่การตัดสินใจหรือการปฏิบัติได้ในทันที แต่เพื่อต้องการทำให้เกิดความเข้าใจร่วมกันอย่างท่องแท้ต่อประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งปัญหาเหล่านั้นมีความสลับซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน โดยจะเน้นการทำความเข้าใจในประเด็นที่ยังไม่เข้าใจกัน
กระบวนการสานเสวนาเป็นเครื่องมือที่ช่วยป้องกันความขัดแย้งและช่วยลดการอคติของคนการสานเสวนา หรือ Dialogueเป็นเรื่องเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เป็นวิถีทางในการคิดที่ช่วยสะท้อนหรือตอบสนองความคิดเห็นร่วมกันไม่ใช่กระบวนการที่คุณทำให้แก่คนอื่นแต่เป็นกระบวนการที่คุณทำร่วมกับคนอื่น
กล่าวโดยสรุป จะเห็นว่ากระบวนการเสวนาเพื่อสร้างฉันทามติเป็นกระบวนการหรือวิธีการที่ให้เปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องได้แสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์และสันติวิธีต่อสิ่งที่ตัวเองปรารถนาและต้องการให้เกิดขึ้น ดังนั้น หัวข้อที่ตั้งไว้ว่า “การสานเสวนา: กลไกแห่งความสำเร็จในการจัดการความขัดแย้งจริงไหม?” น่าจะได้คำตอบกันแล้วว่าการประชาเสวนาหรือสานเสวนาเป็นเครื่องมือที่สำคัญต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีเราจึงควรหันหน้ามาใช้กระบวนการประชาเสวนากันดีไหม
ที่มา:
ศุภณัฐ เพิ่มพูนวิวัฒน์
นักวิชาการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า
มหาวิทยามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ห้องเรียนสุราษฎร์ วัดพัฒนาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
วันอาทิตย์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2554
ปมเขื่อง จิตวิเคราะห์แบบพุทธ
ในการพิจารณาทางฝ่ายจิตใจ เพื่อค้นหาต้นเหตุแห่งการประทุษร้ายเบียดเบียน หรือการประกอบอกุศลกรรมทุกชนิดนั้น อาจมีทางพิจารณากันได้หลายทาง แล้วแต่ความถนัด แต่ข้าพเจ้ารู้สึกว่า ในฐานะที่เราเป็นพุทธบริษัท ควรจะได้พิจารณากันถึงมูลรากอันสำคัญอย่างยิ่ง หากแต่มักจะไม่ค่อยมีผู้สนใจไปถึงอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งข้าพเจ้าเชื่อว่า อาจจะเป็นหนทางแก้ไขมูลเหตุแห่งการประกอบอาชญากรรมได้โดยตรง และอาจขยายต่อขึ้นไปตามลำดับ จนกระทั่งถึงการทำความดีงาม แล้วเลยขึ้นไปจนถึงระดับความหลุดพัน หรือโลกุตตรธรรมได้โดยไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงแนวของการปฏิบัติ หรือการศึกษา
สิ่งซึ่งเป็นมูลแห่งการกระทำทุกๆ สิ่งที่กล่าวนี้ก็คือ ความรู้สึกที่เป็นสัญชาตญาณชั้นต้นตอ๑ ที่เป็นความยึดถือว่า "ฉันเป็นฉัน" อันประจำอยู่ในสันดานสัตว์ทั้งหลายนั่นเอง ความรู้สึกยึดถือว่า "ฉันเป็นฉัน" อันประจำอยู่ในส่วนลึกของสันดานสัตว์ทั่วไปนี้ ถ้าเรียกอย่างบาลี ก็เรียกว่า อัสมิมานะ เป็นความยึดถือว่า ตัวมี ตัวเป็นอยู่กะเขาด้วยคนหนึ่ง และตัวมีความเด่นเป็นของตัว หรือต้องมีความเด่นเป็นของตัวอยู่กะเขาด้วยเหมือนกันอย่างเด็ดขาด
สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจต่อไปในข้อนี้ก็คือว่า ความยึดถือว่า "ฉันเป็นฉัน" นี้ จะต้องควบคุมกันอยู่ หรือเลยไปถึงความยึดถือที่ว่าตัวมีความเด่นอย่างมนุษย์คนหนึ่งหรือสัตว์ตัวหนึ่งเสมอไป อย่างที่จะแยกกันไม่ได้ ทำนองเดียวกับการเผาไหม้กับความร้อน เป็นสิ่งแยกจากกันไม่ได้ฉันใดก็ฉันนั้น แต่ว่าสัตว์นั้นไม่จำเป็นต้องมีความรู้ว่าความเด่นที่ถูกต้องนั้นคืออะไร ย่อมจะถือเอาความมีตัวของเขาเอง ตามความหมายหรือตามความรู้สึกของเขาเองว่า นั่นแหละคือความเด่นแห่งตัวเขา ที่เขาจะต้องมีอัสมิมานะหรือความรู้สึกที่เป็นสัญชาตญาณอันยึดถือว่า "ฉันเป็นฉัน" และ "ต้องมีตัวฉันเด่นอยู่" ซึ่งควบคู่กันอยู่นี้ ซึ่งบางทีก็เรียกอีกอย่างหนึ่งโดยถือเอาตามอาการที่แสดงออกว่า "อหังการ"๒ ก็ตาม นี้นับว่าเป็นรากฐานที่ควรถูกสมมติเรียกกันในภาษาจิตวิทยาว่า "ปมเขื่อง" หรือ Superiority๓ อันแท้จริง ในฐานะที่เป็นตัวประธานอันยิ่งใหญ่ จนรู้สึกว่าใหญ่กว่าสิ่งทั้งปวง หรือเป็นตัวแท้ของชีวิต ที่จะเบ่งตัวออกเป็นวิวัฒนาการต่างๆ ด้วยความทะเยอทะยานใฝ่สูง อัสมิมานะหรือความรู้สึกที่เป็นตัว "ปมเขื่อง" อันนี้เองที่เป็นมูลเหตุอันสำคัญชั้นรวบยอดของการทำความชั่ว การทำความดี หรือทั้งทำบุญและทำบาป แต่เป็นความตรงกันข้างจากการเข้าถึงพุทธธรรม หรือนิพพานโดยตรง๔ ฉะนั้นเราควรจะได้พิจารณากันถึง "คุณ" ของ "ปมเขื่อง" นี้โดยละเอียด เพื่อช่วยกันหาทางแก้ไขปัญหายุ่งยากของมนุษยชาติทั้งมวล เท่ามี่จะช่วยกันทำได้คนละไม้คนละมือ
อัสมิมานะ หรือ "ปมเขื่อง" นี้เป็นทั้งมูลเหตุ และเป็นทั้งปัจจัยเครื่องสนับสนุนจรรโลงใจอันแรงกล้าที่สุด ที่ทำให้สัตว์มีความยึดมั่น และพยายามรักษา "ความมีตัวตน" และ "ความเด่นของความมีตัว" หรือ "อหังการ" ไว้อย่างมั่นคง โดยไม่คำนึงถึงการรักษาของผู้อื่นบาง การกระทำอันนั้นก็กระทบผู้อื่น และเราเรียกกันว่า การทำชั่ว หรือทำบาป หรือการประกอบอาชญากรรม แล้วแต่กรณี แต่ถ้าเขามีความรู้ฉลาดอยู่ส่วนหนึ่ง ในการรักษาความมีตัวของเขา พอที่จะไม่ให้กระทบคนอื่นแล้ว การรักษาความมีตัว หรือความเด่นของเขา แม้เพื่อตัวเขาเองก็กลายเป็นความดี หรือเป็นการทำบุญกุศลไป ดังเราจะเห็นได้ในรายที่คนบางคน "ทำบุญ" จนหมดเนื้อหมดตัวในทางทรัพย์สมบัติ ก็เพื่อไปมีตัวหรือมีความเด่นของตัวอีกทางหนึ่ง เพราะอำนาจอัสมิมานะหรือด้วยอำนาจความดันของ "ปมเขื่อง" นี้ หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "อหังการ" หรือเลยไปถึง "มมังการ"๕ แล้วแต่กรณี (แต่แล้วก็ไม่พ้นจากการที่จะก่อให้เกิดปัญหายุ่งยากแก่สังคมอยู่ตามเคย) เมื่อสิ่งทั้งสองนี้คือทั้งทำชั่วและทำดีล้วนเกิดมาแต่ความผลักดันของความรู้สึกในปมเขื่องของเช่นนี้แล้ว ความมัวเมาในเรื่องทั้งสองนี้ก็มิได้เป็นได้เท่าๆ กัน มีความรุนแรงอย่างเดียวกันเพราะมาจากต้นตออันเดียวกัน กล่าวคือสัญชาตญาณแห่งการหล่อเลี้ยงรักษาปมเขื่องของตัวตน นั่นเอง
ส่วนในด้านตรงกันข้าม ก็คือการบรรเทาความรู้สึกดังกล่าวนั้นลงไปเสีย หรือถึงกับนำออกจากสันดานจนหมดสิ้น ไม่มีสัญชาตญาณในการยึดถือปมเขื่องเหลืออยู่ การทำเช่นนี้ เรียกตามโวหารพระศาสนาว่า "อสฺมิมานสฺส วินโย" เป็นการทำให้จิตไม่ตกอยู่ภายใต้ความเป็นทาสของการเลี้ยงรักษาปมเขื่องของตนไว้ จึงนำไปสู่ศานติอันแท้จริงหรือนิพพาน อย่างที่พระองค์ได้ตรัสไว้ว่า อสฺมิมานสฺส วินโย เอตํ เว ปรมํ สุขํ ซึ่งแปลว่า "การนำออกเสียได้ซึ่งอัสมิมานะนั่นเป็นความสุขอย่างยิ่งเว้ย" และบรมสุขในที่นี้ก็คือนิพพานนั่นเอง ฉะนั้นการไม่มีปมเขื่อง จึงอยู่เหนือความดีความชั่ว เหนือบุญเหนือบาป เหนือโลกทั้งปวงจึงได้เรียกว่า โลกุตตรธรรม หรือพุทธธรรมอันเป็นสิ่งที่ทำคนให้เป็นพระพุทธเจ้า ส่วนในทางตรงกันข้าม ความมีปมเขื่องก็คือ อวิชชาโดยตรงนั่นเอง จึงเป็นสิ่งที่อยู่คนละฝั่งกับนิพพาน หรือการไม่มีปมเขื่องอย่างกะฝั่งนี้กับฝั่งโน้น
ในตอนแรกนี้ สิ่งที่จะพิจารณากันก็คือปัญหาที่ว่า ปมเขื่องเป็นมูลเหตุอันสำคัญแห่งการประกอบอาชญากรรม หรืออกุศลกรรมทั้งหลายอย่างไร ส่วนข้อที่ว่า ปมเขื่องเป็นมูลเหตุแห่งการทำดี และข้อที่ว่า การไม่มีปมเขื่องเสียเลย เป็นสิ่งที่อยู่เหนือความดีและความชั่วโดยประการทั้งปวงอย่างไรนั้น ควรจะได้พิจารณากันในตอนหลัง
ในการที่จะพิจารณาในข้อที่ว่า ปมเขื่องเป็นมูลเหตุแห่งการประกอบกรรมชั่วอย่างไร โดยละเอียดนั้น เราจะต้องพิจารณากันไปตั้งแต่ "ปมเขื่อง" ชั้นต้นๆ ต่ำๆ ที่แสดงออกมาเป็นสัญชาตญาณของสัตว์ (Animal Instinct) ทั่วๆ ไปเสียก่อน เพื่อจะได้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ปมเขื่อง นี้โดยชัดเจน และทำให้เข้าใจสิ่งที่เรียกว่า ความชั่ว โดยเฉพาะได้ง่ายเข้า
บรรดาสิ่งที่มีชีวิตเป็นรูปร่างชัดเจนแล้ว นับตั้งแต่ต้นไม้ขึ้นมาถึงสัตว์และคนตามลำดับ ล้วนแต่มีปมเขื่องหรืออัสมิมานะมาด้วยเสร็จทั้งนั้น จะต่างกันก็เพียงแต่สูงหรือต่ำกว่ากัน และที่ต่ำจนยากที่จะสังเกตได้ ก็คือของสิ่งทีชีวิตชั้นพืช แม้พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติวินัยปรับโทษภิกษุที่ฆ่าสัตว์และฆ่าพืชเท่ากัน และอย่างเดียวกัน เราไม่จำเป็นที่จะต้องอ้างข้อนี้ขึ้นยืนยันว่า สัตว์และพืช มีชีวิตและอัสมิมานะมาด้วยกัน เพราะเหตุว่าเรามีหนทางที่จะสังเกตเอาเองจากอากัปกิริยาของสิ่งนั้นๆ โดยการแสดงออกมาทางวัตถุหรือกิริยาท่าทางอยู่เพียงพอแล้ว
ต้นไม้มีอัสมิมานะ หรือความถือว่าตัวมีตัว หรือความปรารถนาในการมีความเด่นของตัว โดยแสดงออกมาทางการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด ดิ้นรนเพื่อสืบพันธุ์ ดิ้นรนหาอาหารและอื่นๆ ซึ่งสัญชาตญาณเหล่านี้เป็นเพียงสัญชาตญาณชั้นรอง หรือชั้นสองเท่านั้น ไม่เหมือนกับอัสมิมานะซึ่งควรจะจัดเป็น แม่แห่งสัญชาตญาณทั้งหลาย หรือจัดว่าเป็นตัวสัญชาตญาณแท้ เพราะว่าสัญชาตญาณรองๆ เหล่านั้น ออกมาจากอัสมิมานะ คือความรู้สึกว่าฉันเป็นฉัน หรือฉันมีตัวฉันนั่นเอง และความยึดถือใน "ตัวฉัน" นั่นแหละคือความรู้สึกที่เป็น "ปมเขื่อง" เมื่อความรู้สึกว่า ฉันมีตัวฉัน กับความยึดถือในตัวฉัน เป็นสิ่งที่แยกออกจากกันไม่ได้เพราะเป็นสิ่งเดียวกัน จึงเป็นการถูกต้องเพียงพอที่จะเรียกอัสมิมานะว่า ปมเขื่องของแต่ละชีวิต ที่ทำให้แต่ละชีวิต (แม้กระทั่งต้นไม้) ต่างมีความทะนงในความมีตัวของตัว และเป็นมูลเหตุแห่งวิวัฒนาการ หรืออีวอลิวชั่นของชีวิตนั้นๆ เรื่อยไปไม่สิ้นสุด
อัสมิมานะของสัตว์ ก็มีลักษณาการอย่างเดียวกับของพืช เป็นแต่ว่าสูงขึ้นมามากกว่า ชัดเจนกว่า แสดงออกเป็นผลมากกว่า เพราะเคลื่อนไหวได้โดยสะดวก เราจึงแลเห็นอาการแห่งปมเขื่อง หรือการหล่อเลี้ยงปมเขื่องของสัตว์ ได้ชัดเจนกว่าของพืช สัตว์ประเภทที่มีเลือดนักสู้รุนแรง เช่นปลาจำพวกปลากัด หรือไก่ประเภทไก่ชน เหล่านี้ล้วนแต่มีอัสมิมานะจัดยิ่งกว่าสัตว์ประเภทอื่น สัตว์ประเภทนี้จะแสดงปมเขื่อง หรืออัสมิมานะ ออกมารุนแรง ก่อนอายุขนาดที่มีความรู้สึกในการสืบพันธุ์ ลูกปลากัดพันธุ์แท้จะรู้จัก "วางโต" ตั้งแต่เมื่อตัวมันยังยาวเพียง ๕-๖ มิลลิเมตร เมื่อมีการแยกเลี้ยงเป็นรายตัว หรือแม้เลี้ยงรวมกลุ่มกันไว้แต่พวกขนาด ๕-๖ มิลลิเมตรด้วยกันในขวดแก้ว ลูกไก่อูจะวางท่าโตต่อกัน ตั้งแต่เมื่อเริ่มมีขนชุดที่ต่อมาจากชุดที่ออกมาจากไข่ ซึ่งนกกระจอกหนุ่มสาวก็ทำเช่นนี้ไม่เป็น ปลากัดหนุ่มที่เลี้ยงถึงที่ จะแสดงอาการวางโต แม้แก่มนุษย์ที่เพียงแต่เข้าไปมองดูเฉยๆ ใกล้ขวดโหล มันแสดงปมเขื่องหวงถิ่น มากกว่ามุ่งหมายจะต่อสู้หรือหวงคู่ สุนัขจะรี่เข้าวางโตต่อกันทุกแห่งที่ "เพียงแต่เห็นกัน" เหล่านี้ล้วนแต่เป็นอำนาจของอัสมิมานะ หรือปมเขื่องที่แสดงออกมารุนแรง จนถึงกับรู้สึกว่าการปรากฏตัวของอีกฝ่ายหนึ่งนั้น คือการลดปมเขื่องของตัว ฉะนั้น โดยไม่ต้องมีการบาดหมางกันมาก่อน ความรู้สึกที่เป็นไปในทางผลักดันหรือเหยียบย่ำ ก็เกิดขึ้นในใจของสัตว์เหล่านี้เสียแล้ว ด้วยเหตุสักว่าการปรากฏตัวของอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งความมีอัสมิมานะ ทำให้เกิดความรู้สึกว่า การปรากฏตัวนั้น กระทบกระเทือนปมเขื่องของตน นักเลงที่กำลังเมาปมเขื่องจึงอยากจะฆ่านักเลงอีกฝ่ายหนึ่ง ด้วยเหตุที่ว่ามาปรากฏตัวแก่สายตาของตนเท่านั้น โดยไม่ต้องมีเหตุผลอะไรมากกว่านี้ นี่คือผลของอัสมิมานะหรือปมเขื่องที่เป็นไปรุนแรงโดยไม่ต้องมีสุรา หรือเครื่องกระตุ้นอย่างใดเข้าช่วย ให้มากไปกว่าลำพังอำนาจแห่งสัญชาตญาณแห่งการยึดถือตัวตน กล่าวคืออัสมิมานะ นั่นเอง
อัสมิมานะของคนก็อย่างเดียวกับสัตว์ เป็นแต่รุนแรง และพิเศษแนบเนียนไปกว่านั้น เพราะมีความต้องการอย่างอื่นๆ หลายอย่างเข้ามาแทรกแซง ทั้งในทางสนับสนุนและขัดขวาง คนหรือสัตว์ก็ตาม ย่อมมีความรู้สึกยึดถือตัวตน เป็นรูปร่างแห่งความคิดอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่เสมอ แล้วแต่ระดับของจิตใจที่ผ่านสิ่งแวดล้อมหรือการศึกษาอบรมมาอย่างไร ความสำคัญว่า "ฉันเป็นฉัน" หรือ "ฉันมีตัวฉัน" นั้นคงมีอยู่เท่ากัน แต่ "รูปร่าง" แห่งตัวฉันนั้น ต่างชีวิตต่างก็มีของตัวเองแตกต่างกันไกล แต่ก็มีนามว่า "ตัวฉัน" เหมือนกันทั้งนั้น ฉะนั้น ทุกชีวิตจึงมีอัสมิมานะเต็มเปี่ยมด้วยกันทั้งนั้น ทั้งที่สิ่งที่เรียกว่า "ตัวฉัน" นั้นเป็นของลมๆ แล้งๆ ไม่มีตัวตนอะไรเลย
เมื่ออัสมิมานะมีก็คือปมเขื่องมี สัญชาตญาณแห่งการขยายพันธุ์ นั้นเป็นแต่เพียงความต้องการขยายตัวของปมเขื่องให้กว้างออกไป หรือสร้างตัวแทนช่วยกันแสดงความเขื่องเป็นวงกว้างออกไป กามารมณ์อันเนื่องด้วยการสืบพันธุ์ ก็เป็นเพียงความต้องการจะแสดงอำนาจบาตรใหญ่ ในทางตามใจตัวเองของปมเขื่อง ด้วยการให้ถูกบำเรอจากสิ่งแวดล้อม (แต่แล้วก็ต้องถูกลงโทษด้วยการต้องลำบากบางอย่าง) การรักลูกและเลี้ยงลูก คือความต้องการจะให้เป็นไปตามความต้องการในการที่จะเผยแพร่ความเขื่อง จึงไม่มีความรู้สึกว่าเสียความเขื่องไปในการต้องทนลำบากเพราะเหตุนี้ สัญชาตญาณแห่งการหาอาหารเป็นการแสดงอำนาจบาตรใหญ่ในทางหล่อเลี้ยงตัวเอง หรือความเขื่องของตัวเองด้วยการกินผู้อื่นหรือสิ่งอื่น เพราะความเห็นแก่ตัวของปมเขื่อง โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้อื่นจะถูกกิน สัญชาตญาณแห่งการป้องกันตัว โดยทางต่อสู้หรือหนีภัยก็ตาม เป็นการสงวนตัวเองของปมเขื่อง ถ้าในกรณีที่เห็นว่า ความเขื่องของตัวขึ้นอยู่กับผู้อื่น การต่อสู้อาจจะถึงกับสละชีวิตตัว เพื่อความอยู่ของผู้อื่นก็ได้ การต่อสู้ทั้งหมดทุกๆ อย่าง จึงถือความต้องการจะเขื่องของปมเขื่องทั้งสิ้น หรืออย่างน้อยก็เพื่อรักษาเอาความเขื่องไว้ที่ สัญชาตญาณแห่งการรุกรานเมื่อได้โอกาส มีความหมายทำนองเดียวกับสัญชาตญาณแห่งการสืบพันธุ์ ที่เนื่องด้วยกามารมณ์ กล่าวคือการแผ่อำนาจตามใจตัวเพื่อให้ถูกบำเรอ การรุกรานนั้นมิใช่เพื่อกามารมณ์ล้วนๆ แต่เพื่อสัญชาตญาณที่มีอำนาจแรงกล้า เป็นสมบัติประจำตัวของอัสมิมานะ หรือปมเขื่อง อาชญากรรมคือการรุกราน จึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย เหตุนี้เองชีวิตทุกชีวิตจึงมีปรกติสันดานไม่ชอบคู่แข่งขัน ที่แสดงตนออกมาด้วยอาการสักว่าปรากฏขึ้นในสายตา และมีความริษยาคู่แข่งขันเกิดขึ้นได้ด้วยเหตุเพียงสักว่าได้เห็นกันด้วยตาเท่านั้น และอาจจะเกลียดชัง แม้แก่คู่สืบพันธุ์ขึ้นมาได้ทันที ในเมื่อคู่สืบพันธุ์ฝ่ายหนึ่งทำตัวเป็นคู่แข่งขัน ทั้งนี้ด้วยอำนาจของ "ปมเขื่อง" หรืออัสมิมานะที่ต่างชีวิตต่างมีนั่นเอง
สำหรับสิ่งที่เรียกกันว่า "มิตรภาพ" นั้น เป็นเพียงความรู้สึกที่เกิดขึ้น ในเมื่อต่างฝ่ายต่างรู้สึกว่า ต่างฝ่ายต่างจะช่วยหล่อเลี้ยงปมเขื่องของกันและกัน เมื่อฝ่ายใดแสดงอาการผิดไปจากนี้ ความรู้สึกที่เป็นมิตรภาพของอีกฝ่ายหนึ่งจะหมดไปทันที แต่ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งยอมตัวลงไปเป็นผู้หล่อเลี้ยงปมเขื่องของอีกฝ่ายหนึ่ง ให้มากกว่าธรรมดา หรือมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่งให้มาแล้ว มิตรภาพของอีกฝ่ายหนึ่งก็จะทวีขึ้นจนกลายเป็น ความรัก หรือ ความเอ็นดูปรานี ไป เมื่อสุนัขตัวหนึ่งหมอบกรานเข้าไป แม้จะเป็นสุนัขพลัดถิ่นมา สุนัขอีกตัวหนึ่งก็ปรานีหรือยอมรับเป็นลูกน้อง สุนัขตัวเล็กหรือตัวเมีย ที่กล้าไปสัมผัสจมูกสุนักหัวโจกได้ ก็เพราะมันแน่ใจว่า สุนัขหัวโจกยอมรับรองในความมีปมเขื่องของมันด้วยเหมือนกันแล้ว เราจะเห็นได้ว่ากฎเหล่านี้เหมือนกันทั้งคนและสัตว์ แต่ที่มีในคนนั้น แนบเนียนกว่ามากมาย เพราะคนมีมารยามากกว่าสัตว์
ระดับปรกติของปมเขื่อง เมื่อคนใดหรือสัตว์ตัวใด ยังอาจมีความรู้สึกว่า ตนยังมี "ตัวตน" ของตน ตามความหมายของตนเต็มรูปไม่เว้าแหว่ง เราจะเรียกว่า ปมเขื่องของสัตว์ตัวนั้นยังอยู่เต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ตามความรู้สึกของสัตว์ตัวนั้นเองเป็นเกณฑ์ นี้จัดว่าเป็นระดับปรกติ พอมีผู้แข่งขันเข้ามาปรากฏในสายตาเท่านั้น มันจะรูสึกตามสัญชาตญาณว่า ปมเขื่องของมันถูกกระทบกระเทือน หรือลดต่ำกว่าระดับปรกติไปเสียแล้ว โดยการมีผู้ที่กล้ามายืนคู่ จึงมีความคิดต่อสู้ป้องกันหรือเบ่งปมเขื่องของตนเต็มที่ ยิ่งเมื่อมันเป็นฝ่ายแพ้ด้วยแล้ว ปมเขื่องของมันก็ลดลงไปอย่างน่าใจหาย เหลือน้อยมากจนมันรู้สึกหนาว หรือเป็น ปมด้อย
แต่ที่จริงนั้น ปมด้อยไม่มี มีแต่ปมเขื่องที่ลดตัวเองไปอยู่ในระดับต่ำ เช่นเดียวกับที่ตามความจริงนั้นในโลกนี้ความเย็นไม่มี มีแต่ความร้อนที่อยู่ในระดับต่างๆ กันเท่านั้น ซึ่งเรารู้กันอยู่แล้วว่าแม้ระดับที่หนาวเป็นน้ำแข็ง คือ ๐ องศาเซ็นติเกรดนั้น ก็ยังมีความร้อนอยู่ถึง ๓๑ องศาฟาเรนไฮต์ ซึ่งยังเป็นจุดที่อยู่สบายสำหรับสัตว์ที่อาศัยอยู่ตามขั้วโลกเหนือ ถ้าปราศจากความร้อนโดยสิ้นเชิงแล้ว สิ่งที่มีชีวิตต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกก็มีไม่ได้ สิ่งที่เรียกว่าปมด้อยก็เช่นเดียวกัน สิ่งที่เรียกว่าปมด้อยนั้น ที่แท้ก็คือปมเขื่องในระดับหนึ่งเท่านั้นเอง เพราะมันยังเอาไปใช้ข่มสัตว์ตัวอื่นที่รองๆ ลงไปได้อีกมากมายหลายชั้น ดังเราจะเห็นได้ในเมื่อเลี้ยงลูกสัตว์เล็กๆ รวมๆ กันมากๆ ปมด้อยหรือความหนาวจึงเป็นเพียงมายาที่เกิดขึ้น เพราะความเข้าใจเอาเองตามความรู้สึกของสัตว์นั้นๆ มีอาชญากรรมหรือแม้อกุศลกรรมตามหลักแห่งศาสนาอยู่ไม่น้อยราย ที่ผู้ทำทำลงไปโดยไม่มีความหมายอะไร นอกจากเป็นการชดเชยความลดปมเขื่อง หรืออัสมิมานะของตนเท่านั้นเอง
สิ่งที่จะกระตุ้นหรือตัดทอนปมเขื่องของสัตว์ตัวใดให้ทวีเลย ๑๐๐ ขึ้นไป หรือให้ลดต่ำลงกว่า ๑๐๐ ลงมานั้นย่อมมีได้ ทั้งจากธรรมชาติและจากที่มนุษย์ทำเอาเอง มีได้ทั้งทางวัตถุ และทางจิต มีได้ทั้งที่เกิดขึ้นภายในตัวเอง และที่มาจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวภายนอก และมีได้ทั้งโดยบังเอิญหรือโดยเจตนาของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ได้แก่ ภูมิประเทศ บ้านเรือนที่อยู่อาศัย เครื่องใช้สอย หยูกยา สุรายาเมา ความคิดนึก และสิ่งที่ยั่วให้คิดนึก โรคภัยไข้เจ็บความมั่งมีศรีสุข มิตร ศัตรู ปัญหาในครอบครัว ปัญหาของสังคม ฯลฯ
สิ่งสำคัญที่จะต้องสนใจเป็นพิเศษนั้น อยู่ที่กฎของธรรมชาติอันตายตัวที่ว่า เมื่อปมเขื่องของสัตว์ตัวใด ถูกกระทบกระเทือนทำให้เขารู้สึกว่ามันลดลงไปแล้ว เขาจะต้องหาสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาชดเชยหรือกลบเกลื่อน ด้วยอำนาจอะไรมากมายนัก แต่เป็นไปด้วยอำนาจแห่งสัญชาตญาณล้วน ๆ อย่างแรงกล้า ก็เป็นที่เกิดของอาชญากรรมใหญ่น้อยขึ้นได้แล้ว ชายหนุ่มพวกที่ได้รับการขนานนามว่าพวกอกหัก ก็คือผู้ที่ปมเขื่องของเขาถูกหญิงที่เขารักทำลายให้บี้แบนไป เมื่อเขาหมดทางที่จะเอาชนะหัวใจของหญิงผู้นั้นให้ได้จริง ๆ แล้ว เขาก็หาทางอื่นที่จะพยุงปมเขื่องของเขา สิ่งใดที่ทำให้ปมเขื่องกลับสูงขึ้นมาได้เขาก็จะต้องคว้าเอามาทันที และทำได้โดยไม่ต้องรู้สึกตัว เช่นใช้วัตถุเป็นเครื่องกระตุ้น ได้แก่ สุรา เขาจึงดื่มสุราโดยไม่มีความหมายอะไรที่ปรากฏชัดแก่เขา แต่ความจริงเป็นความต้องการอันแรงกล้าของสัญชาตญาณที่ต้องการจะชดเชยปมเขื่องที่ทรุดลงไป เราจึงได้เห็นคนเหล่านี้ดื่มสุราอย่างผิดประหลาด และไม่มีความหมายอะไรแก่ใครเลย นอกจากแก่สัญชาตญาณล้วน ๆ ที่นี้อีกทางหนึ่ง แทนที่เขาจะพยุงปมเขื่องของเขาให้กลับมาด้วยสุรา เขากลับกลบเกลื่อนความทรุดแห่งปมเขื่องของเขาด้วยการล้างชีวิตหญิงผู้นั้นเสีย เพราะเป็นมูลเหตุแห่งการทำให้ปมเขื่องของเขาลดลงไป เขาจึงไม่กลัวกฎหมาย หรืออำนาจของอะไรหมด เราจึงได้เห็นการฆ่าคนได้ง่าย ๆ เหมือนการตบยุงตัวหนึ่ง ก็ถ้าหากว่าในสัตดานสัตว์ปราศจากปมเขื่องหรืออัสมินานะดังว่านี้ แม้เพียงชั้นที่หยาบ ๆ นี้เท่านั้น ก็จะ "เป็นสุขอย่างยิ่งเว้ย" จริงหรือไม่ท่านอาจมองเห็นเอง
สิ่งที่พิเศษไปกว่านี้อีก ก็คือว่า สัญชาตญาณแห่งการชดเชยหรือกลบเกลื่อนการทรุดของปมเขื่องนี้ มีกำลังรุนแรงมาก ถึงกังทำอย่างไรเสียก็ต้องมีให้จนได้ เมื่อเอาโดยตรงไม่ได้ ก็เอาโดยอ้อมค้อมออกไป เราจึงได้เห็นอาการที่เมื่อสัตว์ตัวหนึ่ง ทำอะไรแก่สัตว์ตัวที่เขื่องกว่าตนไม่ได้ ก็หันไปไล่เบี้ยเอากับสัตว์ตัวที่เล็กกว่า ทั้งที่สัตว์ตัวนั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีความผิดอะไรเลย และแม้นี้ก็เป็นมูลเหตุแห่งการประกอบอาชญากรรมได้เท่ากัน เราจึงได้เห็นอาชญากรรมอันร้ายกาจที่ไม่มีความหมายอะไรแก่ใคร บางรายเกิดขึ้นอย่างไม่น่าจะเป็นได้ เพียงแต่สัตว์ตัวหนึ่งมาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าต่อตา ในขณะที่สัตว์อีกตัวหนึ่ง ถูกทำให้ปมเขื่องของเขาลดลงไปโดยอำนาจของอะไรก็ตาม เท่านี้เท่านี้ก็สามารถทำให้สัตว์ที่เพียงแต่มาปรากฏตัวอยู่เฉย ๆ นั้นถูกฆ่าตายก็ได้ คน ๆ หนึ่งอาจถูกตบหน้าหรือยิ่งกว่านั้นก็ได้ ด้วยเหตุที่เผอิญเขาแอบไปเห็นคนอีกคนหนึ่งทำการชะล้างอวัยวะหรือโรคที่เขาต้องการจะปกปิด และกลายเป็นอาชญากรรมได้ สัญชาตญาณแห่งการปกปิดความลดของปมเขื่องของสัตว์นั้น ๆ นี้เราเรียกกันว่า ความอาย และเป็นสัญชาตญาณที่มีอำนาจ พอที่จะเป็นมูลเหตุแห่งอาชญากรรมทั้งหลายได้เท่ากัน ผู้รักษาความยุติธรรมของกฎหมายควรจะเอาใจใส่ไว้เท่ากับมูลเหตุอันอื่น ๆ สุนัขตัวเล็ก ๆ อาจถูกสุนัขที่แพ้ตัวอื่นมาไล่เบี้ยแก้เก้อเอาเมื่อไรก็ได้ แม้แต่สุนัขก็ทำการแก้เก้อเป็นแล้ว ทำไมคนจะทำไม่เป็น แม้นี้ก็เป็นบ่อเกิดแห่งอาชญากรรม และการแก้เก้อเป็นสิ่งที่จะต้องมีได้ทุกเมื่อ ด้วยอำนาจแห่งสัญชาตญาณ กล่าวคือการชดเชยหรือกลบเกลื่อนการทรุดลงแห่งปมเขื่องของสัตว์นั่นเอง ถ้าจะสรุปเรียกสั้น ๆ ก็คือว่า นั่นแหละคือพิษสงของปมเขื่อง หรืออัสมิมานะ ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "นำออกเสียได้ เป็นความสุขเว้ย"
ของมึนเมาทุกอย่าง เป็นสิ่งกระตุ้นและส่งเสริมปมเขื่องถ้ากล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความเมานั่นแหละคือการสูงขึ้นไปของปมเขื่องโดยวิธีหนึ่ง ธรรมดาของเมานั้นมีลักษณะเป็นสิ่งกระตุ้น (Stimulant) อยู่ตามธรรมชาติ แม้จะทำให้มีการลดต่ำกว่าระดับเดิมในตอนหลังก็ตาม แต่ในตอนแรกก็ได้ทำใหสูงจนเป็นที่พอใจแก่ผู้ที่เสพความครึ้มใจในเวลาเมา นั้นคือความรู้สึกว่าสูงในทางปมเขื่องของผู้นั้นหรือสัตว์ตัวนั้น และเป็นสิ่งที่อาจได้มาโดยง่ายด้วยราคาไม่กี่บาทกี่สตางค์ คนจึงหนุนปมเขื่องของตนเล่นด้วยของมึนเมา นับตั้งแต่บุหรี่ขึ้นไป จนถึงสุรายาฝิ่นถ้าหากของเมามิได้ทำให้เกิดความรู้สึกว่าสูงในทางปมเขื่องแล้ว จะไม่มีใครในโลกนี้เสพของมึนเมาเลย หรือของมึนเมาทำนองนี้จะเกิดขึ้นในโลกไม่ได้ เมื่อมุ่งถึงใจความแล้ว ของเมาก็คือของที่กระตุ้นปมเขื่องหรืออัสมิมานะโดยวิธีต่าง ๆ กัน
ของเมาที่เป็นวัตถุ ก็กระตุ้นทำให้เกิดผลทางระบบประสาทผ่านไปจนถึงความรู้สึกในใจว่า "ฉันโตขึ้น" แล้วก็ครึ้มใจหรือพอใจของเมาที่เป็นนามธรรม เช่น สรรเสริญ เกียรติยศ ชื่อเสียงเป็นต้น ก็กระตุ้นอย่างเดียวกัน ให้เกิดผลทำนองเดียวกัน แม้จะผิดแปลกกันโดยอาการ จึงทำให้คนกล้าลงทุนซื้อหามา เช่นนักการเมืองที่ลงทุนทุกอย่างเพื่อหาชื่อเสียงใส่ตน หรือนักผจญภัยสละชีวิตหาชื่อเสียงใส่ตน นี่คืออิทธิพลของของเมา สุรามีอยู่ทั่วไป และราคาไม่เท่าไร คนจึงดื่มสุราได้โดยง่าย เพื่อรสคือความครึ้มใจ (หรือความสูงของปมเขื่อง) ซึ่งเป็นรสที่ดึงดูดอยู่ไม่น้อยถ้าใครไม่มีทางได้มาซึ่งความสูงของปมเขื่อง โดยทางอื่นที่บริสุทธิ์และโดยง่าย ก็มักจะหันมาหาของเมา เช่นสุรา หนุนปมเขื่องของตนเล่นไปพลาง จนกระทั่งกลายเป็นนักดื่ม แท้จริงสิ่งที่จะหนุนปมเขื่องให้สูงโดยบริสุทธิ์ยุติธรรมนั้นก็มีอยู่มากมาย แต่ว่าล้วนแต่เป็นของยาก หรือได้ต่อนาน ๆ ไม่ทันใจของคนหนุ่มทั่ว ๆ ไป ที่ไร้การศึกษาหรือศีลธรรม จึงทนความยั่วยวนของของเมา ที่อาจให้รสความสูงของปมเขื่องได้ทันทีทันควัน โดยการเสียสตางค์นี้ไม่ได้ เราจึงได้เห็นคนกินเหล้ามากขึ้นทุกทีโดยเฉพาะตามชนบท ได้ลุกลามไปจนถึงผู้หญิงชาวนา ของเมามีเสน่ห์ในตัวมันเอง กล่าวคือการกระตุ้นความรู้สึกในด้านปมเขื่องดังกล่าวมานี้ จึงกลายเป็นนายคนได้และกินกันกระทั่งพวกเทวดา แต่แล้วความเมาในปมเขื่อง หรือความบ้าชนิดหนึ่งนั่นเอง๖ ได้เป็นทางมาแห่งอาชญากรรมต่าง ๆ ไม่ว่าความเมานั้นจะมาจากของเมาอย่างวัตถุเช่นสุรา หรือเมาอย่างนามธรรม เช่นเสียงสรรเสริญ ถ้าผู้ใดบังคับตัวไม่ได้ สิ่งเหล่านี้กระตุ้นได้เมื่อใดแล้ว ก็มีโอกาสที่จะประกอบอาชญากรรมได้ทั้งนั้น การกระตุ้นปมเขื่องให้สูงนั้น มีได้ทั้งอย่างโสมมและอย่างสะอาด ถ้าเป็นอย่างโสมมก็เรียกว่าทำชั่ว ถ้าทำอย่างสะอาด ก็กลับเรียกว่าทำดี
การเสพติด นั้นคือผลของการเคยชินในการลิ้มรสแห่งความฟูของปมเขื่อง ขณะที่ถูกหนุนให้สูงขึ้น แล้วแต่ว่าเขาจะได้ใช้สิ่งใดเป็นเครื่องหนุนปมเขื่องของเขาอยู่เป็นปรกติ ถ้าใช้สิ่งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมหนุน ก็ติดในรสของปมเขื่องที่ถูกหนุนอยู่ด้วยการทำดี แต่ในกรณีที่ไม่ได้ใช้ความดีหนุน ก็จะต้องติดในรสของปมเขื่องที่ถูกหนุนอยู่ด้วยของชั่ว เช่น สุรายาเมา เป็นธรรมดา ซึ่งมีมากมาย เพราะมีได้โดยง่ายทุกหัวระแหง ยิ่งเมื่อรัฐบาลแห่งประเทศนั้น ๆ เป็นผู้ต้องการเร่งปริมาณการผลิตสุราเสียเองแล้ว ของเหล่านี้ก็ใกล้มือยิ่งขึ้น การเสพติดในการหมุนปมเขื่อง ซึ่งเป็นความต้องการอันแรงกล้าอย่างหนึ่งของสัญชาตญาณโดยอาศัยของชั่ว จึงท่วมทันไปหมด เป็นการเพิ่มปริมาณของอาชญากรรมไปในตัว จนทำนบแห่งขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามก็กั้นไว้ไม่ไหว หรือพังทะลายหมดไป ๆ ความเคยชินหรือเสพติดจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนชนิดที่จะหลีกไม่ได้เพราะว่าของเมานั้นกระตุ้นในระยะแรก ๆ และทำให้มีการตกต่ำในระยะปลาย ๆ ออกไป จนทำให้รู้สึกไม่สบาย จนต้องเพิ่มใหม่หรือกระตุ้นใหม่อย่างนี้เรื่อยไป ๆ จนเป็นความเคยชินหรือเสพติด ซึ่งผู้ติดบุหรี่ หรือติดอะไร ๆ ก็ตาม ย่อมทราบความข้อนี้ได้ดี ของมึนเมามีเสน่ห์และมารยาดั่งนี้ จึงสามารถยึดหัวใจคนทั้งโลกไว้ได้ ให้มีความเมาอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างเป็นของประจำตัว ความเมาในด้านดี เราจะได้วินิจฉัยกันในตอนหลัง ๆ แต่เราต้องไม่ลืมว่าความเมานั้นคือ รสของปมเขื่อง ที่ถูกหนุนให้สูงขึ้นไปด้วยสิ่งใดสิ่งหนึ่งตามความต้องการของสัญชาตญาณซึ่งเมื่อไม่ได้ด้วยดี ก็ต้องเอาด้วยชั่ว หรือที่ใกล้ ๆ มือ และสิ่งใดที่ขัดขวางกระแสความต้องการของสัญชาตญาณแล้ว ย่อมเป็นมูลเหตุแห่งอาชญากรรมได้โดยง่ายทุกเมื่อ นั่นคือพิษสงของปมเขื่องหรืออัสมิมานะ
เด็ก ๆ แม้ที่เป็นขนาดจิ๋ว ก็มีอาการของปมเขื่องแสดงออกมาให้เห็นชัด และมีความต้องการอันแรงกล้าที่จะให้ปมเขื่องของตนปรากฏและถูกสนับสนุน เมื่อได้รับการสนับสนุนก็มีอาการเมาในรสของปมเขื่องที่ถูกสนันสนุนเหมือนกัน ถ้าเขาไม่หิวเกินไป เขาจะเพลิดเพลินในการที่ปมเขื่องของเขาถูกสนับสนุน ยิ่งกว่าที่จะนึกถึงอาหาร หรือถ้าปมเขื่องของเขาถูกกดลงไปในขณะที่เขากำลังกินอาหารเขาก็จะเลิกกินทันที ถ้ามีการแบ่งปันของไม่ยุติธรรมเขาจะขว้างทิ้งส่วนแบ่งของสิ่งที่เขาได้รับทันที แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นของที่เขาอยากได้ หรืออยากกินแทบจะขาดใจก็ตาม และแม้นี้ก็เป็นมูลเหตุแห่งอาชญากรรมได้ทุกเมื่อแม้แก่เด็ก ๆ โดยไม่ต้องกล่าวถึงผู้ใหญ่ ปมเขื่องของเด็ก ๆ รุ่นจิ๋ว แสดงออกมาทางการอยากเป็นเจ้าของ อยากทำลาย อยากทำเอง อยากอวดความสามารถ อยากสอนคนอื่น อยากได้ชื่อว่าตัวทำถูกเองโดยไม่ต้องมีใครมาสอน เด็กเล็ก ๆ จับตัวแมลงได้ ก็จะฆ่าให้ตาย เช่นเดียวกับลิง ซึ่งอันนี้เป็นสัญชาตญาณที่เป็นความต้องการของปมเขื่อง เมื่อได้ฆ่าสิ่งใดลงไปก็จะได้รสของการที่ปมเขื่องของตนสูงขึ้น ทำนอนเดียวกับการกระตุ้นด้วยของเมา สัญชาตญาณอย่างสัตว์หรือ Animal Instinct มีลักษณะเป็นอยู่อย่างนี้ตรงกันข้ามกับการมีศีลธรรมที่มนุษย์ต้องการ เราจึงต้องมีระบบสำหรับอบรมคนมาตั้งแต่แรกคลอด ถ้าปล่อยตามธรรมชาติ ผลจะเป็นอย่างไร ก็พอจะทายกันได้
เด็กยิ่งโตขึ้นมา ก็ยิ่งอยากไม่ให้ใครดุใครว่าหนักขึ้น มีเด็กจำนวนมากนึกด่าแช่งครูอยู่ในใจเมื่อถูกด่าหรือลงโทษ และมีเด็กจำนวนไม่น้อยจะทำวิธีการ "ใต้ดิน" กลั่นแกล้งหรือทำลายครูประจำชั้นของตนเอง ทุกขณะที่เขาโกรธขึ้นมาโดยเฉพาะในชนบทที่ประชาชนยังไร้การอบรม บิดามารดาเองเสียอีกที่สนับสนุนความต้องการของเด็กในเมื่อครูลงโทษลูก เด็กตามชนบทส่วนมากจะนั่งตากระปริบ ไม่ยอมตอบคำถาม เพราะอำนาจของสัญชาตญาณที่รู้สึกว่าการถูกถามนั้นเป็นการลดปมเขื่องของตัว ยิ่งการต้องตอบแล้ว ยิ่งลดมากลงไปอีก
คนโตจนกระทั่งบวชพระบวชเณร ก็ยังมีลักษณะดังกล่าวอยู่เต็มที่ ทำให้ลำบากอย่างยิ่งแก่การอบรมสั่งสอน เมื่อบีบบังคับหนักเข้า บางคนจะถึงกับก่ออาชญากรรมขึ้นในที่นั้นก็ได้ พระเณรที่มาจากเด็ก ๆ ที่ไม่เคยเข้าโรงเรียนหรือเข้าชนิดพอไปที จะมีลักษณะเช่นว่านี้มาก จนการบวชคราวหนึ่งของตนแทบจะไม่ได้รับประโยชน์อะไรคุ้มกัน คนประเภทนี้ไม่ยอมถามข้อที่ตนสงสัยกะครูบาอาจารย์ แม้ครูจะคะยั้นคะยอให้ถาม เพราะรู้สึกว่าการถามนั้น ทำให้ตนด้อยลงไป ยังมีพระเณรจำนวนไม่น้อย ที่อยากจะได้ความรู้จากเพื่อนหรืออาจารย์ แต่ไม่ยอมแสดงความประสงค์ซึ่งหน้าหรือร้องขอให้บอก เพราะปมเขื่องของตนจะลดลงไปด้วยการต้องลดตนลงเป็นอุปัฏฐากหรือเป็นหนี้บุญคุณ สู้แอบฟัง "ฟรี" ไม่ได้ แม้จะต้องคอยเก็บเล็กผสมน้อย ก็ยังเป็นการดีกว่าที่จะแสดงออกไปว่าตนไม่รู้อะไร และทั้งต้องการจะให้ยังคงเป็นความลับอยู่ว่า ตนรู้มาจากใคร เพื่อให้มีส่วนว่าตนคิดเอาเองหรือรู้เอง เราเรียกชื่อความรู้สึกอันนี้กันอย่างผิด ๆ ว่า ความละอายครู ความจริง ความกระด้างกระเดื่องทั้งหมดนี้ ทุกอย่างเป็นเพราะความต้องการของปมเขื่องหรือสัญชาตญาณแห่งความรู้สึกว่า "ฉันเป็นฉัน" หรืออัสมิมานะนั่นเอง เมื่อถูกบีบคั้นเข้าโดยไม่ถูกวิธีหรือไม่เหมาะกาลเทศะ ก็กลายเป็นทางเกิดของอาชญากรรมขึ้น ในวัดหรือโรงเรียน ได้ทุกเมื่อ ที่กล่าวนี้ เพื่อต้องการให้สังเกตถึงพิษสงของปมเขื่องเป็นพิเศษ ว่ามันเป็นสิ่งที่ได้ลงรากไว้ตั้งแต่แรกกำเนิด รอคอยเตรียมพร้อมสำหรับจะเป็นมูลเหตุแห่งอาชญากรรมทั้งหลายเรื่อย ๆ มา ด้วยอาการอย่างไร
คนหนุ่มคนสาว หรือสัตว์ที่ขึ้นถึงขีดเป็นหนุ่มเป็นสาวนั้น ความต้องการของปมเขื่องยิ่งรุนแรงหนักเข้า ในทางที่จะให้สิ่งแวดล้อมมาหล่อเลี้ยงหรือบำเรอความต้องการของตัว เพศผู้ต้องการให้ได้รับการบำเรอจากเพศเมียตามความใคร่ของตน ทางสัมผัสทุกอย่างที่จะทำการหล่อเลี้ยงได้ แม้เพศเมียก็มีความต้องการทำนองเดียวกัน จึงมีการผ่อนผันกันในการทำหน้าที่ตามที่ธรรมชาติบังคับมา และเราเรียกความต้องการชนิดนี้ของปมเขื่องว่า กามารมณ์ กามารมณ์ที่ถูกต้อง จึงเป็นการผ่อนผันประนีประนอม ยอมรับนับถือปมเขื่องของแต่ละฝ่ายเท่า ๆ กัน และช่วยหล่อเลี้ยงซึ่งกันและกัน ถ้าหากฝ่ายหนึ่งต้องทำไปเพราะการถูกบีบบังคับจนปมเขื่องลดตัวไป กามารมณ์ย่อมไม่มีแก่ฝ่ายนั้น เพราะฉะนั้นตัวสิ่งที่เรียกว่า "กามารมณ์แท้" นั้น ก็คือปมเขื่องที่ถูกสนับสนุนให้ได้ตามใจตัวเองถึงขีดสุดนั่นเอง หาใช่เพียงแต่รสชาติของการสัมผัสทางผิวกายไม่ ถ้าฝ่ายหนึ่งหยิ่งจองหองถือตัว ปราบปมเขื่องของฝ่ายหนึ่งราบลงไป กามารมณ์ก็มีไม่ได้ ลำพังการสัมผัส แม้จะมีรสชาติพิเศษเพียงใด ความรักกระจัดกระจายหมด เมื่อปมเขื่องของอีกฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายถูกกระทบกระเทือนจากกันและกัน ความรักทรงตัวอยู่ได้เมื่อปมเขื่องของฝ่ายนั้น ๆ ถูกหล่อเลี้ยงไว้เป็นอย่างสูง การเป็นทาสของความรัก มีความหมายตรงที่ต้องยอมหล่อเลี้ยงปมเขื่องของคู่รัก พอปมเขื่องถูกเหยียบย่ำ แม้จะรักกันอยู่อย่างไม่มีอะไรเปรียบก็จะทะเลาะวิวาทกันได้ในนาทีต่อมา สิ่งที่เรียกกันทั่ว ๆ ไปว่ากามารมณ์นั้น อยู่ใต้อำนาจความต้องการของปมเขื่องที่จะคงความเขื่องของมันไว้ หาใช่ปมเขื่องหรือ "อหังการ" นี้อยู่ใต้อำนาจของกามารมณ์ไม่ จึงเมื่อจะกล่าวให้ตรงตามที่เป็นจริง ก็ควรจะกล่าวว่า กามารมณ์ที่แท้นั้น ก็คือการที่ปมเขื่องได้แสดงความเขื่องออกไปในทางแสดงอำนาจบาตรใหญ่เพื่อตามใจตัวเอง ให้สิ่งแวดล้อมบำเรอตนจนถึงระดับสูงสุดต่างหาก การที่อวัยวะของคนหนุ่มสาวขยายตัวเต็มที่เพื่อกิจการอันนี้เมื่อถึงวัย ควรจะถูกเข้าใจว่า เพื่ออำนวยแก่การแสดงความเขื่องของปมเขื่องในฝ่ายนี้โดยตรง แทนที่จะเข้าใจว่า เพื่อรสของกามารมณ์โดยเฉพาะ จะถูกกว่าความลดของปมเขื่อง ย่อมหักห้ามกามารมณ์ได้ฉับพลันเสมอ เพราะฉะนั้น การขัดขวางทางกามารมณ์จึงได้แก่การขัดขวางปมเขื่องที่จะแสดงความเขื่อง และมีอำนาจรุนแรงในทางก่ออาชญากรรมได้ตามกรณี ปมเขื่องจึงเป็นตัวการหรือต้นเหตุแห่งอาชญากรรม แม้ในรายที่เกี่ยวกับกามารมณ์อยู่นั่นเอง หาใช่ลำพังรสชาติของกามารมณ์ล้วน ๆ ไม่ ถ้าเราเข้าใจกามารมณ์ถูกต้อง จะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ยังไม่มีน้ำหนักหรือความหมายเลย จนกว่าจะได้ลากเอาความต้องการจะแสดงความเขื่อง ของปมเขื่อง เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นักจิตวิทยาแห่งยุคปัจจุบันบางคณะวางกฎเกณฑ์ลงไปว่า การกระทำทุก ๆ อย่างของสัตว์ เนื่องมาจากกามารมณ์หรือมีกามารมณ์เป็นมูลเหตุอยู่ในส่วนลึกทั้งสิ้น๗ ข้อนี้โดยทั่ว ๆ ไปเราพอจะมองเห็นได้ว่ามีความจริงอยู่เป็นส่วนใหญ่ แต่กฎเกณฑ์อันนี้ย่อมนำไปใช้ไม่ได้กับสัตว์ประเภทที่ขึ้นถึงขีดพ้นอำนาจของกามารมณ์แล้ว แต่ยังมีอหังการมมังการเหลืออยู่ เช่น พวกพรหมเป็นต้น สัตว์ประเภทนี้ พ้นขาดจากฐานะที่ปมเขื่องของตนจะแสดงความเขื่องในทางให้ถูกบำเรอ ด้วยวัตถุแห่งกามารมณ์แต่ยังมีเหลืออยู่สำหรับหาความเขื่องในทางที่สูงขึ้นไปกว่านั้น สัตว์พวกนี้จึงถูกจัดไว้ในพวกสัตว์ชั้นสูง ๆ ขึ้นไปกว่ามนุษย์ธรรมดาหรือเทวดาธรรมดา
คู่ผัวตัวเมียอยู่กันไปได้ กระทั่งเป็นพ่อบ้านแม่เรือนนั้น หาใช่เพราะอำนาจแห่งกามารมณ์ไม่ แต่ที่อยู่กันไปได้ก็เพราะปมเขื่องของแต่ละฝ่ายได้รับความเอื้อเฟื้อจากแต่ละฝ่ายอยู่ แม้ในรายที่ภรรยาข่มสามีอย่างกะทาส ก็หาใช่เพราะสามีทนอยู่เพื่อเห็นแก่กามารมณ์ไม่ ปมเขื่องของสามีถูกลดไปในทางด้านนี้ แต่ต้องไปมีทางออกด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น ด้านสังคมเป็นต้น ซึ่งภรรยาใจร้ายนั้น คงไม่ได้ปิดเสียหมดทุกแง่ทุกมุมหรือแม้ที่สุดแต่การที่จะทนอดกลั้นเพื่อเห็นแก่ลูก ๆ หรือชื่อเสียงของครอบครัว ซึ่งเป็นภาระหน้าที่ของตนโดยตรง ซึ่งเป็นการหล่อเลี้ยงรักษาปมเขื่องในส่วนนี้เอาไว้ก็อยู่กันไปได้ ถ้าหากว่าฝ่ายภรรยาสามารถปิดได้หมดทุก ๆ ประตูจริง ๆ สามีจะต้องแยกออกไป หรือมิฉะนั้นก็ต้องตาย จะเป็นพระอรหันต์ผู้หมดปมเขื่องหรืออัสมิมานะอยู่ในครอบครัวไม่ได้ เพราะปมเขื่องหรืออัสมิมานะซึ่งสมบูรณ์เต็มที่นั้น คือชีวิตของปุถุชนจริง ๆ การทะเลาะวิวาทในครอบครัวเกิดขึ้นได้ เพราะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการปมเขื่องมากเกินไปบ้าง เพราะต้องการจะป้องกันปมเขื่องของตนบ้าง ครอบครัวที่ปราศจากการทะเลาะโดยสิ้นเชิง ก็คือครอบครัวที่แต่ละคนรู้จักควบคุมปมเขื่องของตน หาใช่เพราะเห็นแก่สินจ้าง เช่นกามารมณ์ เป็นต้นไม่ กามารมณ์ไม่อาจใช้เพื่อควบคุมความสงบเรียบร้อยของครอบครัว เพราะเป็นการต้องการขยายตัวของปมเขื่องที่ไม่มีขอบเขต แม้นี้ก็แสดงให้เห็นว่าอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในระหว่างผัวเมียในครอบครัว ก็มีมูลมาจากปมเขื่อง หรืออัสมิมานะ หรืออหังการอีกนั่นเองหาใช่ลำพังกามารมณ์ไม่
ลูกจ้างกับนายจ้างนั้น ตามปรกติลูกจ้างจะรู้สึกว่าตนเสียความสูงของปมเขื่องไป ตั้งแต่แรกเข้ามาเป็นลูกจ้างแล้วและเก็บอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ ทนทำงานเพื่อจะเอาค่าจ้างไปหล่อเลี้ยงปมเขื่องตนทางหนึ่งในเวลาอื่น ถ้านายจ้างสามารถทำให้เกิดโอกาสแก่ลูกจ้าง เพื่อมีโอกาสแสดงปมเขื่องของตนได้แม้จะในทางไหนก็ตาม จะดึงดูดให้เขาทำงานได้ดีกว่าเงินเดือนจะทำให้เขาซื่อตรงหรือรักใคร่นายจ้าง เพราะสิ่งนี้มันยกปมเขื่องของเขา ตรงกันข้ามกับเงินเดือนซึ่งกดปมเขื่องของเขา แต่การให้รางวัลพิเศษ หรือการขึ้นเงินเดือน อยู่ในจำพวกยกปมเขื่อง ในชนบทบ้านนอกที่ชาวบ้านสันโดษ มีกินมีใช้ไปตามธรรมชาตินั้น จ้างคนทำงานยาก แต่วานหรือขอแรงได้ง่าย ข้าพเจ้าได้ประสบปัญหาอันนี้มาด้วยตนเองแม้กระทั่งทุกวันนี้ ทั้งนี้เพราะการวานนั้น มันเป็นการเพิ่มปมเขื่องให้เขา การจ้างเป็นการลดปมเขื่องของเขา ลูกจ้างจะบันดาลโทสะเอานายจ้างเมื่อใดก็ได้ เพราะเขามีความลดปมเขื่องเป็นทุนอยู่ในใจ อันเป็นมูลเหตุแห่งการทำอาชญากรรมต่อนายจ้าง ลูกจ้างที่ทำงานเต็มที่ด้วยความบริสุทธิ์ใจนั้น มีแต่เมื่อนายจ้างแสดงความนับถือในปมเขื่องของเขาทางใดทางหนึ่งอยู่เสมอเท่านั้น นับตั้งแต่การวางตนเสมอ นับตั้งแต่การกินร่วมคุยร่วมเป็นต้นขึ้นไป ลำพังค่าจ้างอย่างเดียว ไม่ช่วยให้ลูกจ้างทำงานด้วยความมามารถทั้งหมดได้ เขาจะพยายามเอาเปรียบอยู่ทุกวิถีทาง การมอบหมายให้รับผิดชอบ การให้เป็นเจ้าหน้าที่ทดลองค้นคว้าหรือทำอะไรทำนองนี้ ส่งปมเขื่องของผู้ถูกใช้ให้เด่นลอย จนค่าจ้างกลายเป็นของไม่มีค่าไป ลูกจ้างนั้นจึงทำงานเกินค่าจ้างเกินเวลา และเกินอะไรทุก ๆ อย่าง นายจ้างจึงควรคิดค้นหาทางออกให้ปมเขื่องของลูกจ้างแสดงออกมาทางใดทางหนึ่งให้จนได้ จึงจะราบรื่น มิฉะนั้นแล้วก็เท่ากับเสี่ยงตนอยู่ใกล้กับอาชญากรรม ที่ลูกจ้างจะประกอบขึ้นเมื่อใดก็ได้ เพราะเขามีความลดของปมเขื่องอันเป็นทางเกิดแห่งอาชญากรรม เป็นทุนในใจอยู่ตลอดเวลา
ทาสและนักโทษนั้นเป็นอีกอย่างหนึ่ง ทาสเป็นผู้ที่ต้องมอบปมเขื่องของตัวไว้กับนาย ปมเขื่องของตน ตนยอมให้ลดเพื่อไปเพิ่มให้นาย ตนมีปมเขื่องที่ลดไปอยู่ในระดับหนึ่งก็พอใจแล้ว และยึดถือเอาเป็นระดับปรกติของตน นักโทษหรือผู้ต้องขังเพราะมีผิดในกรณีปรกตินั้น คือผู้ที่หวังการกลับมาของปมเขื่องในอนาคต ส่วนใหญ่ผิดจากทาสตรงที่ยังมีความคิดที่จะเอาคืนอยู่ทุกโอกาส เนื่องจากการไม่ยอมปล่อยนี่เอง เขาอาจบันดาลโทสะขึ้นมาเมื่อไรก็ได้ หลักการราชทัณฑ์ชนิดที่กดปมเขื่องของผู้ต้องขังอยู่ตลอดเวลานั้น ไม่มีทางที่จะให้นักโทษเหล่านั้นกลับนิสัยเป็นคนดีได้ เพราะฝืนความต้องการของสัญชาตญาณหรืออัสมิมานะ มีแต่จะทำให้อำหิตยิ่งขึ้นทุกที
เพื่อนบ้านเรือนเคียง อยู่กันไปได้ด้วยลักษณะอันเดียวกันกับคู่ผัวเมีย กล่าวคือต่างฝ่ายต่างช่วยเหลี้ยงปมเขื่องของกันและกัน ผิดกันแต่ว่าเป็นการหล่อเลี้ยงคนละระดับเท่านั้น ถ้าบ้านใดเกิดเด่นขึ้นมาเป็นพิเศษด้วยอะไรก็ตาม ควรจะหาวิธียกเพื่อนบ้านเรือนเคียงนั้นให้เด่นตามด้วย อย่างน้อยที่สุดก็ให้เกิดความรู้สึกว่าตนเป็นศรีสง่าของหมู่บ้านนี้ เพื่อแข่งขันกับหมู่บ้านอื่น และตนจะไม่ดูหมิ่นหรือทอดทิ้งเพื่อนบ้านของตนมิฉะนั้นแล้ว ก็จะเป็นทางให้เกิดอาชญากรรมเพราะการริษยาเนื่องจากการที่ปมเขื่องของหลาย ๆ บ้านได้ลดลงไป การริษยานั้น มิใช่เพียงแต่จะให้ความเด่นของบ้านที่เด่นนั้นลดลงมาอยู่ในระดับเดิม แต่จะเลยไปจนถึงอยากให้ล่มจมสูญหายไปเสียทีเดียว ลักษณะของความเป็นเพื่อนบ้านเรือนเคียง เป็นสิ่งที่หาไม่ได้ในเมืองที่รุ่งเรืองด้วยการแข่งขันยื้อแย้งกันอย่างตัวใครตัวมัน จะมีเหลืออยู่แต่ตามชนบทที่ธรรมชาติไม่เปิดโอกาสให้การแข่งขัน ยังจะต้องพึ่งพาอาศัยกันต่อไป แต่ละคนรู้สึกในทางที่จะรักษาปมเขื่องของหมู่บ้านนี้ ก็เป็นทางให้เกิดอาชญากรรมได้กว้างขวางไปตามส่วน เพราะอำนาจสัญชาตญาณการรักษาหมู่หรือ ปมเขื่องร่วม ความสัมพันธ์กันในทางบุญคุณ ของเพื่อนบ้านเช่นนี้ ยังเป็นไปในทางช่วยส่งเสริมปมเขื่องของกันและกัน ด้วยการจำต้องพึงพาอาศัยกัน ยังมีความเห็นแก่ตัวของปมเขื่องนั่นเองเป็นสมุฏฐาน ยังมิใช่ความรู้สึกของผู้ที่เป็นบุพการีหรือกตัญญูกตเวทีต่อกันและกันแท้ จึงยังอาจพลั้งเผลอบัลดาลโทสะขึ้นเมื่อใดก็ได้โดยง่าย ซึ่งทุกคนจะต้องสำรวมระวัง ความรักเพื่อนบ้านยังมิใช่เมตตากรุณา จึงยังไม่มีอำนาจพอที่จะหักห้ามการบันดาลโทสะหรืออะไรทำนองนั้น เหมือนความเมตตากรุณาแท้ เพื่อเป็นทางป้องกันอาชญากรรม เราจะต้องสำรวมระวังความสำคัญในทางบุญคุณกันนี้ อย่าอ้างขึ้นเพื่อเรียกร้องเอาจากกันโดยให้ฝ่ายหนึ่งเกรงใจตัวให้มากไป ส่วนความสัมพันธ์ทางบุญคุณที่บริสุทธิ์ เช่น ระหว่างบิดามารดากับบุตร เป็นต้นนั้น เป็นกตัญญูกตเวที หรือเมตตากรุณาที่บริสุทธิ์ ซึ่งสามารถบีบบังคับปมเขื่องของอีกฝ่ายหนึ่งได้มากกว่าอย่างมากมาย แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ก็ยังจำเป็นที่จะต้องสังวรไว้เหมือนกันว่า แม้จะอยู่ในขนาดที่เป็นกตัญญูกตเวทีบริสุทธิ์หรือเมตตาบริสุทธิ์แล้ว ก็ใช่ว่าจะสามารถบีบบังคับอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งยังคงมีปมเขื่องที่มิได้ควบคุม หรือควบคุมไว้มิได้ ได้โดยเด็ดขาดก็หาไม่ ยังคงเป็นทางมาแห่งอาชญากรรมได้ดีอยู่นั่นเอง เพียงแต่ว่าน้อยลงไปกว่า ทั้งนี้ก็เพราะว่า การรู้สึกตัวว่าเป็นหนี้บุญคุณเขานั้น เป็นการลดของปมเขื่องและตรงกันข้าม การรู้สึกตัวว่าตัวเป็นเจ้าหนี้บุญคุณเขานั้น เป็นการฟูของปมเขื่อง สัญชาตญาณเกี่ยวกับเรื่องนี้ย่อมจูงให้คนที่เป็นฝ่ายเป็นหนี้บุญคุณนั้น หาทางยกปมเขื่องของตัวที่ลดลงไปให้สูงขึ้นด้วยการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าไม่ได้ทางดีก็เอาทางร้าย ในทางดีเป็นเรื่องบุญกุศล ไว้กล่าวข้างหน้า ในทางร้ายก็คือ กลบเกลื่อนบุญคุณของผู้อื่นที่มีอยู่เหนือตนเสีย ด้วยกิริยาที่เรียกว่า เนรคุณ แต่ส่วนมากย่อมเป็นไปในระดับกลาง คือตอบแทนเสียเท่าที่จะไม่ให้ใครกาหน้าได้ว่า เป็นคนเอาเปรียบผู้อื่น อย่างที่เรียกกันว่า "หมูไปไก่มา" แม้อาการที่เรียกว่า "หมูไปไก่มา" นี้เกิดขึ้นได้ ก็ด้วยอำนาจของการรักษาเหลี่ยมของปมเขื่องของตนเองเป็นใหญ่ จึงยังมิใช่ธรรมะแท้ ส่วนการที่คนต้องตกเป็นหนี้บุญคุณด้วยความสมัครใจและไม่มีทางสู้นั้น เป็นเพราะตนต้องการอาศัยปมเขื่องของฝ่ายโน้น เป็นเครื่องยกปมเขื่องของตนขึ้น เพราะตนหมดความสามารถในกรณีพิเศษเช่นนั้นจริง ๆ เป็นการลงทุนด้วยปมเขื่องที่น้อยกว่า เพื่อหามาซึ่งปมเขื่องที่สูงกว่า ซึ่งเราเรียกกันว่าความสวามิภักดิ์ ดังเช่นที่พุทธบริษัทมีต่อพระพุทธเจ้า หรือศาสนิกเหล่าอื่นที่นับถือพระเป็นเจ้า มีต่อพระเป็นเจ้าของเขา เขาเห็นว่าการเป็นสาวก หรือการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระเป็นเจ้านั้น เป็น "ความเขื่อง" ที่เขื่องว่าปมเขื่องทั้งหมดที่เขากำลังมีอยู่ในบัดนี้ ดังนี้เราจะเห็นได้ว่าแม้ความยอมสวามิภักดิ์ ก็ไม่มีอะไรที่พ้นไปจากการแสวงหาหรือการรักษาปมเขื่องของตน อีกนั่นเอง.....
เมื่อได้วินิจฉัยกันถึงลักษณะของสิ่งที่เรียกกันว่า ปมเขื่องมามากพอที่จะเข้าใจหรือรู้จักสิ่ง ๆ นี้แล้ว เราจะได้พิจารณาพุ่งไปยังตัวสิ่งที่เรียกว่า อาชญากรรม หรืออกุศลกรรมโดยตรง คำว่า อาชญากรรม ในที่นี้ ข้าพเจ้าหมายถึงความผิดทุกอย่างที่สมควรจะได้รับโทษ เนื่องจากการทำผิดต่อสังคม และอกุศลกรรม นั้น หมายถึงการประพฤติผิดต่อตัวเองเป็นใหญ่แต่เพื่อจะให้เร็วเข้า จะรวมกล่าวไปเสียด้วยกันควบคู่กันไป
ในการผิดศีลห้าประการนั้น เราอาจแยกดูได้ดังต่อไปนี้
การฆ่าสัตว์ ที่เป็น การฆ่าเพื่อความสนุกมือ ก็คือความต้องการจะเขื่องของปมเขื่อง หรืออัสมิมานะที่จะรู้สึกว่า "ฉันเป็นฉัน" "แกไม่มีค่าอะไร" ทำนองเดียวกับลิงจับแมลงได้ก็บี้เล่นฉีกเล่น การฆ่าเพื่อเป็นอาหาร ก็เพื่อเลี้ยงปมเขื่องของตนไว้ด้วยการกินผู้อื่นดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ความเพ่งเล็งแต่ปมเขื่องของตนอย่างเดียว ได้ทำให้ไม่สำนึกถึงความมีตัวตนหรือมีปมเขื่องของผู้อื่น แม้ความอยากหรือความหิว ก็คือปมเขื่องที่กำลังเดือด ในกรณีที่เป็น การฆ่าฟันกันเพื่อชัยชนะในการรบพุ่งหรือต่อสู้นั้นย่อมแสดงชัดอยู่แล้ว ว่าเป็นความต้องการเขื่องของปมเขื่องโดยตรงโดยไม่มีสิ่งใดปน การฆ่าเพื่อป้องกันตัว คือการป้องกันปมเขื่องของตนดังที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งทางวัตถุ และทางนามธรรมคือป้องกันเกียรติ การฆ่าเพื่อป้องกันตัวจึงยังคงมีมูลมาจากปมเขื่องอยู่นั่นเอง แม้ที่สุดแต่การฆ่าเพราะถูกบังคับใช้ให้ทำ ก็มีมูลมาจากการป้องกันตัว หรือทำไปเพราะเห็นแก่ตัว การฆ่าเพื่อคนรัก ก็เพื่อให้คนรักคงหล่อเลี้ยงปมเขื่องของตนไว้ดังที่กล่าวแล้วในเรื่องกามารมณ์เราจึงเห็นได้ว่า อาชญากรรมคือการฆ่านั้นมาจากความต้องการของปมเขื่องโดยตรง
การลักขโมย ที่เป็น การลักเพื่อการแก้แค้น นั้น เป็นการต่อสู้ชนิดหนึ่ง เพื่อยกหรือป้องกันปมเขื่องของตนเช่นเดียวกับการฆ่าเพื่อต่อสู้หรือป้องกัน การลักเพื่ออาชีพ หรือเป็นอาหารนั้น เพราะความต้องการของปมเขื่องเช่นเดียวกับการฆ่าสัตว์เพื่อเป็นอาหาร การลักเพราะนิสัยสนุก ก็ทำนองเดียวกับการบำเรอปมเขื่องชองตน โดยไม่ต้องนึกถึงใครอื่น การลักเพราะขี้เกียจทำงาน จนกระทั่งความจนบังคับให้ลักนั้น ก็เพื่อเห็นแก่ปมเขื่อง เพราะที่จริงแล้ว ความขี้เกียจนั้นคือการสงวนปมเขื่องของคนเราโดยวิธีอันผิดทาง การลักเพราะถูกบังคับ ก็เพื่อให้สิ่งที่บังคับตน ช่วยหล่อเลี้ยงปมเขื่องของตนเช่นเดียวกับการฆ่าที่ทำไปเพื่อคนใดคนหนึ่งเหมือนกับการลักขโมยทุกประการ จึงมีมูลรากอันแท้จริงมาจากความต้องการของปมเขื่อง การทุจริตต่อหน้าที่หรืออื่น ๆ ที่เป็นการเบียดบังเอาประโยชน์มาหาตัวโดยไม่ชอบธรรม สงเคราะห์รวมเข้าในการลักทั้งสิ้น
การประพฤติผิดในกาม แทบทั้งหมด เป็นเพราะความต้องการของปมเขื่อง ในอันที่จะให้ตนได้รับการบำเรอจากสิ่งแวดล้อมโดยไม่มีขอบเขตจำกัด การประพฤติผิดในกามนี้มิได้หมายเฉพาะเรื่องเพศของผู้ใหญ่อย่างเดียว แม้เด็กเล็ก ๆ ที่ยังไม่มีความรู้สึกเรื่องเพศ ก็ต้องจัดให้มีเท่ากันคือ การล่วงเกินของรักของคนอื่น ด้วยการจับฉวยลูบคลำ เป็นต้น เช่น เด็กคนหนึ่งรักตุ๊กตา หรืออะไรของเขาก็ตามแม้ที่สุดแต่ดินสอ อย่างสุดใจ เด็กอีกคนหนึ่งต้องไม่ล่วงเกินด้วยการจับฉวย เป็นต้นซึ่งทำให้เด็กที่เป็นเจ้าของรู้สึกเช่นเดียวกับที่คนรู้สึกกันในเมื่อมีใครมาทำชู้ด้วยภรรยาของตน ฉะนั้นในการให้เด็กสมาทานศีลข้อที่สามนี้ แม้จะเป็นเด็กเล็ก ๆ ก็ต้องอธิบายความหมายแก่เขาเช่นนี้ คือ "ไม่ล่วงเกินในของรักของผู้อื่นทุกชนิด" การล่วงล้ำเข้าไปในเขตของรักของผู้อื่น ก็คือความต้องการของปมเขื่องที่ไหลไปเกินขอบเขต หรือไม่มีขอบเขต ในการที่จะแสดงความเขื่องของตน ด้วยการให้ตนได้รับการบำเรอโดยทุกทางส่วน การล่วงเกินเพราะการแก้แค้น หรืออะไรทำนองนั้น ย่อมเป็นเช่นเดียวกับการฆ่าเพื่อความแก้แค้น เป็นต้นดังกล่าวแล้ว นิสัยสันดานเจ้าชู้แต่กำเนิด ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการเมาปมเขื่อง ด้วยความสำคัญผิดขนาดเป็นโรคจิตชนิดหนึ่ง ความหน้ามืดในทางกามารมณ์ ที่เป็นอันตรายของสังคมอยู่บ่อย ๆ ก็คือความเดือดคลั่งของปมเขื่องในทางที่ต้องการให้ตัวมันเองได้รับการบำเรอ ตามธรรมชาติของปมเขื่องที่ต้องการให้ตัวมันเองได้รับการบำเรอ ตามธรรมชาติของปมเขื่องหากแต่ว่าในกรณีเช่นนี้ สูงถึงขนาดปราศจากความสำนึก
การพูดเท็จ นั้นคือการขโมยทางอ้อมด้วยวาจา หรือสิ่งที่ใช้แทนวาจา เช่นหนังสือ หรือท่าทาง เพื่อให้ประโยชน์นั้นตกมาเป็นของตนหรือพวกของตน ผิดจากนี้ไม่เป็นการพูดเท็จแม้ว่าจะพูดไม่เป็นจริง แม้ในกรณีที่พูดเท็จเพื่อล้างผลาญคู่ต่อสู้นั่นก็เพื่อให้ความฉิบหายของคู่ต่อสู้นั้น เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตนคือตนได้ชัยชนะโดยง่ายหรือโดยเร็วและตนหมดศัตรู ซึ่งนับว่าตนได้รับประโยชน์มากมาย ฉะนั้นการพูดเท็จจึงคือความต้องการของปมเขื่องโดยตรง ในการที่จะได้เขื่องเพราะเอาของผู้อื่นมาเพิ่มให้แก่ตน ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม การเล่านิทานโกหกก็เพื่อให้ตนได้เขื่องในทางนั้น จนใคร ๆ สู้ไม่ได้ อาชญากรรมคือการพูดเท็จ จึงมีมูลมาจากปมเขื่อง หรืออัสมิมานะโดยตรงอีกเหมือนกัน
การพูดคำหยาบ คือการแทงหรือยิงด้วยปาก ทุกกรณีมีมูลมาจากโทสะ การกล่าวคำหยาบหรือคำด่านั้นคือ "พิษ" ที่ปมเขื่องพ่นออกมา มันพ่นออกมาเพราะอีกฝ่ายหนึ่งเขาไม่ยอมหล่อเลี้ยงปมเขื่องของตนนั่นเอง ในบางกรณีก็ใช้ท่าทางแทนปาก แต่มูลเหตุก็เป็นอย่างเดียวกัน ในกรณีที่เป็นการรับใช้หรือรับจ้างด่า ก็เพราะจะเอาค่าจ้างมาเลี้ยงปมเขื่องของตัวหรือเห็นเป็นเกียรติ
การพูดส่อเสียด หรือการยุให้คนแตกสามัคคีกัน ย่อมหวังผลเช่นเดียวกับการพูดเท็จ แม้เป็นเพราะนิสัยสนุกก็ไม่พ้นจากการที่จะมีมูลมาจากการที่รู้สึกว่า คนอื่นพากันทรุดด้วยลงเท่าใด ตนก็จะเด่นขึ้นเพียงนั้น ทั้งหมดนั้นคือความเขื่องของตน
การพูดเพ้อเจ้อ จนเขาพากันรำคาญ หรือแม้ที่สุดแต่คนเขาชอบฟัง นี้ก็เพื่ออวดเก่งอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะเป็นความเขื่องที่ล้นไหลออกมาภายนอก โดยไร้เครื่องควบคุมด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง และเราเรียกกันว่าเป็นโรคชนิดหนึ่ง
การดื่มน้ำเมา เป็นการกระตุ้นความเขื่องโดยใช้วัตถุเป็นเครื่องช่วยดังกล่าวมาแล้วข้างต้น เพื่อผลคือ ความรู้สึกว่าตัว "เขื่อง" อย่างเดียว จนกระทั่งเสพติด คือติดในความรู้สึก "เขื่อง" นั่นเอง หรือมิฉะนั้นก็เป็นการยกปมด้อยของบุคคลที่หมดความสามารถจะยกขึ้นโดยทางอื่น ความเมาคือความรู้สึกว่า "เขื่อง" เมื่อ "เขื่อง" แล้วก็อยากจะทำอะไรตามใจตัวเองต่าง ๆ จนเป็นอาชญากรรมสองซ้อน
การเที่ยวกลางคืน คือความดิ้นรน หรือความเคยตัว ในการที่จะทำอะไรตามใจตัวของปมเขื่อง ในด้านกามารมณ์ เป็นทางมาแห่งความผิดสองซ้อน เนื่องจากกลางคืนเป็นเวลาว่า ที่ผู้มีความต้องการตรงกันจะออกแสวงหาโอกาสให้ความเขื่องของตนได้รับการบำเรอ ตลาดนัดพบก็ติดขึ้นเองโดยปราศจากการจัด ปมเขื่องมีอำนาจบันดาลความเป็นไปทางกามารมณ์ การเที่ยวกลางคืนเป็นเพียงอุปกรณ์ของกามารมณ์ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย จึงเป็นไปเพื่อปมเขื่อง หรือความเห็นแก่ตนเช่นเดียวกับการแสวงอย่างอื่น ๆ
การดูมหรสพ เป็นการทำให้ปมเขื่องได้รับ "รส" แห่งการกระตุ้นชนิดหนึ่ง ทำนองเดียวกับของมึนเมาเสพติดแม้ว่าจะเป็นมหรสพชวนโศก ก็ทำให้เกิด "การไหว" ทางใจ แก่ใจ เช่นเดียวกับเรื่องยั่วยวน ปมเขื่องต้องการให้มีอะไรไปทำให้ "ไหว" อยู่เสมอในทำนองเป็นการบำเรอขับกล่อม เรื่องของมหรสพ จึงเป็นเรื่องของปมเขื่องโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นมหรสพชนิดไหน มหรสพที่เป็นการศึกษานั้นแม้จะอยู่ในเกณฑ์ที่ได้รับการยกเว้น ก็ไม่วายที่จะเป็นการ "ขับกล่อม" บางชนิด ให้แก่ปมเขื่องอีกส่วนหนึ่ง ผู้ที่ไม่อยากเป็นทาสของผีที่มองไม่เห็นตัวควรจะได้รับการอบรมให้มีความเข้าใจในเรื่องนี้ตามควร
การเล่นการพนัน เป็นของที่มีเสน่ห์อย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นสิ่งเร้า "ความไหว" หรืออาเวคของจิต ยิ่งกว่าที่สิ่งอื่นใดจะทำให้ได้ในเวลาหรือการลงทุนที่เท่ากัน เมื่อการพนันกำลังดำเนินอยู่ในขั้นที่ยังไม่รู้ว่าแพ้หรือชนะ ได้หรือเสีย ย่อมกระตุ้นความไหวของจิตถึงขีดสุด ทำนองเดียวกับกามารมณ์ แต่ว่ายืดยาวไม่รู้สร่างยิ่งกว่ากามารมณ์ และอาจทำซ้ำ ๆ ได้ถี่และเร็วกว่ากามารมณ์ เพราะไม่ต้องเนื่องด้วยอวัยวะซึ่งมีสมรรถภาพจำกัด ผู้ที่มีสลากกินแบ่งรัฐบาลไว้ในครอบครอง ก่อนถึงวันออก ย่อมได้รับ "รส" ของการเร้าใจให้ไหวอย่างยิ่งเรื่อย ๆ ไปทั้งกลางวันและกลางคืน จนกว่าจะถึงวันออกฉลาก บางคนก็ไม่สนใจที่จะตรวจสอบจริงจังด้วยซ้ำไป เพราะได้รับรสของการเร้านั้นเพียงพอเสียแล้ว แต่แล้วก็ยินดีเพื่อจะซื้อใหม่อีก ครั้นถึงระยะที่การพนันนั้นแพ้ชนะเด็ดขาดกันไปแล้ว ในทันใดนั้นเอง ถ้าโอกาสอำนวย ก็จะเริ่มการพนันรอบต่อไปอีกด้วยความรู้สึกที่ร้อนแรงกว่า ดูคล้ายกับว่าเพื่อผลเป็นเงินเป็นทองที่ตนจะชนะและได้มา แต่ที่แท้นั้นเป็นด้วยอำนาจบันดาลของความต้องการของปมเขื่อง ที่จะต้องได้รับการกระตุ้นหรือการเร้าที่สูงกว่า มิฉะนั้นมันจะตกวูบลงไปถึงขนาดที่ทนไม่ได้ ซึ่งบันดาลอยู่ภายใต้ คนจึงถูกสิงด้วยผีการพนันซึ่งที่แท้คือผีของปมเขื่องโดยตรง เมื่อปมเขื่องได้รับการขับกล่อมด้วยการไหวกรืออาเวคที่สูงถึงขนาดนี้เสียแล้ว ต่อไปก็เป็นการยากที่จะเป็นปรกติหรือจะทนอยู่ได้ด้วยการขับกล่อมที่ต่ำกว่านั้น คือไม่ทำให้เกิดการไหวได้เท่านั้น คนจึงตกหลุมแห่งการพนัน คือความที่ปมเขื่องมีความเสพติดด้วยการขับกล่อมที่มีความโอชาถึงขนาดนั้นนั่นเอง ผีการพนันที่แท้ จึงมิใช่เพื่อผล คือเงินทองที่จะชนะและได้มาโดยตรง แต่เพื่อผลคือปมเขื่องได้รับ "การขับกล่อม" หรือกระตุ้นอย่างรุนแรง ดังที่กล่าวมาแล้ว ถ้าไม่มีเสน่ห์อันเร้นลับอันนี้ ผีการพนันก็จะต้องตายหมดไปจากโลกคือคนเกิดรู้สึกว่าการร่ำรวยด้วยการพนันนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้และพากันควบคุมตัวเองได้ เพราะไม่ถูกมนต์ของผีแห่งการพนันกล่าวคือ "การขับกล่อม" ชนิดที่มีเสน่ห์ร้อนแรงไม่แพ้กามารมณ์นั่นเลย เราต้องนึกซ้ำ ๆ กันลืมอีกครั้งหนึ่งว่า กามารมณ์กับการพนันนั้นทำอาเวคอย่างรุนแรงให้แก่จิตใจได้ไม่แพ้กัน และการพนันยังแถมเก่งกว่า ตรงที่ทำให้ได้ติดต่อกันไปยืดยาวซ้ำซาก เพราะไม่ต้องพึ่งพาอวัยวะบางอย่างที่มีสมรรถภาพจำกัดดังที่กล่าวแล้ว การพนันจึงมีอยู่ในโลกได้ เพราะสามารถหล่อเลี้ยงปมเขื่องของคนอย่างรุนแรงดังกล่าวแล้วนั่นเอง
การคบคนชั่วเป็นมิตร นั้น ดูคล้ายกับว่าไม่เป็นความชั่วร้ายแรงจนถึงกับเป็นอาชญากรรมอันใด แต่ทางศาสนาถือว่าเป็นอบายมุขด้วย เพราะเหตุว่ามีผลร้ายทางจิตใจไม่แพ้ความชั่วอย่างอื่น ๆ และเป็นทางมาแห่งความชั่วอย่างอื่นทุกประการ คำว่า คนชั่ว ย่อมหมายถึงผู้ที่มีความประพฤติอันอาจสรุปได้ว่า "ผู้ที่เอาแต่การหล่อเลี้ยงปมเขื่องของตนเป็นสรณะ" โดยไม่มีการคำนึงถึงสิ่งใดว่าจะเป็นอย่างไร เอาแต่ให้ได้รสของการที่ปมเขื่องของตนได้รับการบำเรอทันใจ ก็ประเสริฐแล้ว การเข้าไปในดงของคนชั่วก็คือการเข้าไปในดงของสิ่ง หรือการหล่อเลี้ยงปมเขื่องโดยไม่ต้องสำนึกถึงสิ่งใด ผู้เข้าไปจึงตกหลุมได้ง่าย เนื่องจากมีทั้งคนและสิ่งที่จะคอยหล่อเลี้ยงปมเขื่องของตนอย่างไม่มีขีดคั่นนั่นเอง คนดีที่จะพลัดลงไปได้ ก็เนื่องจากทางนี้หาสิ่งที่หล่อเลี้ยงปมเขื่องของตน อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมได้ไม่ทันอกทันใจ หรือเผลอสติเพราะกลุ้มใจ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ล้วนแต่ปราศจากความอดทน และพวกคนชั่วทั้งหลายก็ล้วนแต่เตรียมที่จะหน่วงเอาคนดีลงไปเป็นพรรคพวก หรือเป็นกำลังของตน และคอยเอาอกเอาใจอยู่เสมอทุกโอกาส คนจึงติดแหล่งของคนชั่วได้ เพราะที่นั่นเตรียมพร้อมที่จะหล่อเลี้ยงปมเขื่องของคนอยู่ทุกขณะอย่างไม่มีขอบขีด คนชั่วมีเสน่ห์คือการหล่อเลี้ยงปมเขื่อง ซึ่งตรงกับความต้องการของสัญชาตญาณอย่างสัตว์ ซึ่งทุก ๆ คนมีและยากที่จะควบคุม ความเป็นพาลเกเรจึงมีอยู่ในโลกเนื่องจากเสน่ห์ของปีศาจแห่งปมเขื่องข้อนี้
การเกียจคร้านทำการงาน คือการที่เอาแต่จะให้ปมเขื่องได้รับการหล่อเลี้ยง โดยไม่ต้องทำอะไรให้เหนื่อยยากเป็นการแลกเปลี่ยนรสชาติอันนี้ยิ่งกว่ายาฝิ่น เมื่อใครเสพติดแล้วอาจเข้มแข็งพอที่จะอดทนต่อความขาดแคลนทุกประการ เอาแต่ให้ "ความเขื่อง" ของตนถูกหล่อเลี้ยงไว้ด้วย "การไม่ต้องทำอะไรที่เหน็ดเหนื่อย" สิ่งที่ไม่เคยทนได้จะกลายเป็นทนได้ความสยบอยู่ในรสของความที่ "เขื่องอยู่ได้โดยไม่ต้องทำอะไร" จะรุนแรงขนาดทนตากฝนได้ เพราะหลังคาโปร่งหมด หรืออะไรทำนองนั้น มีข้อที่จะต้องสังเกตในเรื่องนี้ก็คือว่า คนขี้เกียจเหล่านั้นมิได้เป็นพระอรหันต์ผู้หมดปมเขื่องหรือหมดความถือตัวหรือความเห็นแก่ตัวอะไรเลยก็หามิได้ แต่ปมเขื่องนั้น ไปเขื่องอยู่ในลักษณะอีกอย่างหนึ่ง ตามความเข้าใจของมันเอง คือไม่ยอมเสียอิสรภาพในการที่ต้องไปทนทำอะไรเพื่อแลกเอาความเขื่องชนิดที่บริสุทธิ์ยุติธรรมมา คนขี้เกียจจึงมีความเขื่องหรือกำลังใจพอที่จะประกอบอาชญากรรมทุกชนิด และทุกเมื่อ ตามแบบของความเขื่องชนิดนี้ และความขี้เกียจซึ่งเป็นปมเขื่องที่ไป "เบ่งตัวพองอยู่ในลักษณะอีกอย่างหนึ่ง" นั้นเอง ก็เป็นอาชญากรรมอยู่ในตัวเอง เพราะเป็นพืชแห่งการทำลาย ดุจเชื้อโรคที่ซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบ ๆ เช่น วัณโรค เป็นต้น ชนิดหนึ่ง และอาจเป็นอาชญากรรมสองซ้อน คือเป็นบ่อเกิดแห่งอาชญากรรมอื่นได้ทั่วไป เพราะ "ความติดฝิ่น" อันนั้น
การตีรันฟันแทง ในที่สุดนี้เราก็ข้ามมาถึงการตีรันฟันแทง ซึ่งเป็นที่สรุปของอาการแห่งอาชญากรรมทั้งหลาย ข้าพเจ้าอยากจะกล่าวเรื่องราวบางอย่าง แทรกลงในตอนนี้สักเล็กน้อย เนื่องจากข้าพเจ้าได้พิจารณาเห็นอย่างชัดเจนจนพอใจที่จะกล่าวว่า ปมเขื่องอีกนั่นเองเป็นมูลเหตันแท้จริงของการตีรันฟันแทง ในเมื่อข้าพเจ้าได้ไปเที่ยวดูงานชุมนุมชน อันถือว่าเป็นที่ ๆ จะต้องมีการประกอบอาชญากรรมตีรันฟันแทงเป็นประจำแห่งหนึ่ง ข้าพเจ้าคิดว่า ควรจะได้นำเรื่องที่ไปเห็นนั้น มาเล่าไว้ในที่นี้สักเล็กน้อย เพื่อความเข้าใจได้ชัดเจนและโดยง่ายแก่ท่านผู้อื่น และทั้งเรื่องที่เห็นมานี้ ยังแสดงเกี่ยวไปถึงความสำคัญของขนบธรรมเนียมประเพณีที่วางไว้เหมาะสม ว่าสามารถเป็นเครื่องป้องกันภัย อันเกิดจากสัญชาตญาณแห่งการรักษาปมเขื่อง ของชุมนุมชนตามชนบท ที่ยังจัดการศึกษาไม่ทั่วถึงนี้ได้อย่างดีเลิศเพียงใดด้วย ในสมัยที่เด็กหนุ่ม ๆ ยังเชื่อฟังคนเฒ่าคนแก่ (คือสมัยที่ล่วงมาแล้ว) นั้น อำนาจการปราบปมเขื่องของคนหนุ่ม ที่เราได้จากขนบธรรมเนียมประเพณีนั้น ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าอำนาจการปราบของกฎหมาย อย่างที่จะนำมาเปรียบกันไม่ได้เลย แต่ถึงแม้ในสมัยที่การดื่มสุราเป็นโรคระบาด เพราะรัฐบาลเป็นผู้ต้องการเร่งปริมาณการผลิตเสียเองนี้ อำนาจของขนบธรรมเนียมประเพณีที่กล่าวนี้ ก็ยังเป็นเครื่องกำราบพิษสงของการแสดงออกซึ่งปมเขื่อง อันมีสุราเป็นเครื่องหนุนส่งของคนหนุ่ม ทั้งที่ไร้การศึกษาไม่เพียงพอได้ไม่น้อยอยู่นั่นเอง
ชุมนุมชนที่ถือกันว่า จะต้องมีการประกอบอาชญากรรมแห่งการตีรันฟันแทงเป็นธรรมดาที่ว่านี้ก็คือ รอบอ่าวบ้านดอนในฤดูออกพรรษา ตามแม่น้ำลำคลองในขณะที่มีการแห่พระทางน้ำ และโดยเฉพาะที่ข้าพเจ้าไปดูมาด้วยตนเองนี้ ก็ที่บริเวณก้นอ่าวในเขตของไชยา ตอนที่ห่างไกลการศึกษากว่าตอนอื่นอยู่ตอนหนึ่ง ในปีนี้เองข้าพเจ้าเคยได้ยินได้ฟังมานานแล้วว่า ทุกคราวและทุกแห่งที่มีการสนุกสนานทางน้ำเช่นนี้ จะต้องมีการทะเลาะวิวาทชกต่อยตีรันฟันแทง จนกลายเป็นของธรรมดาไป ถึงกับเกิดเป็นคำพังเพยประจำถิ่นนั้น ๆ ในคราวเช่นนั้นว่า "ไม่ตีกันก็กร่อย ไม่สนุก" เมื่อยังไม่มีโอกาสไปเห็นด้วยตนเอง ก็ได้แต่นึกประหลาดใจอยู่ว่า ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ทั้งที่งานเช่นนั้นเป็นงานของพวกพุทธบริษัท และเกี่ยวกับศาสนาโดยตรง ครั้นได้ไปดูด้วยตนเองเมื่อไม่นานมานี้ ก็มีอะไรหลายอย่างที่สะดุดตาสะดุดใจเป็นเรื่องที่น่าศึกษาและแปลกดี ประชาชนในถิ่นรอบ ๆ อ่าวบ้านดอน โดยเฉพาะที่ไชยา แม้จะเป็นเลือดนักมวยมาแต่โบราณกาล ก็ยังรักประเพณีดึกดำบรรพ์อันนี้ของตนทั้งด้วยอำนาจศรัทธาในทางบุญกุศล และอำนาจการรักความสนุกสนานในทางน้ำ ซึ่งมีทั้งการแสดงฝีมือทางเรือใบเรือพายและการดื่มการกิน การเกี้ยวพาราสีและอื่น ๆ ทั้งที่ในย่านนี้มิใช่เป็นย่านชุมนุมหนาแน่น และมิใช่ศูนย์กลางของจังหวัดหรืออำเภอ ก็ยังมีเรือชนิดแจวพายตั้ง ๓-๔ ร้อยลำ เรือใบ ๒๐-๓๐ ลำ มีคนไปร่วมด้วยจำนวน ๓-๔ พัน ทั้งเด็กผู้ใหญ่ชายหญิง มีคนหนุ่มที่ถือเอาสุราเป็นสรณะนับจำนวนร้อย มีภิกษุสามเณรที่ประจำอยู่บนเรือที่ทรงพระพุทธรูป และเขานิมนต์ไปฉันอาหารตามประเพณีรวมกันหลายสิบรูป ทำให้ทะเลตอนก้นอ่าวนั้นดูระยับตาไปหมด ด้วยสีสรรต่าง ๆ กันและมีเสียงเซ็งแซ่ฟังไม่ได้ศัพท์ สังเกตดูแล้ว รู้สึกว่ามีส่วนที่เป็นผลดีในด้านศิลปะ วัฒนะธรรม สุขภาพอนามัยและอื่น ๆ อีกหลายอย่าง แต่ที่ข้าพเจ้าสนใจจะศึกษาและนำมาวินิจฉัยในที่นี้นั้น คือเรื่องชกต่อยตีรันฟันแทง จนได้ชื่อว่าเป็นของต้องมีประจำนั้นต่างหาก เพราะถ้าการชกต่อยตีรันฟันแทง มิได้เป็นประจำในงานของศาสนาเช่นนี้แล้ว ทำไมจะมีในงานอื่น ๆ อันไม่เกี่ยวกับศาสนาไม่ได้เล่า และอะไรเล่าที่เป็นมูลเหตุอันแท้จริงของความชั่วประเภทนี้ที่เราจะต้องหาทางแก้ไขกันในทางจิตใจ
การตีรันฟันแทงนั้น โดยธรรมชาติเป็นการแสดงออกวิธีหนึ่ง หรืออย่างหนึ่งของปมเขื่องที่มีประจำเป็นสัญชาตญาณของสัตว์ ดังที่เราทราบมาจากตอนต้น ๆ ของเรื่องนี้แล้ว ว่าถ้าขาดสัญชาตญาณอันนี้เสียแล้ว ชีวิตตามธรรมดาจะก้าวหน้าไปไม่ได้ หรือโลกจะวิวัฒน์ไปไม่ได้ เมื่อปมเขื่องของคนหนุ่ม ๆ ที่การศึกษาไม่เพียงพอเหล่านั้นแสดงออกไปทางอื่นไม่ได้ ก็ต้องแสดงออกมาทางชกต่อยตีรันฟันแทงเป็นธรรมดาในเมื่อโอกาสอำนวย ยิ่งเมื่อมีอำนาจของสุราเข้าสนับสนุนด้วยแล้ว การแสดงออกของปมเขื่องนั้น ก็จะเลยขอบเขตได้ง่ายยิ่งขึ้นต่อไปอีก การที่จะระงับการแสดงออกชนิดนี้ของปมเขื่อง ในกรณีอย่างนี้ โดยการป้องกันการดื่มสุราเสียนั้น ยังเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะรัฐบาลเองเป็นผู้ประสงค์จะเร่งปริมาณการผลิตสุราเสียเอง ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น แต่ถึงแม้จะป้องกันการดื่มสุราได้ ก็มิใช่ว่าจะระงับการแสดงออกของปมเขื่องโดยวิธีอันผิดทางของคนหนุ่ม ๆ ในเขตที่ยังจัดการศึกษาไม่ทั่วถึงนั้นได้ก็หาไม่ คืออำนาจของความรู้สึกที่ต้องการจะแสดงปมเขื่องของตนออกมา หรือรักษาปมเขื่องของตนไว้ให้ได้ตามความคิดของตนเท่านั้น แต่ถ้าหากมีธรรมะ หรือมีอะไรก็ตามที่อาจจะบรรเทาอวิชชาแห่งการรักษาปมเขื่อง หรือการแสดงออกซึ่งปมเขื่องให้เบาบางไปหรือหมดไปได้แล้ว สุราก็จะพลอยเป็นหมันไปเอง
เราจะต้องช่วยกันหาวิธีควบคุมสัญชาตญาณแห่งการปรารภนาจะแสดงปมเขื่อง ให้อยู่ในอำนาจหรือในขอบเขตที่ควรทำเท่าที่จะทำได้ และเราจะลองวินิจฉัยในตัวอย่างที่เล่ามานี้ดู คนหนุ่ม ๆ ๒๐-๓๐ คนเมาสุราแล้วทะเลาะวิวาทกันในวันนั้นเป็นกลุ่มใหญ่ ในระยะห่างขนาดที่จะมองเห็นได้และได้ยินเสียงไปจากศาลาที่ข้าพเจ้านั่งอยู่ ทะเลาะกันตั้งชั่วโมงใช้ไม้พายเป็นอาวุธ แต่แล้วไม่ปรากฏว่ามีใครศีรษะแตก มีบ้างเพียงหัวโน คนไหนอาละวาดรุนแรงเกินไป ก็มีเพื่อน ๆ หรือญาติ ๆ จับตัวกดลงไปในท้องเรือพาแยกไปส่งบ้าน ข้าพเจ้าได้เป็นแม้หญิงที่สูงอายุทำหน้าที่เช่นนี้ โดยจับคนหนุ่มที่ไม่ทราบว่าเป็นลูกหรือหลาน ลากจากในน้ำขึ้นขนเรือ กดไว้แน่นกับพื้นเรือแล้วบังคับคนที่แจวให้แจวกลับบ้าน ข้าพเจ้ายังได้ยินด้วยตนเอง ที่คนสูงอายุชั้นอุบาสกพูดว่า "ช่างหัวมันเถิด ริบเอามีดมาเสียก็แล้วกัน" แล้วมีก็ถูกริบเอามาจริง ๆ หลายเล่มมาอยู่กับคนแก่ ๆ บนศาลา คนเหล่านี้นั่งคุยกับข้าพเจ้าฟัง ในขณะที่ทางในน้ำวิวาทกันจนเรือล่มไปตาม ๆ กัน ที่กลัวก็ร้องวิ๊ดว๊าดกันไป แต่ข้าพเจ้ายังได้ยินเองได้เห็นเองอีก ที่ผู้หญิงอีกจำพวกหนึ่งที่อายุยังเยาว์ ๆ แต่จะมีเหย้าเรือนแล้วหรือยังไม่ทราบ ได้ตบมือและร้องว่า "เอา อ้ายตู๊ดเอา ๆ ๆ (ประโยค ๆ นี้ เป็นประโยคสำหรับใช้พูด เมื่อยุสุนัขให้กัดคนหรือสัตว์ประจำถิ่นนี้) อยู่ดังลั่น ยิ่งเมื่อมีใครกำลังวิ่งลุยน้ำเข้าไปยังกลุ่มที่กำลังวิวาท เพื่อช่วยสมทบพวกตัวก็ยิ่งได้ยินประโยคนี้ดังแจ้วขึ้นมา อีกพวกที่คอยช่วยป้องกันไม่ให้ทำอันตรายกันได้ถึงเลือดตกยางออกก็มีอยู่ไม่น้อย คู่วิวาทเองก็ยังมีสติหรือความรู้สึกรับผิดชอบอยู่บ้าง ในการที่จะไม่เป็นผู้ทำลงไปก่อนอย่างรุนแรง พวกที่เป็นเพื่อนหรือญาติก็คอยหน่วงเหนี่ยวขัดขวางด้วยวิธีต่าง ๆ กระทั่งด้วยวิธีตีน้ำให้เข้าตาคู่วิวาทจนพายหัก การวิวาทจริง ๆ ที่ไม่อาจเรียกได้ว่าเล่นละคร ยุติไปเองในเมื่อเวลาผ่านไปจนเสียงแห้งพูดไม่ได้ยินเลย เหนื่อยหอบและหนาวสั่นกันไปทุกคน และในที่สุดสร่างเมา ในบางปีที่ปรากฏว่ามีเลือดตกยางออกกันบ้าง ก็เชื่อว่ามีส่วนแห่งความพลาดพลั้งในการยั้งมือ หรือการขว้างปาจากที่ไกล มากกว่าเจตนาอันแท้จริง ผลที่แน่นอนก็คือพายชำรุดหมด ปากเรือบิ่น ของหายจมน้ำเมื่อเรือล่ม แต่คนไม่เป็นไร
ในการถามหามูลเหตุ มีหลายคนที่เชื่อโชคลาง เขาอธิบายแก่ข้าพเจ้าว่า เพราะผีหรือเทวดา เจ้าที่ เจ้าทะเลชอบอย่างนั้นจึงเป็นเรื่องที่ต้องมีประจำ ไม่ต้องไปนึกถึง ไม่ต้องคิดหาทางแก้ให้ป่วยการ บางคนเป็นเอามากถึงกับเชื่อว่า แม้พระพุทธรูปในเรือที่นำออกแห่ก็ชอบการตีรันฟันแทงเช่นนั้น นี้พวกหนึ่งฟังดูแล้วขันดี
แต่ถ้ายกเอาเรื่องของผีสางที่มองไม่เห็นตัวออกไปเสียแล้วเราจะพบว่า เป็นเพราะอำนาจแห่งสัญชาตญาณของสัตว์ ในการที่หล่อเลี้ยงรักษาปมเขื่องของตัว ด้วยการแสดงออกมาในที่ชุมนุมคนมาก ๆ มากกว่า เพราะเมื่อสอบถามดูอย่างถี่ถ้วนกระทั่งจากเจ้าตัวที่เป็นคู่ทะเลาะวิวาทเอง ก็ปรากฏว่าคนหนุ่ม ๆ เล่านั้น หามีเรื่องราวขุ่นข้องหมองใจอะไรต่อกันมากมาย จนถึงกับต้องฆ่าฟันกันไม่ แต่เป็นเพราะดื่มสุราเข้าไปบ้าง แล้วตึกสนุกคันมือคันปากยิ่งขึ้นเท่านั้นเอง จริงอยู่ แม้จะมีธรรมเนียมของคนหนุ่ม ๆ เหล่านี้ ที่ยังรักที่จะอวดอ้างตัวเป็นสุภาพบุรุษอยู่เหมือนกัน เมื่อเกิดโกรธกันในฤดูทำนาหรืออื่น ๆ ก็ร้องท้าฝากกันไว้ก่อนว่า "รอไว้พบกันที่ปากน้ำวันแห่พระออกพรรษา" หรือที่มีเลือดนักมายมากกว่านั้น ก็ท้ากันได้สูงขึ้นไปอีกว่า "ไว้พบกันบนเวทีมวยประจำปีที่วัดพระธาตุ" ดังนี้เป็นต้นก็ดี เรื่องก็ยังเป็นที่ปรากฏชัดว่า คู่วิวาทท้าทายนั่นหาได้เปิดฉากกันจริง ๆ ไม่ กลายเป็นคนอื่น ๆ ที่ไม่เคยท้าทายอะไรกันไว้เลย มีน้อยรายที่เปิดฉากกันจริง ๆ ดังที่ท้ากันไว้ แต่ก็มิได้ทำอะไรแก่กันมากกว่าคู่ที่ทำเพราะคนองปมเขื่องของตัว ส่วนมากก็คือคนหนุ่ม ๆ ทั่ว ๆ ไป ที่มีนิสัยชอบแสดง "ความเขื่อง" ตามอำนาจแห่งสัญชาตญาณเท่านั้น ที่ไม่เมาก็แกล้งทำให้เมา หรือให้เมามากขึ้น เพื่อจะได้พูดจาหรือวางท่าที "เขื่อง" ได้มาก ๆ ส่วนมากดื่มน้ำเมามาด้วยความประสงค์แต่เพียงว่าอย่าให้หน้าตาดู "ซีด" หรือ"จ๋อง" (ตามภาษาของเขา) เกินไป เผื่อจะพบคู่อาฆาตเข้า จึงเตรียมบำรุงจากบ้าน และเติมมาเรื่อย ๆ ตลอดทางที่นั่งเรือมา เพื่อให้มีความเขื่องไว้เผชิญหน้าศัตรูและก็มีอยู่ไม่น้อยที่ดื่มเพราความสนุกสนาน หรือความครึ้มใจอยู่ภายในของตนคนเดียว บางพวกดื่มด้วยเหตุผลของเขาเอง ว่าเป็นการสมควรแล้วที่คนหนุ่มจะต้องดื่มสุราในคราวที่จะหาความสนุกสนาน เพราะเพื่อน ๆ กันทำเช่นนั้น ทุกคนเคยเล่าเรียนรู้มาว่าศีลขาดเพราะดื่มสุรา แต่วันนี้ต้องยอมให้ศีลขาดเพื่อ "ความผึ่งผาย" ในวันนี้ ค่อยรักษาศีลแก้ตัวกันวันอื่น ปมเขื่องจนถึงขนาดเป็นความบ้าชนิดหนึ่ง บรรยากาศในที่นั่นในวันนั้นจึงเต็มไปด้วยความเขื่องชนิดผีสิง และผลก็คือ คนหนุ่ม ๆ เหล่านั้น ได้ระบายความเขื่องของตนที่คับอกมานานแล้ว ออกไปจนเป็นที่พอใจทุก ๆ คน นี่คือพิษสงของปมเขื่อง ของหมู่ชนที่การศึกษายังไม่เพียงพอ
เราจะมองเห็นได้ชัดเจนทีเดียวว่า ในหมู่ชนที่การศึกษายังไม่เพียงพอนั้น ขนบธรรมเนียมหรือประเพณีเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือความเชื่อในทางศาสนา เพราะว่าความมีใจเป็นนักกีฬาที่เหลืออยู่บ้างในขณะที่ทะเลาะวิวาทกันนั้น ก็เป็นผลเนื่องมาจากขนบธรรมเนียมที่ดี ที่อบรมเคยชินกันมาหลายชั่วบรรพบุรุษ ติดอยู่ในสันดานจนยากที่จะหมดไปได้ง่าย ๆ ด้วยการแทรกแซงของอารยธรรมแผนใหม่เช่น สุรา เป็นต้น คนหนุ่ม ๆ เหล่านั้นจึงยังมีความยับยั้งชั่งใจได้มากแม้ในขณะที่เมาสุรา ยังเคารพคนแก่ ยอมให้คนแก่ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ริบมีดหรือของมีคมมาเก็บไว้เสีย เป็นต้น ความเชื่อมั่นในทางศาสนายังมีเหลือ ถึงกับพยายามจะไม่ให้ประเจิดประเจ้อต่อหน้าภิกษุสามเณร เท่าที่จะหลีกเลี่ยงได้ มิฉะนั้นแล้วการตีรันฟันแทง จะเป็นไปรุนแรง โดยไม่มีอะไรเป็นเครื่องยับยั้งเสียเลย อีกประการหนึ่งซึ่งน่าสังเกตก็คือว่าปมเขื่องนั่นเอง มีลักษณะเป็นมีสองคม คือให้ทำดีก็ได้ ทำชั่วก็ได้ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น การที่คนเหล่านี้ทำอะไรลงไปก็เพราะต้องการจะเขื่อง มีความต้องการเขื่องเป็นทุนอยู่เสมอ จึงยังมีความรู้สึกกลัวความเสื่อมเสียได้อยู่ไม่น้อยจึงไม่ฆ่าฟันกันเหมือนคู่อาฆาตบาดหมางอันแท้จริง เพราะตนเองไม่มีความอาฆาตอะไรกันมาก่อน ที่ทำไปนั้นเป็นเพียงกำลังของสัญชาตญาณ ที่ต้องการแสดงความเขื่องล้วน ๆ
ชุมนุมคนมาก ๆ เป็นเวทีที่ยั่วให้มนุษย์ให้แสดงปมเขื่องอย่างใดอย่างหนึ่งของตนออกมา เมื่อคนไม่เมายังกล้าไม่พอ คนเมาก็ตะครุบชิงเอาโอกาสไปเสียก่อน เพราะอำนาจของสุราหนุนปมเขื่องของเขา ให้ล้นปรี่อยู่ตลอดเวลาแล้ว เมื่อคนเมาไม่มีอะไรที่จะเขื่องในทางที่ดีงามได้ ก็เขื่องไปตามประสาของคนเมา เพราะถึงแม้คนไม่เมาที่ไม่มีอะไรจะเขื่อง ก็ต้องเขื่องทางนี้อยู่เหมือนกันแล้ว ชุมนุมชนมาก ๆ เลยกลายเป็นที่ระเบิดออกของคนที่เมาปมเขื่องเป็นธรรมดาไป ยิ่งเมื่อเพศตรงข้ามมาปรากฏอยู่ด้วยจำนวนมากแล้ว ความเมาในปมเขื่องนั้นก็รุนแรงหนักเข้า จนการชกต่อยตีรันฟันแทงนั้นกลายเป็นของเล็กน้อย ไม่มีความหมายไปเลยทีเดียว คนเมาบางคนพยายามเก็บซ่อนความเมาของตัวอย่างน่าขบขัน เข้ามาหาข้าพเจ้าเพื่อขอโอกาสว่าอะไรให้ข้าพเจ้าฟัง ในเมื่อคนเมานอกนั้นหลบซ่อนไม่อยากให้พบเห็น นี่ก็เป็นเพราะอำนาจของปมเขื่องอีกทางหนึ่ง คือทางที่อยากจะแสดงความเป็นปราชญ์ แทนการเป็นนักเลงโต ที่ผลักดันให้เขากล้ามาเข้าหน้ากับข้าพเจ้าซึ่งเมื่อเขาไม่เมาขนาดนี้ เขาไม่กล้าเข้ามาเลย และทั้งเขารู้สึกว่าความสามารถที่เขาจะแสดงนั้น จะไม่ทำความพอใจให้แก่ข้าพเจ้าได้ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า สถานที่หรือโอกาสที่จะแสดงความเขื่องอะไร ๆ ออกมาได้นั้น เป็นเสน่ห์อย่างยิ่งแก่มนุษย์ผู้ที่กำลังเมาปมเขื่องของตน เสน่ห์นั้นนั่นเองเป็นต้นตอหรือทางมาแห่งการชกต่อยตีรันฟันแทงประเภทนี้ ซึ่งมีทั่วไปทุกหัวระแหง
ยังมีที่แปลกออกไปอีก โดยได้ยินว่าคนเมาคนเดียวกันนี้ขึ้นมาคอยหาโอกาสที่จะพบข้าพเจ้าอยู่นานแล้ว ตั้งแต่ข้าพเจ้ายังมาไม่ถึงที่นั่น เขาเซไปถูกสำรับกับข้าว ทำให้เจ้าของบันดาลโทสะทำอันตรายเอาเสียคราวหนึ่งแล้ว โดยเห็นเป็นการรุกล้ำหรือลูบคมกันเกินไป และไม่ยอมให้อภัยว่าเป็นคนเมา นี่ก็เหมือนกันคือเป็นผลแห่งการทะเยอทะยานจะแสดงปมเขื่องของตัว จนเป็นมูลเหตุแห่งความโกลาหล ถึงแม้เจ้าของสำรับหรือเจ้าภาพผู้จัดการก็เป็นอย่างเดียวกัน มีปมเขื่องเนื่องด้วยการกุศล ตั้งใจจะทำให้ดีที่สุด จึงบันดาลโทสะได้ง่ายด้วยปมเขื่องอันนั้นเองแม้จะมีเจตนาเป็นกุศล แต่ถ้าเป็นเรื่องของปมเขื่องแล้ว ยิ่งศรัทธามากก็ยิ่งบันดาลโทสะแรงมาก เพราะมิได้อิงอาศัยปัญญาซึ่งมีธรรมชาติรำงับปมเขื่อง แต่อาศัยความต้องการอันแรงกล้าของปมเขื่องเสียเอง ทายกทั้งหลายควรจะสำนึกถึงความจริงข้อนี้ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จึงจะสามารถทำให้การกุศลของตนเป็นไปด้วยดี คือเป็นกุศลชนิดแท้จริง ที่สามารถขูดเกลาปมเขื่องให้เบาบางลงไปจนหมดสิ้น ซึ่งเป็นความมุ่งหมายของพุทธศาสนา
สรุปความเฉพาะข้อนี้ว่า ชุมนุมชนยิ่งมากยิ่งยั่วการแสดงออกของปมเขื่องของคนเมา มากจนกระทั่งแสดงสิ่งที่ไม่สมควรแสดงออกมา เพราะไม่มีอะไรที่ดีกว่านั้นจะแสดง และข้อนี้เองเป็นมูลเหตุแห่งการชกต่อยตีรันฟันแทงประเภทธรรมดา นอกจากอำนาจกฎหมายแล้ว ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามดั้งเดิมรวมกันเข้ากับความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่มีเหลืออยู่ในใจบ้าง เพราะการอบรมมาดีเท่านั้น ที่จะป้องกันอันตรายอันเกิดจากการเมาปมเขื่องประเภทนี้ได้และมีผลดีกว่าอำนาจกฎหมาย ซึ่งปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ถูกรุมทำร้ายอย่างรุนแรงอยู่บ่อย ๆ เพราะการเข้าจับกุมนั้น เป็นการเข้าปะทะกับความบ้าคลั่งของปมเขื่อง อย่างจังหน้าเกินไป
เราจะต้องหาทางฟื้นฟูขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีเช่น การเคารพคนเฒ่าคนแก่กันใหม่ และมีการอบรมในด้านศาสนาให้ถูกทาง ให้คนเฒ่าคนแก่เป็นคนเฒ่าคนแก่ที่ถูกต้องด้วยกัน การให้การศึกษาชนิดที่ขัดเกลาความเห็นแก่ตัว อันลึกซึ้งไปเสียตั้งแต่วัยเด็ก เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในกรณีนี้ การศึกษาที่มีหลักเกณฑ์ความมุ่งหมายอย่างนี้เป็นการทำให้รูจักควบคุมปมเขือ่งของตัว หรือรู้จักใช้ปมเขื่องในวิถีทางอันถูกต้อง และเป็นการศึกษาที่เป็นมูลรากอันแท้จริงของศีลธรรมทั้งหลายทุกชนิด ทำให้มีศีลธรรมทุกชนิดได้โดยไม่ยากเลย ถ้าการศึกษาของโลกมีหลักสูตรเช่นว่านี้เป็นส่วนสำคัญ จะสามารถสร้างมนุษย์ชนิดที่จะอยู่กันเป็นผาสุกอย่างมนุษย์แท้ในอนาคตได้ โดยไม่ต้องสงสัย การศึกษาของโลกในสมัยปัจจุบัน มีแต่จะส่งเสริมปมเขื่องให้เตลิดไปโดยไม่รู้สึกตัว ทั้งแก่นักเรียนและครูผู้สอนเอง การศึกษาชนิดนั้น แม้จะนำความเจริญทางวัตถุมาให้เท่าใด ก็มีแต่จะยิ่งนำมาซึ่ง "การตีรันฟันแทงระหว่างชาติ" มากขึ้นเพียงนั้น
"การตีรันฟันแทงระหว่างชาติ" หรือมหาสงครามโลก มีอะไร ๆ เป็นอย่างเดียวกันกับการตีรันฟันแทงระหว่างบุคคล ดังที่กล่าวมาแล้วทุกประการ กล่าวคือ ถ้ามิใช่เพราะสัญชาตญาณแห่งการกอบโกยโดยตรง เพื่อเอาไปหล่อเลี้ยงปมเขื่องทุก ๆ ทางของตนโดยตรงแล้ว ก็ต้องเป็นเพราะความต้องการแสดงออกมาซึ่งปมเขื่องของตนอย่างรุนแรงนั่นเอง แม้การตีรันฟันแทงระหว่างชาติอันมีเกียรติที่เรียกกันว่าเพื่อรักษาความยุติธรรม หรือสันติภาพของโลกก็ตาม ก็ยังหาพ้นไปจากอุ้งมืออันเหนียวหนักของปีศาจแห่งปมเขื่อง อันเร้นลับนี้ไม่เลย แม้แต่หน่อยเดียว.
พุทธทาสภิกขุ โมกขพลาราม
สิงหาคม ๒๔๙๓
มหาวิทยามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ห้องเรียนสุราษฎร์ วัดพัฒนาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
สิ่งซึ่งเป็นมูลแห่งการกระทำทุกๆ สิ่งที่กล่าวนี้ก็คือ ความรู้สึกที่เป็นสัญชาตญาณชั้นต้นตอ๑ ที่เป็นความยึดถือว่า "ฉันเป็นฉัน" อันประจำอยู่ในสันดานสัตว์ทั้งหลายนั่นเอง ความรู้สึกยึดถือว่า "ฉันเป็นฉัน" อันประจำอยู่ในส่วนลึกของสันดานสัตว์ทั่วไปนี้ ถ้าเรียกอย่างบาลี ก็เรียกว่า อัสมิมานะ เป็นความยึดถือว่า ตัวมี ตัวเป็นอยู่กะเขาด้วยคนหนึ่ง และตัวมีความเด่นเป็นของตัว หรือต้องมีความเด่นเป็นของตัวอยู่กะเขาด้วยเหมือนกันอย่างเด็ดขาด
สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจต่อไปในข้อนี้ก็คือว่า ความยึดถือว่า "ฉันเป็นฉัน" นี้ จะต้องควบคุมกันอยู่ หรือเลยไปถึงความยึดถือที่ว่าตัวมีความเด่นอย่างมนุษย์คนหนึ่งหรือสัตว์ตัวหนึ่งเสมอไป อย่างที่จะแยกกันไม่ได้ ทำนองเดียวกับการเผาไหม้กับความร้อน เป็นสิ่งแยกจากกันไม่ได้ฉันใดก็ฉันนั้น แต่ว่าสัตว์นั้นไม่จำเป็นต้องมีความรู้ว่าความเด่นที่ถูกต้องนั้นคืออะไร ย่อมจะถือเอาความมีตัวของเขาเอง ตามความหมายหรือตามความรู้สึกของเขาเองว่า นั่นแหละคือความเด่นแห่งตัวเขา ที่เขาจะต้องมีอัสมิมานะหรือความรู้สึกที่เป็นสัญชาตญาณอันยึดถือว่า "ฉันเป็นฉัน" และ "ต้องมีตัวฉันเด่นอยู่" ซึ่งควบคู่กันอยู่นี้ ซึ่งบางทีก็เรียกอีกอย่างหนึ่งโดยถือเอาตามอาการที่แสดงออกว่า "อหังการ"๒ ก็ตาม นี้นับว่าเป็นรากฐานที่ควรถูกสมมติเรียกกันในภาษาจิตวิทยาว่า "ปมเขื่อง" หรือ Superiority๓ อันแท้จริง ในฐานะที่เป็นตัวประธานอันยิ่งใหญ่ จนรู้สึกว่าใหญ่กว่าสิ่งทั้งปวง หรือเป็นตัวแท้ของชีวิต ที่จะเบ่งตัวออกเป็นวิวัฒนาการต่างๆ ด้วยความทะเยอทะยานใฝ่สูง อัสมิมานะหรือความรู้สึกที่เป็นตัว "ปมเขื่อง" อันนี้เองที่เป็นมูลเหตุอันสำคัญชั้นรวบยอดของการทำความชั่ว การทำความดี หรือทั้งทำบุญและทำบาป แต่เป็นความตรงกันข้างจากการเข้าถึงพุทธธรรม หรือนิพพานโดยตรง๔ ฉะนั้นเราควรจะได้พิจารณากันถึง "คุณ" ของ "ปมเขื่อง" นี้โดยละเอียด เพื่อช่วยกันหาทางแก้ไขปัญหายุ่งยากของมนุษยชาติทั้งมวล เท่ามี่จะช่วยกันทำได้คนละไม้คนละมือ
อัสมิมานะ หรือ "ปมเขื่อง" นี้เป็นทั้งมูลเหตุ และเป็นทั้งปัจจัยเครื่องสนับสนุนจรรโลงใจอันแรงกล้าที่สุด ที่ทำให้สัตว์มีความยึดมั่น และพยายามรักษา "ความมีตัวตน" และ "ความเด่นของความมีตัว" หรือ "อหังการ" ไว้อย่างมั่นคง โดยไม่คำนึงถึงการรักษาของผู้อื่นบาง การกระทำอันนั้นก็กระทบผู้อื่น และเราเรียกกันว่า การทำชั่ว หรือทำบาป หรือการประกอบอาชญากรรม แล้วแต่กรณี แต่ถ้าเขามีความรู้ฉลาดอยู่ส่วนหนึ่ง ในการรักษาความมีตัวของเขา พอที่จะไม่ให้กระทบคนอื่นแล้ว การรักษาความมีตัว หรือความเด่นของเขา แม้เพื่อตัวเขาเองก็กลายเป็นความดี หรือเป็นการทำบุญกุศลไป ดังเราจะเห็นได้ในรายที่คนบางคน "ทำบุญ" จนหมดเนื้อหมดตัวในทางทรัพย์สมบัติ ก็เพื่อไปมีตัวหรือมีความเด่นของตัวอีกทางหนึ่ง เพราะอำนาจอัสมิมานะหรือด้วยอำนาจความดันของ "ปมเขื่อง" นี้ หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "อหังการ" หรือเลยไปถึง "มมังการ"๕ แล้วแต่กรณี (แต่แล้วก็ไม่พ้นจากการที่จะก่อให้เกิดปัญหายุ่งยากแก่สังคมอยู่ตามเคย) เมื่อสิ่งทั้งสองนี้คือทั้งทำชั่วและทำดีล้วนเกิดมาแต่ความผลักดันของความรู้สึกในปมเขื่องของเช่นนี้แล้ว ความมัวเมาในเรื่องทั้งสองนี้ก็มิได้เป็นได้เท่าๆ กัน มีความรุนแรงอย่างเดียวกันเพราะมาจากต้นตออันเดียวกัน กล่าวคือสัญชาตญาณแห่งการหล่อเลี้ยงรักษาปมเขื่องของตัวตน นั่นเอง
ส่วนในด้านตรงกันข้าม ก็คือการบรรเทาความรู้สึกดังกล่าวนั้นลงไปเสีย หรือถึงกับนำออกจากสันดานจนหมดสิ้น ไม่มีสัญชาตญาณในการยึดถือปมเขื่องเหลืออยู่ การทำเช่นนี้ เรียกตามโวหารพระศาสนาว่า "อสฺมิมานสฺส วินโย" เป็นการทำให้จิตไม่ตกอยู่ภายใต้ความเป็นทาสของการเลี้ยงรักษาปมเขื่องของตนไว้ จึงนำไปสู่ศานติอันแท้จริงหรือนิพพาน อย่างที่พระองค์ได้ตรัสไว้ว่า อสฺมิมานสฺส วินโย เอตํ เว ปรมํ สุขํ ซึ่งแปลว่า "การนำออกเสียได้ซึ่งอัสมิมานะนั่นเป็นความสุขอย่างยิ่งเว้ย" และบรมสุขในที่นี้ก็คือนิพพานนั่นเอง ฉะนั้นการไม่มีปมเขื่อง จึงอยู่เหนือความดีความชั่ว เหนือบุญเหนือบาป เหนือโลกทั้งปวงจึงได้เรียกว่า โลกุตตรธรรม หรือพุทธธรรมอันเป็นสิ่งที่ทำคนให้เป็นพระพุทธเจ้า ส่วนในทางตรงกันข้าม ความมีปมเขื่องก็คือ อวิชชาโดยตรงนั่นเอง จึงเป็นสิ่งที่อยู่คนละฝั่งกับนิพพาน หรือการไม่มีปมเขื่องอย่างกะฝั่งนี้กับฝั่งโน้น
ในตอนแรกนี้ สิ่งที่จะพิจารณากันก็คือปัญหาที่ว่า ปมเขื่องเป็นมูลเหตุอันสำคัญแห่งการประกอบอาชญากรรม หรืออกุศลกรรมทั้งหลายอย่างไร ส่วนข้อที่ว่า ปมเขื่องเป็นมูลเหตุแห่งการทำดี และข้อที่ว่า การไม่มีปมเขื่องเสียเลย เป็นสิ่งที่อยู่เหนือความดีและความชั่วโดยประการทั้งปวงอย่างไรนั้น ควรจะได้พิจารณากันในตอนหลัง
ในการที่จะพิจารณาในข้อที่ว่า ปมเขื่องเป็นมูลเหตุแห่งการประกอบกรรมชั่วอย่างไร โดยละเอียดนั้น เราจะต้องพิจารณากันไปตั้งแต่ "ปมเขื่อง" ชั้นต้นๆ ต่ำๆ ที่แสดงออกมาเป็นสัญชาตญาณของสัตว์ (Animal Instinct) ทั่วๆ ไปเสียก่อน เพื่อจะได้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า ปมเขื่อง นี้โดยชัดเจน และทำให้เข้าใจสิ่งที่เรียกว่า ความชั่ว โดยเฉพาะได้ง่ายเข้า
บรรดาสิ่งที่มีชีวิตเป็นรูปร่างชัดเจนแล้ว นับตั้งแต่ต้นไม้ขึ้นมาถึงสัตว์และคนตามลำดับ ล้วนแต่มีปมเขื่องหรืออัสมิมานะมาด้วยเสร็จทั้งนั้น จะต่างกันก็เพียงแต่สูงหรือต่ำกว่ากัน และที่ต่ำจนยากที่จะสังเกตได้ ก็คือของสิ่งทีชีวิตชั้นพืช แม้พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติวินัยปรับโทษภิกษุที่ฆ่าสัตว์และฆ่าพืชเท่ากัน และอย่างเดียวกัน เราไม่จำเป็นที่จะต้องอ้างข้อนี้ขึ้นยืนยันว่า สัตว์และพืช มีชีวิตและอัสมิมานะมาด้วยกัน เพราะเหตุว่าเรามีหนทางที่จะสังเกตเอาเองจากอากัปกิริยาของสิ่งนั้นๆ โดยการแสดงออกมาทางวัตถุหรือกิริยาท่าทางอยู่เพียงพอแล้ว
ต้นไม้มีอัสมิมานะ หรือความถือว่าตัวมีตัว หรือความปรารถนาในการมีความเด่นของตัว โดยแสดงออกมาทางการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด ดิ้นรนเพื่อสืบพันธุ์ ดิ้นรนหาอาหารและอื่นๆ ซึ่งสัญชาตญาณเหล่านี้เป็นเพียงสัญชาตญาณชั้นรอง หรือชั้นสองเท่านั้น ไม่เหมือนกับอัสมิมานะซึ่งควรจะจัดเป็น แม่แห่งสัญชาตญาณทั้งหลาย หรือจัดว่าเป็นตัวสัญชาตญาณแท้ เพราะว่าสัญชาตญาณรองๆ เหล่านั้น ออกมาจากอัสมิมานะ คือความรู้สึกว่าฉันเป็นฉัน หรือฉันมีตัวฉันนั่นเอง และความยึดถือใน "ตัวฉัน" นั่นแหละคือความรู้สึกที่เป็น "ปมเขื่อง" เมื่อความรู้สึกว่า ฉันมีตัวฉัน กับความยึดถือในตัวฉัน เป็นสิ่งที่แยกออกจากกันไม่ได้เพราะเป็นสิ่งเดียวกัน จึงเป็นการถูกต้องเพียงพอที่จะเรียกอัสมิมานะว่า ปมเขื่องของแต่ละชีวิต ที่ทำให้แต่ละชีวิต (แม้กระทั่งต้นไม้) ต่างมีความทะนงในความมีตัวของตัว และเป็นมูลเหตุแห่งวิวัฒนาการ หรืออีวอลิวชั่นของชีวิตนั้นๆ เรื่อยไปไม่สิ้นสุด
อัสมิมานะของสัตว์ ก็มีลักษณาการอย่างเดียวกับของพืช เป็นแต่ว่าสูงขึ้นมามากกว่า ชัดเจนกว่า แสดงออกเป็นผลมากกว่า เพราะเคลื่อนไหวได้โดยสะดวก เราจึงแลเห็นอาการแห่งปมเขื่อง หรือการหล่อเลี้ยงปมเขื่องของสัตว์ ได้ชัดเจนกว่าของพืช สัตว์ประเภทที่มีเลือดนักสู้รุนแรง เช่นปลาจำพวกปลากัด หรือไก่ประเภทไก่ชน เหล่านี้ล้วนแต่มีอัสมิมานะจัดยิ่งกว่าสัตว์ประเภทอื่น สัตว์ประเภทนี้จะแสดงปมเขื่อง หรืออัสมิมานะ ออกมารุนแรง ก่อนอายุขนาดที่มีความรู้สึกในการสืบพันธุ์ ลูกปลากัดพันธุ์แท้จะรู้จัก "วางโต" ตั้งแต่เมื่อตัวมันยังยาวเพียง ๕-๖ มิลลิเมตร เมื่อมีการแยกเลี้ยงเป็นรายตัว หรือแม้เลี้ยงรวมกลุ่มกันไว้แต่พวกขนาด ๕-๖ มิลลิเมตรด้วยกันในขวดแก้ว ลูกไก่อูจะวางท่าโตต่อกัน ตั้งแต่เมื่อเริ่มมีขนชุดที่ต่อมาจากชุดที่ออกมาจากไข่ ซึ่งนกกระจอกหนุ่มสาวก็ทำเช่นนี้ไม่เป็น ปลากัดหนุ่มที่เลี้ยงถึงที่ จะแสดงอาการวางโต แม้แก่มนุษย์ที่เพียงแต่เข้าไปมองดูเฉยๆ ใกล้ขวดโหล มันแสดงปมเขื่องหวงถิ่น มากกว่ามุ่งหมายจะต่อสู้หรือหวงคู่ สุนัขจะรี่เข้าวางโตต่อกันทุกแห่งที่ "เพียงแต่เห็นกัน" เหล่านี้ล้วนแต่เป็นอำนาจของอัสมิมานะ หรือปมเขื่องที่แสดงออกมารุนแรง จนถึงกับรู้สึกว่าการปรากฏตัวของอีกฝ่ายหนึ่งนั้น คือการลดปมเขื่องของตัว ฉะนั้น โดยไม่ต้องมีการบาดหมางกันมาก่อน ความรู้สึกที่เป็นไปในทางผลักดันหรือเหยียบย่ำ ก็เกิดขึ้นในใจของสัตว์เหล่านี้เสียแล้ว ด้วยเหตุสักว่าการปรากฏตัวของอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งความมีอัสมิมานะ ทำให้เกิดความรู้สึกว่า การปรากฏตัวนั้น กระทบกระเทือนปมเขื่องของตน นักเลงที่กำลังเมาปมเขื่องจึงอยากจะฆ่านักเลงอีกฝ่ายหนึ่ง ด้วยเหตุที่ว่ามาปรากฏตัวแก่สายตาของตนเท่านั้น โดยไม่ต้องมีเหตุผลอะไรมากกว่านี้ นี่คือผลของอัสมิมานะหรือปมเขื่องที่เป็นไปรุนแรงโดยไม่ต้องมีสุรา หรือเครื่องกระตุ้นอย่างใดเข้าช่วย ให้มากไปกว่าลำพังอำนาจแห่งสัญชาตญาณแห่งการยึดถือตัวตน กล่าวคืออัสมิมานะ นั่นเอง
อัสมิมานะของคนก็อย่างเดียวกับสัตว์ เป็นแต่รุนแรง และพิเศษแนบเนียนไปกว่านั้น เพราะมีความต้องการอย่างอื่นๆ หลายอย่างเข้ามาแทรกแซง ทั้งในทางสนับสนุนและขัดขวาง คนหรือสัตว์ก็ตาม ย่อมมีความรู้สึกยึดถือตัวตน เป็นรูปร่างแห่งความคิดอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่เสมอ แล้วแต่ระดับของจิตใจที่ผ่านสิ่งแวดล้อมหรือการศึกษาอบรมมาอย่างไร ความสำคัญว่า "ฉันเป็นฉัน" หรือ "ฉันมีตัวฉัน" นั้นคงมีอยู่เท่ากัน แต่ "รูปร่าง" แห่งตัวฉันนั้น ต่างชีวิตต่างก็มีของตัวเองแตกต่างกันไกล แต่ก็มีนามว่า "ตัวฉัน" เหมือนกันทั้งนั้น ฉะนั้น ทุกชีวิตจึงมีอัสมิมานะเต็มเปี่ยมด้วยกันทั้งนั้น ทั้งที่สิ่งที่เรียกว่า "ตัวฉัน" นั้นเป็นของลมๆ แล้งๆ ไม่มีตัวตนอะไรเลย
เมื่ออัสมิมานะมีก็คือปมเขื่องมี สัญชาตญาณแห่งการขยายพันธุ์ นั้นเป็นแต่เพียงความต้องการขยายตัวของปมเขื่องให้กว้างออกไป หรือสร้างตัวแทนช่วยกันแสดงความเขื่องเป็นวงกว้างออกไป กามารมณ์อันเนื่องด้วยการสืบพันธุ์ ก็เป็นเพียงความต้องการจะแสดงอำนาจบาตรใหญ่ ในทางตามใจตัวเองของปมเขื่อง ด้วยการให้ถูกบำเรอจากสิ่งแวดล้อม (แต่แล้วก็ต้องถูกลงโทษด้วยการต้องลำบากบางอย่าง) การรักลูกและเลี้ยงลูก คือความต้องการจะให้เป็นไปตามความต้องการในการที่จะเผยแพร่ความเขื่อง จึงไม่มีความรู้สึกว่าเสียความเขื่องไปในการต้องทนลำบากเพราะเหตุนี้ สัญชาตญาณแห่งการหาอาหารเป็นการแสดงอำนาจบาตรใหญ่ในทางหล่อเลี้ยงตัวเอง หรือความเขื่องของตัวเองด้วยการกินผู้อื่นหรือสิ่งอื่น เพราะความเห็นแก่ตัวของปมเขื่อง โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้อื่นจะถูกกิน สัญชาตญาณแห่งการป้องกันตัว โดยทางต่อสู้หรือหนีภัยก็ตาม เป็นการสงวนตัวเองของปมเขื่อง ถ้าในกรณีที่เห็นว่า ความเขื่องของตัวขึ้นอยู่กับผู้อื่น การต่อสู้อาจจะถึงกับสละชีวิตตัว เพื่อความอยู่ของผู้อื่นก็ได้ การต่อสู้ทั้งหมดทุกๆ อย่าง จึงถือความต้องการจะเขื่องของปมเขื่องทั้งสิ้น หรืออย่างน้อยก็เพื่อรักษาเอาความเขื่องไว้ที่ สัญชาตญาณแห่งการรุกรานเมื่อได้โอกาส มีความหมายทำนองเดียวกับสัญชาตญาณแห่งการสืบพันธุ์ ที่เนื่องด้วยกามารมณ์ กล่าวคือการแผ่อำนาจตามใจตัวเพื่อให้ถูกบำเรอ การรุกรานนั้นมิใช่เพื่อกามารมณ์ล้วนๆ แต่เพื่อสัญชาตญาณที่มีอำนาจแรงกล้า เป็นสมบัติประจำตัวของอัสมิมานะ หรือปมเขื่อง อาชญากรรมคือการรุกราน จึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย เหตุนี้เองชีวิตทุกชีวิตจึงมีปรกติสันดานไม่ชอบคู่แข่งขัน ที่แสดงตนออกมาด้วยอาการสักว่าปรากฏขึ้นในสายตา และมีความริษยาคู่แข่งขันเกิดขึ้นได้ด้วยเหตุเพียงสักว่าได้เห็นกันด้วยตาเท่านั้น และอาจจะเกลียดชัง แม้แก่คู่สืบพันธุ์ขึ้นมาได้ทันที ในเมื่อคู่สืบพันธุ์ฝ่ายหนึ่งทำตัวเป็นคู่แข่งขัน ทั้งนี้ด้วยอำนาจของ "ปมเขื่อง" หรืออัสมิมานะที่ต่างชีวิตต่างมีนั่นเอง
สำหรับสิ่งที่เรียกกันว่า "มิตรภาพ" นั้น เป็นเพียงความรู้สึกที่เกิดขึ้น ในเมื่อต่างฝ่ายต่างรู้สึกว่า ต่างฝ่ายต่างจะช่วยหล่อเลี้ยงปมเขื่องของกันและกัน เมื่อฝ่ายใดแสดงอาการผิดไปจากนี้ ความรู้สึกที่เป็นมิตรภาพของอีกฝ่ายหนึ่งจะหมดไปทันที แต่ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งยอมตัวลงไปเป็นผู้หล่อเลี้ยงปมเขื่องของอีกฝ่ายหนึ่ง ให้มากกว่าธรรมดา หรือมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่งให้มาแล้ว มิตรภาพของอีกฝ่ายหนึ่งก็จะทวีขึ้นจนกลายเป็น ความรัก หรือ ความเอ็นดูปรานี ไป เมื่อสุนัขตัวหนึ่งหมอบกรานเข้าไป แม้จะเป็นสุนัขพลัดถิ่นมา สุนัขอีกตัวหนึ่งก็ปรานีหรือยอมรับเป็นลูกน้อง สุนัขตัวเล็กหรือตัวเมีย ที่กล้าไปสัมผัสจมูกสุนักหัวโจกได้ ก็เพราะมันแน่ใจว่า สุนัขหัวโจกยอมรับรองในความมีปมเขื่องของมันด้วยเหมือนกันแล้ว เราจะเห็นได้ว่ากฎเหล่านี้เหมือนกันทั้งคนและสัตว์ แต่ที่มีในคนนั้น แนบเนียนกว่ามากมาย เพราะคนมีมารยามากกว่าสัตว์
ระดับปรกติของปมเขื่อง เมื่อคนใดหรือสัตว์ตัวใด ยังอาจมีความรู้สึกว่า ตนยังมี "ตัวตน" ของตน ตามความหมายของตนเต็มรูปไม่เว้าแหว่ง เราจะเรียกว่า ปมเขื่องของสัตว์ตัวนั้นยังอยู่เต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ตามความรู้สึกของสัตว์ตัวนั้นเองเป็นเกณฑ์ นี้จัดว่าเป็นระดับปรกติ พอมีผู้แข่งขันเข้ามาปรากฏในสายตาเท่านั้น มันจะรูสึกตามสัญชาตญาณว่า ปมเขื่องของมันถูกกระทบกระเทือน หรือลดต่ำกว่าระดับปรกติไปเสียแล้ว โดยการมีผู้ที่กล้ามายืนคู่ จึงมีความคิดต่อสู้ป้องกันหรือเบ่งปมเขื่องของตนเต็มที่ ยิ่งเมื่อมันเป็นฝ่ายแพ้ด้วยแล้ว ปมเขื่องของมันก็ลดลงไปอย่างน่าใจหาย เหลือน้อยมากจนมันรู้สึกหนาว หรือเป็น ปมด้อย
แต่ที่จริงนั้น ปมด้อยไม่มี มีแต่ปมเขื่องที่ลดตัวเองไปอยู่ในระดับต่ำ เช่นเดียวกับที่ตามความจริงนั้นในโลกนี้ความเย็นไม่มี มีแต่ความร้อนที่อยู่ในระดับต่างๆ กันเท่านั้น ซึ่งเรารู้กันอยู่แล้วว่าแม้ระดับที่หนาวเป็นน้ำแข็ง คือ ๐ องศาเซ็นติเกรดนั้น ก็ยังมีความร้อนอยู่ถึง ๓๑ องศาฟาเรนไฮต์ ซึ่งยังเป็นจุดที่อยู่สบายสำหรับสัตว์ที่อาศัยอยู่ตามขั้วโลกเหนือ ถ้าปราศจากความร้อนโดยสิ้นเชิงแล้ว สิ่งที่มีชีวิตต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกก็มีไม่ได้ สิ่งที่เรียกว่าปมด้อยก็เช่นเดียวกัน สิ่งที่เรียกว่าปมด้อยนั้น ที่แท้ก็คือปมเขื่องในระดับหนึ่งเท่านั้นเอง เพราะมันยังเอาไปใช้ข่มสัตว์ตัวอื่นที่รองๆ ลงไปได้อีกมากมายหลายชั้น ดังเราจะเห็นได้ในเมื่อเลี้ยงลูกสัตว์เล็กๆ รวมๆ กันมากๆ ปมด้อยหรือความหนาวจึงเป็นเพียงมายาที่เกิดขึ้น เพราะความเข้าใจเอาเองตามความรู้สึกของสัตว์นั้นๆ มีอาชญากรรมหรือแม้อกุศลกรรมตามหลักแห่งศาสนาอยู่ไม่น้อยราย ที่ผู้ทำทำลงไปโดยไม่มีความหมายอะไร นอกจากเป็นการชดเชยความลดปมเขื่อง หรืออัสมิมานะของตนเท่านั้นเอง
สิ่งที่จะกระตุ้นหรือตัดทอนปมเขื่องของสัตว์ตัวใดให้ทวีเลย ๑๐๐ ขึ้นไป หรือให้ลดต่ำลงกว่า ๑๐๐ ลงมานั้นย่อมมีได้ ทั้งจากธรรมชาติและจากที่มนุษย์ทำเอาเอง มีได้ทั้งทางวัตถุ และทางจิต มีได้ทั้งที่เกิดขึ้นภายในตัวเอง และที่มาจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวภายนอก และมีได้ทั้งโดยบังเอิญหรือโดยเจตนาของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ได้แก่ ภูมิประเทศ บ้านเรือนที่อยู่อาศัย เครื่องใช้สอย หยูกยา สุรายาเมา ความคิดนึก และสิ่งที่ยั่วให้คิดนึก โรคภัยไข้เจ็บความมั่งมีศรีสุข มิตร ศัตรู ปัญหาในครอบครัว ปัญหาของสังคม ฯลฯ
สิ่งสำคัญที่จะต้องสนใจเป็นพิเศษนั้น อยู่ที่กฎของธรรมชาติอันตายตัวที่ว่า เมื่อปมเขื่องของสัตว์ตัวใด ถูกกระทบกระเทือนทำให้เขารู้สึกว่ามันลดลงไปแล้ว เขาจะต้องหาสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาชดเชยหรือกลบเกลื่อน ด้วยอำนาจอะไรมากมายนัก แต่เป็นไปด้วยอำนาจแห่งสัญชาตญาณล้วน ๆ อย่างแรงกล้า ก็เป็นที่เกิดของอาชญากรรมใหญ่น้อยขึ้นได้แล้ว ชายหนุ่มพวกที่ได้รับการขนานนามว่าพวกอกหัก ก็คือผู้ที่ปมเขื่องของเขาถูกหญิงที่เขารักทำลายให้บี้แบนไป เมื่อเขาหมดทางที่จะเอาชนะหัวใจของหญิงผู้นั้นให้ได้จริง ๆ แล้ว เขาก็หาทางอื่นที่จะพยุงปมเขื่องของเขา สิ่งใดที่ทำให้ปมเขื่องกลับสูงขึ้นมาได้เขาก็จะต้องคว้าเอามาทันที และทำได้โดยไม่ต้องรู้สึกตัว เช่นใช้วัตถุเป็นเครื่องกระตุ้น ได้แก่ สุรา เขาจึงดื่มสุราโดยไม่มีความหมายอะไรที่ปรากฏชัดแก่เขา แต่ความจริงเป็นความต้องการอันแรงกล้าของสัญชาตญาณที่ต้องการจะชดเชยปมเขื่องที่ทรุดลงไป เราจึงได้เห็นคนเหล่านี้ดื่มสุราอย่างผิดประหลาด และไม่มีความหมายอะไรแก่ใครเลย นอกจากแก่สัญชาตญาณล้วน ๆ ที่นี้อีกทางหนึ่ง แทนที่เขาจะพยุงปมเขื่องของเขาให้กลับมาด้วยสุรา เขากลับกลบเกลื่อนความทรุดแห่งปมเขื่องของเขาด้วยการล้างชีวิตหญิงผู้นั้นเสีย เพราะเป็นมูลเหตุแห่งการทำให้ปมเขื่องของเขาลดลงไป เขาจึงไม่กลัวกฎหมาย หรืออำนาจของอะไรหมด เราจึงได้เห็นการฆ่าคนได้ง่าย ๆ เหมือนการตบยุงตัวหนึ่ง ก็ถ้าหากว่าในสัตดานสัตว์ปราศจากปมเขื่องหรืออัสมินานะดังว่านี้ แม้เพียงชั้นที่หยาบ ๆ นี้เท่านั้น ก็จะ "เป็นสุขอย่างยิ่งเว้ย" จริงหรือไม่ท่านอาจมองเห็นเอง
สิ่งที่พิเศษไปกว่านี้อีก ก็คือว่า สัญชาตญาณแห่งการชดเชยหรือกลบเกลื่อนการทรุดของปมเขื่องนี้ มีกำลังรุนแรงมาก ถึงกังทำอย่างไรเสียก็ต้องมีให้จนได้ เมื่อเอาโดยตรงไม่ได้ ก็เอาโดยอ้อมค้อมออกไป เราจึงได้เห็นอาการที่เมื่อสัตว์ตัวหนึ่ง ทำอะไรแก่สัตว์ตัวที่เขื่องกว่าตนไม่ได้ ก็หันไปไล่เบี้ยเอากับสัตว์ตัวที่เล็กกว่า ทั้งที่สัตว์ตัวนั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีความผิดอะไรเลย และแม้นี้ก็เป็นมูลเหตุแห่งการประกอบอาชญากรรมได้เท่ากัน เราจึงได้เห็นอาชญากรรมอันร้ายกาจที่ไม่มีความหมายอะไรแก่ใคร บางรายเกิดขึ้นอย่างไม่น่าจะเป็นได้ เพียงแต่สัตว์ตัวหนึ่งมาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าต่อตา ในขณะที่สัตว์อีกตัวหนึ่ง ถูกทำให้ปมเขื่องของเขาลดลงไปโดยอำนาจของอะไรก็ตาม เท่านี้เท่านี้ก็สามารถทำให้สัตว์ที่เพียงแต่มาปรากฏตัวอยู่เฉย ๆ นั้นถูกฆ่าตายก็ได้ คน ๆ หนึ่งอาจถูกตบหน้าหรือยิ่งกว่านั้นก็ได้ ด้วยเหตุที่เผอิญเขาแอบไปเห็นคนอีกคนหนึ่งทำการชะล้างอวัยวะหรือโรคที่เขาต้องการจะปกปิด และกลายเป็นอาชญากรรมได้ สัญชาตญาณแห่งการปกปิดความลดของปมเขื่องของสัตว์นั้น ๆ นี้เราเรียกกันว่า ความอาย และเป็นสัญชาตญาณที่มีอำนาจ พอที่จะเป็นมูลเหตุแห่งอาชญากรรมทั้งหลายได้เท่ากัน ผู้รักษาความยุติธรรมของกฎหมายควรจะเอาใจใส่ไว้เท่ากับมูลเหตุอันอื่น ๆ สุนัขตัวเล็ก ๆ อาจถูกสุนัขที่แพ้ตัวอื่นมาไล่เบี้ยแก้เก้อเอาเมื่อไรก็ได้ แม้แต่สุนัขก็ทำการแก้เก้อเป็นแล้ว ทำไมคนจะทำไม่เป็น แม้นี้ก็เป็นบ่อเกิดแห่งอาชญากรรม และการแก้เก้อเป็นสิ่งที่จะต้องมีได้ทุกเมื่อ ด้วยอำนาจแห่งสัญชาตญาณ กล่าวคือการชดเชยหรือกลบเกลื่อนการทรุดลงแห่งปมเขื่องของสัตว์นั่นเอง ถ้าจะสรุปเรียกสั้น ๆ ก็คือว่า นั่นแหละคือพิษสงของปมเขื่อง หรืออัสมิมานะ ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า "นำออกเสียได้ เป็นความสุขเว้ย"
ของมึนเมาทุกอย่าง เป็นสิ่งกระตุ้นและส่งเสริมปมเขื่องถ้ากล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความเมานั่นแหละคือการสูงขึ้นไปของปมเขื่องโดยวิธีหนึ่ง ธรรมดาของเมานั้นมีลักษณะเป็นสิ่งกระตุ้น (Stimulant) อยู่ตามธรรมชาติ แม้จะทำให้มีการลดต่ำกว่าระดับเดิมในตอนหลังก็ตาม แต่ในตอนแรกก็ได้ทำใหสูงจนเป็นที่พอใจแก่ผู้ที่เสพความครึ้มใจในเวลาเมา นั้นคือความรู้สึกว่าสูงในทางปมเขื่องของผู้นั้นหรือสัตว์ตัวนั้น และเป็นสิ่งที่อาจได้มาโดยง่ายด้วยราคาไม่กี่บาทกี่สตางค์ คนจึงหนุนปมเขื่องของตนเล่นด้วยของมึนเมา นับตั้งแต่บุหรี่ขึ้นไป จนถึงสุรายาฝิ่นถ้าหากของเมามิได้ทำให้เกิดความรู้สึกว่าสูงในทางปมเขื่องแล้ว จะไม่มีใครในโลกนี้เสพของมึนเมาเลย หรือของมึนเมาทำนองนี้จะเกิดขึ้นในโลกไม่ได้ เมื่อมุ่งถึงใจความแล้ว ของเมาก็คือของที่กระตุ้นปมเขื่องหรืออัสมิมานะโดยวิธีต่าง ๆ กัน
ของเมาที่เป็นวัตถุ ก็กระตุ้นทำให้เกิดผลทางระบบประสาทผ่านไปจนถึงความรู้สึกในใจว่า "ฉันโตขึ้น" แล้วก็ครึ้มใจหรือพอใจของเมาที่เป็นนามธรรม เช่น สรรเสริญ เกียรติยศ ชื่อเสียงเป็นต้น ก็กระตุ้นอย่างเดียวกัน ให้เกิดผลทำนองเดียวกัน แม้จะผิดแปลกกันโดยอาการ จึงทำให้คนกล้าลงทุนซื้อหามา เช่นนักการเมืองที่ลงทุนทุกอย่างเพื่อหาชื่อเสียงใส่ตน หรือนักผจญภัยสละชีวิตหาชื่อเสียงใส่ตน นี่คืออิทธิพลของของเมา สุรามีอยู่ทั่วไป และราคาไม่เท่าไร คนจึงดื่มสุราได้โดยง่าย เพื่อรสคือความครึ้มใจ (หรือความสูงของปมเขื่อง) ซึ่งเป็นรสที่ดึงดูดอยู่ไม่น้อยถ้าใครไม่มีทางได้มาซึ่งความสูงของปมเขื่อง โดยทางอื่นที่บริสุทธิ์และโดยง่าย ก็มักจะหันมาหาของเมา เช่นสุรา หนุนปมเขื่องของตนเล่นไปพลาง จนกระทั่งกลายเป็นนักดื่ม แท้จริงสิ่งที่จะหนุนปมเขื่องให้สูงโดยบริสุทธิ์ยุติธรรมนั้นก็มีอยู่มากมาย แต่ว่าล้วนแต่เป็นของยาก หรือได้ต่อนาน ๆ ไม่ทันใจของคนหนุ่มทั่ว ๆ ไป ที่ไร้การศึกษาหรือศีลธรรม จึงทนความยั่วยวนของของเมา ที่อาจให้รสความสูงของปมเขื่องได้ทันทีทันควัน โดยการเสียสตางค์นี้ไม่ได้ เราจึงได้เห็นคนกินเหล้ามากขึ้นทุกทีโดยเฉพาะตามชนบท ได้ลุกลามไปจนถึงผู้หญิงชาวนา ของเมามีเสน่ห์ในตัวมันเอง กล่าวคือการกระตุ้นความรู้สึกในด้านปมเขื่องดังกล่าวมานี้ จึงกลายเป็นนายคนได้และกินกันกระทั่งพวกเทวดา แต่แล้วความเมาในปมเขื่อง หรือความบ้าชนิดหนึ่งนั่นเอง๖ ได้เป็นทางมาแห่งอาชญากรรมต่าง ๆ ไม่ว่าความเมานั้นจะมาจากของเมาอย่างวัตถุเช่นสุรา หรือเมาอย่างนามธรรม เช่นเสียงสรรเสริญ ถ้าผู้ใดบังคับตัวไม่ได้ สิ่งเหล่านี้กระตุ้นได้เมื่อใดแล้ว ก็มีโอกาสที่จะประกอบอาชญากรรมได้ทั้งนั้น การกระตุ้นปมเขื่องให้สูงนั้น มีได้ทั้งอย่างโสมมและอย่างสะอาด ถ้าเป็นอย่างโสมมก็เรียกว่าทำชั่ว ถ้าทำอย่างสะอาด ก็กลับเรียกว่าทำดี
การเสพติด นั้นคือผลของการเคยชินในการลิ้มรสแห่งความฟูของปมเขื่อง ขณะที่ถูกหนุนให้สูงขึ้น แล้วแต่ว่าเขาจะได้ใช้สิ่งใดเป็นเครื่องหนุนปมเขื่องของเขาอยู่เป็นปรกติ ถ้าใช้สิ่งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมหนุน ก็ติดในรสของปมเขื่องที่ถูกหนุนอยู่ด้วยการทำดี แต่ในกรณีที่ไม่ได้ใช้ความดีหนุน ก็จะต้องติดในรสของปมเขื่องที่ถูกหนุนอยู่ด้วยของชั่ว เช่น สุรายาเมา เป็นธรรมดา ซึ่งมีมากมาย เพราะมีได้โดยง่ายทุกหัวระแหง ยิ่งเมื่อรัฐบาลแห่งประเทศนั้น ๆ เป็นผู้ต้องการเร่งปริมาณการผลิตสุราเสียเองแล้ว ของเหล่านี้ก็ใกล้มือยิ่งขึ้น การเสพติดในการหมุนปมเขื่อง ซึ่งเป็นความต้องการอันแรงกล้าอย่างหนึ่งของสัญชาตญาณโดยอาศัยของชั่ว จึงท่วมทันไปหมด เป็นการเพิ่มปริมาณของอาชญากรรมไปในตัว จนทำนบแห่งขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามก็กั้นไว้ไม่ไหว หรือพังทะลายหมดไป ๆ ความเคยชินหรือเสพติดจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนชนิดที่จะหลีกไม่ได้เพราะว่าของเมานั้นกระตุ้นในระยะแรก ๆ และทำให้มีการตกต่ำในระยะปลาย ๆ ออกไป จนทำให้รู้สึกไม่สบาย จนต้องเพิ่มใหม่หรือกระตุ้นใหม่อย่างนี้เรื่อยไป ๆ จนเป็นความเคยชินหรือเสพติด ซึ่งผู้ติดบุหรี่ หรือติดอะไร ๆ ก็ตาม ย่อมทราบความข้อนี้ได้ดี ของมึนเมามีเสน่ห์และมารยาดั่งนี้ จึงสามารถยึดหัวใจคนทั้งโลกไว้ได้ ให้มีความเมาอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างเป็นของประจำตัว ความเมาในด้านดี เราจะได้วินิจฉัยกันในตอนหลัง ๆ แต่เราต้องไม่ลืมว่าความเมานั้นคือ รสของปมเขื่อง ที่ถูกหนุนให้สูงขึ้นไปด้วยสิ่งใดสิ่งหนึ่งตามความต้องการของสัญชาตญาณซึ่งเมื่อไม่ได้ด้วยดี ก็ต้องเอาด้วยชั่ว หรือที่ใกล้ ๆ มือ และสิ่งใดที่ขัดขวางกระแสความต้องการของสัญชาตญาณแล้ว ย่อมเป็นมูลเหตุแห่งอาชญากรรมได้โดยง่ายทุกเมื่อ นั่นคือพิษสงของปมเขื่องหรืออัสมิมานะ
เด็ก ๆ แม้ที่เป็นขนาดจิ๋ว ก็มีอาการของปมเขื่องแสดงออกมาให้เห็นชัด และมีความต้องการอันแรงกล้าที่จะให้ปมเขื่องของตนปรากฏและถูกสนับสนุน เมื่อได้รับการสนับสนุนก็มีอาการเมาในรสของปมเขื่องที่ถูกสนันสนุนเหมือนกัน ถ้าเขาไม่หิวเกินไป เขาจะเพลิดเพลินในการที่ปมเขื่องของเขาถูกสนับสนุน ยิ่งกว่าที่จะนึกถึงอาหาร หรือถ้าปมเขื่องของเขาถูกกดลงไปในขณะที่เขากำลังกินอาหารเขาก็จะเลิกกินทันที ถ้ามีการแบ่งปันของไม่ยุติธรรมเขาจะขว้างทิ้งส่วนแบ่งของสิ่งที่เขาได้รับทันที แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นของที่เขาอยากได้ หรืออยากกินแทบจะขาดใจก็ตาม และแม้นี้ก็เป็นมูลเหตุแห่งอาชญากรรมได้ทุกเมื่อแม้แก่เด็ก ๆ โดยไม่ต้องกล่าวถึงผู้ใหญ่ ปมเขื่องของเด็ก ๆ รุ่นจิ๋ว แสดงออกมาทางการอยากเป็นเจ้าของ อยากทำลาย อยากทำเอง อยากอวดความสามารถ อยากสอนคนอื่น อยากได้ชื่อว่าตัวทำถูกเองโดยไม่ต้องมีใครมาสอน เด็กเล็ก ๆ จับตัวแมลงได้ ก็จะฆ่าให้ตาย เช่นเดียวกับลิง ซึ่งอันนี้เป็นสัญชาตญาณที่เป็นความต้องการของปมเขื่อง เมื่อได้ฆ่าสิ่งใดลงไปก็จะได้รสของการที่ปมเขื่องของตนสูงขึ้น ทำนอนเดียวกับการกระตุ้นด้วยของเมา สัญชาตญาณอย่างสัตว์หรือ Animal Instinct มีลักษณะเป็นอยู่อย่างนี้ตรงกันข้ามกับการมีศีลธรรมที่มนุษย์ต้องการ เราจึงต้องมีระบบสำหรับอบรมคนมาตั้งแต่แรกคลอด ถ้าปล่อยตามธรรมชาติ ผลจะเป็นอย่างไร ก็พอจะทายกันได้
เด็กยิ่งโตขึ้นมา ก็ยิ่งอยากไม่ให้ใครดุใครว่าหนักขึ้น มีเด็กจำนวนมากนึกด่าแช่งครูอยู่ในใจเมื่อถูกด่าหรือลงโทษ และมีเด็กจำนวนไม่น้อยจะทำวิธีการ "ใต้ดิน" กลั่นแกล้งหรือทำลายครูประจำชั้นของตนเอง ทุกขณะที่เขาโกรธขึ้นมาโดยเฉพาะในชนบทที่ประชาชนยังไร้การอบรม บิดามารดาเองเสียอีกที่สนับสนุนความต้องการของเด็กในเมื่อครูลงโทษลูก เด็กตามชนบทส่วนมากจะนั่งตากระปริบ ไม่ยอมตอบคำถาม เพราะอำนาจของสัญชาตญาณที่รู้สึกว่าการถูกถามนั้นเป็นการลดปมเขื่องของตัว ยิ่งการต้องตอบแล้ว ยิ่งลดมากลงไปอีก
คนโตจนกระทั่งบวชพระบวชเณร ก็ยังมีลักษณะดังกล่าวอยู่เต็มที่ ทำให้ลำบากอย่างยิ่งแก่การอบรมสั่งสอน เมื่อบีบบังคับหนักเข้า บางคนจะถึงกับก่ออาชญากรรมขึ้นในที่นั้นก็ได้ พระเณรที่มาจากเด็ก ๆ ที่ไม่เคยเข้าโรงเรียนหรือเข้าชนิดพอไปที จะมีลักษณะเช่นว่านี้มาก จนการบวชคราวหนึ่งของตนแทบจะไม่ได้รับประโยชน์อะไรคุ้มกัน คนประเภทนี้ไม่ยอมถามข้อที่ตนสงสัยกะครูบาอาจารย์ แม้ครูจะคะยั้นคะยอให้ถาม เพราะรู้สึกว่าการถามนั้น ทำให้ตนด้อยลงไป ยังมีพระเณรจำนวนไม่น้อย ที่อยากจะได้ความรู้จากเพื่อนหรืออาจารย์ แต่ไม่ยอมแสดงความประสงค์ซึ่งหน้าหรือร้องขอให้บอก เพราะปมเขื่องของตนจะลดลงไปด้วยการต้องลดตนลงเป็นอุปัฏฐากหรือเป็นหนี้บุญคุณ สู้แอบฟัง "ฟรี" ไม่ได้ แม้จะต้องคอยเก็บเล็กผสมน้อย ก็ยังเป็นการดีกว่าที่จะแสดงออกไปว่าตนไม่รู้อะไร และทั้งต้องการจะให้ยังคงเป็นความลับอยู่ว่า ตนรู้มาจากใคร เพื่อให้มีส่วนว่าตนคิดเอาเองหรือรู้เอง เราเรียกชื่อความรู้สึกอันนี้กันอย่างผิด ๆ ว่า ความละอายครู ความจริง ความกระด้างกระเดื่องทั้งหมดนี้ ทุกอย่างเป็นเพราะความต้องการของปมเขื่องหรือสัญชาตญาณแห่งความรู้สึกว่า "ฉันเป็นฉัน" หรืออัสมิมานะนั่นเอง เมื่อถูกบีบคั้นเข้าโดยไม่ถูกวิธีหรือไม่เหมาะกาลเทศะ ก็กลายเป็นทางเกิดของอาชญากรรมขึ้น ในวัดหรือโรงเรียน ได้ทุกเมื่อ ที่กล่าวนี้ เพื่อต้องการให้สังเกตถึงพิษสงของปมเขื่องเป็นพิเศษ ว่ามันเป็นสิ่งที่ได้ลงรากไว้ตั้งแต่แรกกำเนิด รอคอยเตรียมพร้อมสำหรับจะเป็นมูลเหตุแห่งอาชญากรรมทั้งหลายเรื่อย ๆ มา ด้วยอาการอย่างไร
คนหนุ่มคนสาว หรือสัตว์ที่ขึ้นถึงขีดเป็นหนุ่มเป็นสาวนั้น ความต้องการของปมเขื่องยิ่งรุนแรงหนักเข้า ในทางที่จะให้สิ่งแวดล้อมมาหล่อเลี้ยงหรือบำเรอความต้องการของตัว เพศผู้ต้องการให้ได้รับการบำเรอจากเพศเมียตามความใคร่ของตน ทางสัมผัสทุกอย่างที่จะทำการหล่อเลี้ยงได้ แม้เพศเมียก็มีความต้องการทำนองเดียวกัน จึงมีการผ่อนผันกันในการทำหน้าที่ตามที่ธรรมชาติบังคับมา และเราเรียกความต้องการชนิดนี้ของปมเขื่องว่า กามารมณ์ กามารมณ์ที่ถูกต้อง จึงเป็นการผ่อนผันประนีประนอม ยอมรับนับถือปมเขื่องของแต่ละฝ่ายเท่า ๆ กัน และช่วยหล่อเลี้ยงซึ่งกันและกัน ถ้าหากฝ่ายหนึ่งต้องทำไปเพราะการถูกบีบบังคับจนปมเขื่องลดตัวไป กามารมณ์ย่อมไม่มีแก่ฝ่ายนั้น เพราะฉะนั้นตัวสิ่งที่เรียกว่า "กามารมณ์แท้" นั้น ก็คือปมเขื่องที่ถูกสนับสนุนให้ได้ตามใจตัวเองถึงขีดสุดนั่นเอง หาใช่เพียงแต่รสชาติของการสัมผัสทางผิวกายไม่ ถ้าฝ่ายหนึ่งหยิ่งจองหองถือตัว ปราบปมเขื่องของฝ่ายหนึ่งราบลงไป กามารมณ์ก็มีไม่ได้ ลำพังการสัมผัส แม้จะมีรสชาติพิเศษเพียงใด ความรักกระจัดกระจายหมด เมื่อปมเขื่องของอีกฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายถูกกระทบกระเทือนจากกันและกัน ความรักทรงตัวอยู่ได้เมื่อปมเขื่องของฝ่ายนั้น ๆ ถูกหล่อเลี้ยงไว้เป็นอย่างสูง การเป็นทาสของความรัก มีความหมายตรงที่ต้องยอมหล่อเลี้ยงปมเขื่องของคู่รัก พอปมเขื่องถูกเหยียบย่ำ แม้จะรักกันอยู่อย่างไม่มีอะไรเปรียบก็จะทะเลาะวิวาทกันได้ในนาทีต่อมา สิ่งที่เรียกกันทั่ว ๆ ไปว่ากามารมณ์นั้น อยู่ใต้อำนาจความต้องการของปมเขื่องที่จะคงความเขื่องของมันไว้ หาใช่ปมเขื่องหรือ "อหังการ" นี้อยู่ใต้อำนาจของกามารมณ์ไม่ จึงเมื่อจะกล่าวให้ตรงตามที่เป็นจริง ก็ควรจะกล่าวว่า กามารมณ์ที่แท้นั้น ก็คือการที่ปมเขื่องได้แสดงความเขื่องออกไปในทางแสดงอำนาจบาตรใหญ่เพื่อตามใจตัวเอง ให้สิ่งแวดล้อมบำเรอตนจนถึงระดับสูงสุดต่างหาก การที่อวัยวะของคนหนุ่มสาวขยายตัวเต็มที่เพื่อกิจการอันนี้เมื่อถึงวัย ควรจะถูกเข้าใจว่า เพื่ออำนวยแก่การแสดงความเขื่องของปมเขื่องในฝ่ายนี้โดยตรง แทนที่จะเข้าใจว่า เพื่อรสของกามารมณ์โดยเฉพาะ จะถูกกว่าความลดของปมเขื่อง ย่อมหักห้ามกามารมณ์ได้ฉับพลันเสมอ เพราะฉะนั้น การขัดขวางทางกามารมณ์จึงได้แก่การขัดขวางปมเขื่องที่จะแสดงความเขื่อง และมีอำนาจรุนแรงในทางก่ออาชญากรรมได้ตามกรณี ปมเขื่องจึงเป็นตัวการหรือต้นเหตุแห่งอาชญากรรม แม้ในรายที่เกี่ยวกับกามารมณ์อยู่นั่นเอง หาใช่ลำพังรสชาติของกามารมณ์ล้วน ๆ ไม่ ถ้าเราเข้าใจกามารมณ์ถูกต้อง จะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ยังไม่มีน้ำหนักหรือความหมายเลย จนกว่าจะได้ลากเอาความต้องการจะแสดงความเขื่อง ของปมเขื่อง เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นักจิตวิทยาแห่งยุคปัจจุบันบางคณะวางกฎเกณฑ์ลงไปว่า การกระทำทุก ๆ อย่างของสัตว์ เนื่องมาจากกามารมณ์หรือมีกามารมณ์เป็นมูลเหตุอยู่ในส่วนลึกทั้งสิ้น๗ ข้อนี้โดยทั่ว ๆ ไปเราพอจะมองเห็นได้ว่ามีความจริงอยู่เป็นส่วนใหญ่ แต่กฎเกณฑ์อันนี้ย่อมนำไปใช้ไม่ได้กับสัตว์ประเภทที่ขึ้นถึงขีดพ้นอำนาจของกามารมณ์แล้ว แต่ยังมีอหังการมมังการเหลืออยู่ เช่น พวกพรหมเป็นต้น สัตว์ประเภทนี้ พ้นขาดจากฐานะที่ปมเขื่องของตนจะแสดงความเขื่องในทางให้ถูกบำเรอ ด้วยวัตถุแห่งกามารมณ์แต่ยังมีเหลืออยู่สำหรับหาความเขื่องในทางที่สูงขึ้นไปกว่านั้น สัตว์พวกนี้จึงถูกจัดไว้ในพวกสัตว์ชั้นสูง ๆ ขึ้นไปกว่ามนุษย์ธรรมดาหรือเทวดาธรรมดา
คู่ผัวตัวเมียอยู่กันไปได้ กระทั่งเป็นพ่อบ้านแม่เรือนนั้น หาใช่เพราะอำนาจแห่งกามารมณ์ไม่ แต่ที่อยู่กันไปได้ก็เพราะปมเขื่องของแต่ละฝ่ายได้รับความเอื้อเฟื้อจากแต่ละฝ่ายอยู่ แม้ในรายที่ภรรยาข่มสามีอย่างกะทาส ก็หาใช่เพราะสามีทนอยู่เพื่อเห็นแก่กามารมณ์ไม่ ปมเขื่องของสามีถูกลดไปในทางด้านนี้ แต่ต้องไปมีทางออกด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น ด้านสังคมเป็นต้น ซึ่งภรรยาใจร้ายนั้น คงไม่ได้ปิดเสียหมดทุกแง่ทุกมุมหรือแม้ที่สุดแต่การที่จะทนอดกลั้นเพื่อเห็นแก่ลูก ๆ หรือชื่อเสียงของครอบครัว ซึ่งเป็นภาระหน้าที่ของตนโดยตรง ซึ่งเป็นการหล่อเลี้ยงรักษาปมเขื่องในส่วนนี้เอาไว้ก็อยู่กันไปได้ ถ้าหากว่าฝ่ายภรรยาสามารถปิดได้หมดทุก ๆ ประตูจริง ๆ สามีจะต้องแยกออกไป หรือมิฉะนั้นก็ต้องตาย จะเป็นพระอรหันต์ผู้หมดปมเขื่องหรืออัสมิมานะอยู่ในครอบครัวไม่ได้ เพราะปมเขื่องหรืออัสมิมานะซึ่งสมบูรณ์เต็มที่นั้น คือชีวิตของปุถุชนจริง ๆ การทะเลาะวิวาทในครอบครัวเกิดขึ้นได้ เพราะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการปมเขื่องมากเกินไปบ้าง เพราะต้องการจะป้องกันปมเขื่องของตนบ้าง ครอบครัวที่ปราศจากการทะเลาะโดยสิ้นเชิง ก็คือครอบครัวที่แต่ละคนรู้จักควบคุมปมเขื่องของตน หาใช่เพราะเห็นแก่สินจ้าง เช่นกามารมณ์ เป็นต้นไม่ กามารมณ์ไม่อาจใช้เพื่อควบคุมความสงบเรียบร้อยของครอบครัว เพราะเป็นการต้องการขยายตัวของปมเขื่องที่ไม่มีขอบเขต แม้นี้ก็แสดงให้เห็นว่าอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในระหว่างผัวเมียในครอบครัว ก็มีมูลมาจากปมเขื่อง หรืออัสมิมานะ หรืออหังการอีกนั่นเองหาใช่ลำพังกามารมณ์ไม่
ลูกจ้างกับนายจ้างนั้น ตามปรกติลูกจ้างจะรู้สึกว่าตนเสียความสูงของปมเขื่องไป ตั้งแต่แรกเข้ามาเป็นลูกจ้างแล้วและเก็บอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ ทนทำงานเพื่อจะเอาค่าจ้างไปหล่อเลี้ยงปมเขื่องตนทางหนึ่งในเวลาอื่น ถ้านายจ้างสามารถทำให้เกิดโอกาสแก่ลูกจ้าง เพื่อมีโอกาสแสดงปมเขื่องของตนได้แม้จะในทางไหนก็ตาม จะดึงดูดให้เขาทำงานได้ดีกว่าเงินเดือนจะทำให้เขาซื่อตรงหรือรักใคร่นายจ้าง เพราะสิ่งนี้มันยกปมเขื่องของเขา ตรงกันข้ามกับเงินเดือนซึ่งกดปมเขื่องของเขา แต่การให้รางวัลพิเศษ หรือการขึ้นเงินเดือน อยู่ในจำพวกยกปมเขื่อง ในชนบทบ้านนอกที่ชาวบ้านสันโดษ มีกินมีใช้ไปตามธรรมชาตินั้น จ้างคนทำงานยาก แต่วานหรือขอแรงได้ง่าย ข้าพเจ้าได้ประสบปัญหาอันนี้มาด้วยตนเองแม้กระทั่งทุกวันนี้ ทั้งนี้เพราะการวานนั้น มันเป็นการเพิ่มปมเขื่องให้เขา การจ้างเป็นการลดปมเขื่องของเขา ลูกจ้างจะบันดาลโทสะเอานายจ้างเมื่อใดก็ได้ เพราะเขามีความลดปมเขื่องเป็นทุนอยู่ในใจ อันเป็นมูลเหตุแห่งการทำอาชญากรรมต่อนายจ้าง ลูกจ้างที่ทำงานเต็มที่ด้วยความบริสุทธิ์ใจนั้น มีแต่เมื่อนายจ้างแสดงความนับถือในปมเขื่องของเขาทางใดทางหนึ่งอยู่เสมอเท่านั้น นับตั้งแต่การวางตนเสมอ นับตั้งแต่การกินร่วมคุยร่วมเป็นต้นขึ้นไป ลำพังค่าจ้างอย่างเดียว ไม่ช่วยให้ลูกจ้างทำงานด้วยความมามารถทั้งหมดได้ เขาจะพยายามเอาเปรียบอยู่ทุกวิถีทาง การมอบหมายให้รับผิดชอบ การให้เป็นเจ้าหน้าที่ทดลองค้นคว้าหรือทำอะไรทำนองนี้ ส่งปมเขื่องของผู้ถูกใช้ให้เด่นลอย จนค่าจ้างกลายเป็นของไม่มีค่าไป ลูกจ้างนั้นจึงทำงานเกินค่าจ้างเกินเวลา และเกินอะไรทุก ๆ อย่าง นายจ้างจึงควรคิดค้นหาทางออกให้ปมเขื่องของลูกจ้างแสดงออกมาทางใดทางหนึ่งให้จนได้ จึงจะราบรื่น มิฉะนั้นแล้วก็เท่ากับเสี่ยงตนอยู่ใกล้กับอาชญากรรม ที่ลูกจ้างจะประกอบขึ้นเมื่อใดก็ได้ เพราะเขามีความลดของปมเขื่องอันเป็นทางเกิดแห่งอาชญากรรม เป็นทุนในใจอยู่ตลอดเวลา
ทาสและนักโทษนั้นเป็นอีกอย่างหนึ่ง ทาสเป็นผู้ที่ต้องมอบปมเขื่องของตัวไว้กับนาย ปมเขื่องของตน ตนยอมให้ลดเพื่อไปเพิ่มให้นาย ตนมีปมเขื่องที่ลดไปอยู่ในระดับหนึ่งก็พอใจแล้ว และยึดถือเอาเป็นระดับปรกติของตน นักโทษหรือผู้ต้องขังเพราะมีผิดในกรณีปรกตินั้น คือผู้ที่หวังการกลับมาของปมเขื่องในอนาคต ส่วนใหญ่ผิดจากทาสตรงที่ยังมีความคิดที่จะเอาคืนอยู่ทุกโอกาส เนื่องจากการไม่ยอมปล่อยนี่เอง เขาอาจบันดาลโทสะขึ้นมาเมื่อไรก็ได้ หลักการราชทัณฑ์ชนิดที่กดปมเขื่องของผู้ต้องขังอยู่ตลอดเวลานั้น ไม่มีทางที่จะให้นักโทษเหล่านั้นกลับนิสัยเป็นคนดีได้ เพราะฝืนความต้องการของสัญชาตญาณหรืออัสมิมานะ มีแต่จะทำให้อำหิตยิ่งขึ้นทุกที
เพื่อนบ้านเรือนเคียง อยู่กันไปได้ด้วยลักษณะอันเดียวกันกับคู่ผัวเมีย กล่าวคือต่างฝ่ายต่างช่วยเหลี้ยงปมเขื่องของกันและกัน ผิดกันแต่ว่าเป็นการหล่อเลี้ยงคนละระดับเท่านั้น ถ้าบ้านใดเกิดเด่นขึ้นมาเป็นพิเศษด้วยอะไรก็ตาม ควรจะหาวิธียกเพื่อนบ้านเรือนเคียงนั้นให้เด่นตามด้วย อย่างน้อยที่สุดก็ให้เกิดความรู้สึกว่าตนเป็นศรีสง่าของหมู่บ้านนี้ เพื่อแข่งขันกับหมู่บ้านอื่น และตนจะไม่ดูหมิ่นหรือทอดทิ้งเพื่อนบ้านของตนมิฉะนั้นแล้ว ก็จะเป็นทางให้เกิดอาชญากรรมเพราะการริษยาเนื่องจากการที่ปมเขื่องของหลาย ๆ บ้านได้ลดลงไป การริษยานั้น มิใช่เพียงแต่จะให้ความเด่นของบ้านที่เด่นนั้นลดลงมาอยู่ในระดับเดิม แต่จะเลยไปจนถึงอยากให้ล่มจมสูญหายไปเสียทีเดียว ลักษณะของความเป็นเพื่อนบ้านเรือนเคียง เป็นสิ่งที่หาไม่ได้ในเมืองที่รุ่งเรืองด้วยการแข่งขันยื้อแย้งกันอย่างตัวใครตัวมัน จะมีเหลืออยู่แต่ตามชนบทที่ธรรมชาติไม่เปิดโอกาสให้การแข่งขัน ยังจะต้องพึ่งพาอาศัยกันต่อไป แต่ละคนรู้สึกในทางที่จะรักษาปมเขื่องของหมู่บ้านนี้ ก็เป็นทางให้เกิดอาชญากรรมได้กว้างขวางไปตามส่วน เพราะอำนาจสัญชาตญาณการรักษาหมู่หรือ ปมเขื่องร่วม ความสัมพันธ์กันในทางบุญคุณ ของเพื่อนบ้านเช่นนี้ ยังเป็นไปในทางช่วยส่งเสริมปมเขื่องของกันและกัน ด้วยการจำต้องพึงพาอาศัยกัน ยังมีความเห็นแก่ตัวของปมเขื่องนั่นเองเป็นสมุฏฐาน ยังมิใช่ความรู้สึกของผู้ที่เป็นบุพการีหรือกตัญญูกตเวทีต่อกันและกันแท้ จึงยังอาจพลั้งเผลอบัลดาลโทสะขึ้นเมื่อใดก็ได้โดยง่าย ซึ่งทุกคนจะต้องสำรวมระวัง ความรักเพื่อนบ้านยังมิใช่เมตตากรุณา จึงยังไม่มีอำนาจพอที่จะหักห้ามการบันดาลโทสะหรืออะไรทำนองนั้น เหมือนความเมตตากรุณาแท้ เพื่อเป็นทางป้องกันอาชญากรรม เราจะต้องสำรวมระวังความสำคัญในทางบุญคุณกันนี้ อย่าอ้างขึ้นเพื่อเรียกร้องเอาจากกันโดยให้ฝ่ายหนึ่งเกรงใจตัวให้มากไป ส่วนความสัมพันธ์ทางบุญคุณที่บริสุทธิ์ เช่น ระหว่างบิดามารดากับบุตร เป็นต้นนั้น เป็นกตัญญูกตเวที หรือเมตตากรุณาที่บริสุทธิ์ ซึ่งสามารถบีบบังคับปมเขื่องของอีกฝ่ายหนึ่งได้มากกว่าอย่างมากมาย แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ก็ยังจำเป็นที่จะต้องสังวรไว้เหมือนกันว่า แม้จะอยู่ในขนาดที่เป็นกตัญญูกตเวทีบริสุทธิ์หรือเมตตาบริสุทธิ์แล้ว ก็ใช่ว่าจะสามารถบีบบังคับอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งยังคงมีปมเขื่องที่มิได้ควบคุม หรือควบคุมไว้มิได้ ได้โดยเด็ดขาดก็หาไม่ ยังคงเป็นทางมาแห่งอาชญากรรมได้ดีอยู่นั่นเอง เพียงแต่ว่าน้อยลงไปกว่า ทั้งนี้ก็เพราะว่า การรู้สึกตัวว่าเป็นหนี้บุญคุณเขานั้น เป็นการลดของปมเขื่องและตรงกันข้าม การรู้สึกตัวว่าตัวเป็นเจ้าหนี้บุญคุณเขานั้น เป็นการฟูของปมเขื่อง สัญชาตญาณเกี่ยวกับเรื่องนี้ย่อมจูงให้คนที่เป็นฝ่ายเป็นหนี้บุญคุณนั้น หาทางยกปมเขื่องของตัวที่ลดลงไปให้สูงขึ้นด้วยการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าไม่ได้ทางดีก็เอาทางร้าย ในทางดีเป็นเรื่องบุญกุศล ไว้กล่าวข้างหน้า ในทางร้ายก็คือ กลบเกลื่อนบุญคุณของผู้อื่นที่มีอยู่เหนือตนเสีย ด้วยกิริยาที่เรียกว่า เนรคุณ แต่ส่วนมากย่อมเป็นไปในระดับกลาง คือตอบแทนเสียเท่าที่จะไม่ให้ใครกาหน้าได้ว่า เป็นคนเอาเปรียบผู้อื่น อย่างที่เรียกกันว่า "หมูไปไก่มา" แม้อาการที่เรียกว่า "หมูไปไก่มา" นี้เกิดขึ้นได้ ก็ด้วยอำนาจของการรักษาเหลี่ยมของปมเขื่องของตนเองเป็นใหญ่ จึงยังมิใช่ธรรมะแท้ ส่วนการที่คนต้องตกเป็นหนี้บุญคุณด้วยความสมัครใจและไม่มีทางสู้นั้น เป็นเพราะตนต้องการอาศัยปมเขื่องของฝ่ายโน้น เป็นเครื่องยกปมเขื่องของตนขึ้น เพราะตนหมดความสามารถในกรณีพิเศษเช่นนั้นจริง ๆ เป็นการลงทุนด้วยปมเขื่องที่น้อยกว่า เพื่อหามาซึ่งปมเขื่องที่สูงกว่า ซึ่งเราเรียกกันว่าความสวามิภักดิ์ ดังเช่นที่พุทธบริษัทมีต่อพระพุทธเจ้า หรือศาสนิกเหล่าอื่นที่นับถือพระเป็นเจ้า มีต่อพระเป็นเจ้าของเขา เขาเห็นว่าการเป็นสาวก หรือการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระเป็นเจ้านั้น เป็น "ความเขื่อง" ที่เขื่องว่าปมเขื่องทั้งหมดที่เขากำลังมีอยู่ในบัดนี้ ดังนี้เราจะเห็นได้ว่าแม้ความยอมสวามิภักดิ์ ก็ไม่มีอะไรที่พ้นไปจากการแสวงหาหรือการรักษาปมเขื่องของตน อีกนั่นเอง.....
เมื่อได้วินิจฉัยกันถึงลักษณะของสิ่งที่เรียกกันว่า ปมเขื่องมามากพอที่จะเข้าใจหรือรู้จักสิ่ง ๆ นี้แล้ว เราจะได้พิจารณาพุ่งไปยังตัวสิ่งที่เรียกว่า อาชญากรรม หรืออกุศลกรรมโดยตรง คำว่า อาชญากรรม ในที่นี้ ข้าพเจ้าหมายถึงความผิดทุกอย่างที่สมควรจะได้รับโทษ เนื่องจากการทำผิดต่อสังคม และอกุศลกรรม นั้น หมายถึงการประพฤติผิดต่อตัวเองเป็นใหญ่แต่เพื่อจะให้เร็วเข้า จะรวมกล่าวไปเสียด้วยกันควบคู่กันไป
ในการผิดศีลห้าประการนั้น เราอาจแยกดูได้ดังต่อไปนี้
การฆ่าสัตว์ ที่เป็น การฆ่าเพื่อความสนุกมือ ก็คือความต้องการจะเขื่องของปมเขื่อง หรืออัสมิมานะที่จะรู้สึกว่า "ฉันเป็นฉัน" "แกไม่มีค่าอะไร" ทำนองเดียวกับลิงจับแมลงได้ก็บี้เล่นฉีกเล่น การฆ่าเพื่อเป็นอาหาร ก็เพื่อเลี้ยงปมเขื่องของตนไว้ด้วยการกินผู้อื่นดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ความเพ่งเล็งแต่ปมเขื่องของตนอย่างเดียว ได้ทำให้ไม่สำนึกถึงความมีตัวตนหรือมีปมเขื่องของผู้อื่น แม้ความอยากหรือความหิว ก็คือปมเขื่องที่กำลังเดือด ในกรณีที่เป็น การฆ่าฟันกันเพื่อชัยชนะในการรบพุ่งหรือต่อสู้นั้นย่อมแสดงชัดอยู่แล้ว ว่าเป็นความต้องการเขื่องของปมเขื่องโดยตรงโดยไม่มีสิ่งใดปน การฆ่าเพื่อป้องกันตัว คือการป้องกันปมเขื่องของตนดังที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งทางวัตถุ และทางนามธรรมคือป้องกันเกียรติ การฆ่าเพื่อป้องกันตัวจึงยังคงมีมูลมาจากปมเขื่องอยู่นั่นเอง แม้ที่สุดแต่การฆ่าเพราะถูกบังคับใช้ให้ทำ ก็มีมูลมาจากการป้องกันตัว หรือทำไปเพราะเห็นแก่ตัว การฆ่าเพื่อคนรัก ก็เพื่อให้คนรักคงหล่อเลี้ยงปมเขื่องของตนไว้ดังที่กล่าวแล้วในเรื่องกามารมณ์เราจึงเห็นได้ว่า อาชญากรรมคือการฆ่านั้นมาจากความต้องการของปมเขื่องโดยตรง
การลักขโมย ที่เป็น การลักเพื่อการแก้แค้น นั้น เป็นการต่อสู้ชนิดหนึ่ง เพื่อยกหรือป้องกันปมเขื่องของตนเช่นเดียวกับการฆ่าเพื่อต่อสู้หรือป้องกัน การลักเพื่ออาชีพ หรือเป็นอาหารนั้น เพราะความต้องการของปมเขื่องเช่นเดียวกับการฆ่าสัตว์เพื่อเป็นอาหาร การลักเพราะนิสัยสนุก ก็ทำนองเดียวกับการบำเรอปมเขื่องชองตน โดยไม่ต้องนึกถึงใครอื่น การลักเพราะขี้เกียจทำงาน จนกระทั่งความจนบังคับให้ลักนั้น ก็เพื่อเห็นแก่ปมเขื่อง เพราะที่จริงแล้ว ความขี้เกียจนั้นคือการสงวนปมเขื่องของคนเราโดยวิธีอันผิดทาง การลักเพราะถูกบังคับ ก็เพื่อให้สิ่งที่บังคับตน ช่วยหล่อเลี้ยงปมเขื่องของตนเช่นเดียวกับการฆ่าที่ทำไปเพื่อคนใดคนหนึ่งเหมือนกับการลักขโมยทุกประการ จึงมีมูลรากอันแท้จริงมาจากความต้องการของปมเขื่อง การทุจริตต่อหน้าที่หรืออื่น ๆ ที่เป็นการเบียดบังเอาประโยชน์มาหาตัวโดยไม่ชอบธรรม สงเคราะห์รวมเข้าในการลักทั้งสิ้น
การประพฤติผิดในกาม แทบทั้งหมด เป็นเพราะความต้องการของปมเขื่อง ในอันที่จะให้ตนได้รับการบำเรอจากสิ่งแวดล้อมโดยไม่มีขอบเขตจำกัด การประพฤติผิดในกามนี้มิได้หมายเฉพาะเรื่องเพศของผู้ใหญ่อย่างเดียว แม้เด็กเล็ก ๆ ที่ยังไม่มีความรู้สึกเรื่องเพศ ก็ต้องจัดให้มีเท่ากันคือ การล่วงเกินของรักของคนอื่น ด้วยการจับฉวยลูบคลำ เป็นต้น เช่น เด็กคนหนึ่งรักตุ๊กตา หรืออะไรของเขาก็ตามแม้ที่สุดแต่ดินสอ อย่างสุดใจ เด็กอีกคนหนึ่งต้องไม่ล่วงเกินด้วยการจับฉวย เป็นต้นซึ่งทำให้เด็กที่เป็นเจ้าของรู้สึกเช่นเดียวกับที่คนรู้สึกกันในเมื่อมีใครมาทำชู้ด้วยภรรยาของตน ฉะนั้นในการให้เด็กสมาทานศีลข้อที่สามนี้ แม้จะเป็นเด็กเล็ก ๆ ก็ต้องอธิบายความหมายแก่เขาเช่นนี้ คือ "ไม่ล่วงเกินในของรักของผู้อื่นทุกชนิด" การล่วงล้ำเข้าไปในเขตของรักของผู้อื่น ก็คือความต้องการของปมเขื่องที่ไหลไปเกินขอบเขต หรือไม่มีขอบเขต ในการที่จะแสดงความเขื่องของตน ด้วยการให้ตนได้รับการบำเรอโดยทุกทางส่วน การล่วงเกินเพราะการแก้แค้น หรืออะไรทำนองนั้น ย่อมเป็นเช่นเดียวกับการฆ่าเพื่อความแก้แค้น เป็นต้นดังกล่าวแล้ว นิสัยสันดานเจ้าชู้แต่กำเนิด ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการเมาปมเขื่อง ด้วยความสำคัญผิดขนาดเป็นโรคจิตชนิดหนึ่ง ความหน้ามืดในทางกามารมณ์ ที่เป็นอันตรายของสังคมอยู่บ่อย ๆ ก็คือความเดือดคลั่งของปมเขื่องในทางที่ต้องการให้ตัวมันเองได้รับการบำเรอ ตามธรรมชาติของปมเขื่องที่ต้องการให้ตัวมันเองได้รับการบำเรอ ตามธรรมชาติของปมเขื่องหากแต่ว่าในกรณีเช่นนี้ สูงถึงขนาดปราศจากความสำนึก
การพูดเท็จ นั้นคือการขโมยทางอ้อมด้วยวาจา หรือสิ่งที่ใช้แทนวาจา เช่นหนังสือ หรือท่าทาง เพื่อให้ประโยชน์นั้นตกมาเป็นของตนหรือพวกของตน ผิดจากนี้ไม่เป็นการพูดเท็จแม้ว่าจะพูดไม่เป็นจริง แม้ในกรณีที่พูดเท็จเพื่อล้างผลาญคู่ต่อสู้นั่นก็เพื่อให้ความฉิบหายของคู่ต่อสู้นั้น เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตนคือตนได้ชัยชนะโดยง่ายหรือโดยเร็วและตนหมดศัตรู ซึ่งนับว่าตนได้รับประโยชน์มากมาย ฉะนั้นการพูดเท็จจึงคือความต้องการของปมเขื่องโดยตรง ในการที่จะได้เขื่องเพราะเอาของผู้อื่นมาเพิ่มให้แก่ตน ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม การเล่านิทานโกหกก็เพื่อให้ตนได้เขื่องในทางนั้น จนใคร ๆ สู้ไม่ได้ อาชญากรรมคือการพูดเท็จ จึงมีมูลมาจากปมเขื่อง หรืออัสมิมานะโดยตรงอีกเหมือนกัน
การพูดคำหยาบ คือการแทงหรือยิงด้วยปาก ทุกกรณีมีมูลมาจากโทสะ การกล่าวคำหยาบหรือคำด่านั้นคือ "พิษ" ที่ปมเขื่องพ่นออกมา มันพ่นออกมาเพราะอีกฝ่ายหนึ่งเขาไม่ยอมหล่อเลี้ยงปมเขื่องของตนนั่นเอง ในบางกรณีก็ใช้ท่าทางแทนปาก แต่มูลเหตุก็เป็นอย่างเดียวกัน ในกรณีที่เป็นการรับใช้หรือรับจ้างด่า ก็เพราะจะเอาค่าจ้างมาเลี้ยงปมเขื่องของตัวหรือเห็นเป็นเกียรติ
การพูดส่อเสียด หรือการยุให้คนแตกสามัคคีกัน ย่อมหวังผลเช่นเดียวกับการพูดเท็จ แม้เป็นเพราะนิสัยสนุกก็ไม่พ้นจากการที่จะมีมูลมาจากการที่รู้สึกว่า คนอื่นพากันทรุดด้วยลงเท่าใด ตนก็จะเด่นขึ้นเพียงนั้น ทั้งหมดนั้นคือความเขื่องของตน
การพูดเพ้อเจ้อ จนเขาพากันรำคาญ หรือแม้ที่สุดแต่คนเขาชอบฟัง นี้ก็เพื่ออวดเก่งอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะเป็นความเขื่องที่ล้นไหลออกมาภายนอก โดยไร้เครื่องควบคุมด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง และเราเรียกกันว่าเป็นโรคชนิดหนึ่ง
การดื่มน้ำเมา เป็นการกระตุ้นความเขื่องโดยใช้วัตถุเป็นเครื่องช่วยดังกล่าวมาแล้วข้างต้น เพื่อผลคือ ความรู้สึกว่าตัว "เขื่อง" อย่างเดียว จนกระทั่งเสพติด คือติดในความรู้สึก "เขื่อง" นั่นเอง หรือมิฉะนั้นก็เป็นการยกปมด้อยของบุคคลที่หมดความสามารถจะยกขึ้นโดยทางอื่น ความเมาคือความรู้สึกว่า "เขื่อง" เมื่อ "เขื่อง" แล้วก็อยากจะทำอะไรตามใจตัวเองต่าง ๆ จนเป็นอาชญากรรมสองซ้อน
การเที่ยวกลางคืน คือความดิ้นรน หรือความเคยตัว ในการที่จะทำอะไรตามใจตัวของปมเขื่อง ในด้านกามารมณ์ เป็นทางมาแห่งความผิดสองซ้อน เนื่องจากกลางคืนเป็นเวลาว่า ที่ผู้มีความต้องการตรงกันจะออกแสวงหาโอกาสให้ความเขื่องของตนได้รับการบำเรอ ตลาดนัดพบก็ติดขึ้นเองโดยปราศจากการจัด ปมเขื่องมีอำนาจบันดาลความเป็นไปทางกามารมณ์ การเที่ยวกลางคืนเป็นเพียงอุปกรณ์ของกามารมณ์ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย จึงเป็นไปเพื่อปมเขื่อง หรือความเห็นแก่ตนเช่นเดียวกับการแสวงอย่างอื่น ๆ
การดูมหรสพ เป็นการทำให้ปมเขื่องได้รับ "รส" แห่งการกระตุ้นชนิดหนึ่ง ทำนองเดียวกับของมึนเมาเสพติดแม้ว่าจะเป็นมหรสพชวนโศก ก็ทำให้เกิด "การไหว" ทางใจ แก่ใจ เช่นเดียวกับเรื่องยั่วยวน ปมเขื่องต้องการให้มีอะไรไปทำให้ "ไหว" อยู่เสมอในทำนองเป็นการบำเรอขับกล่อม เรื่องของมหรสพ จึงเป็นเรื่องของปมเขื่องโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นมหรสพชนิดไหน มหรสพที่เป็นการศึกษานั้นแม้จะอยู่ในเกณฑ์ที่ได้รับการยกเว้น ก็ไม่วายที่จะเป็นการ "ขับกล่อม" บางชนิด ให้แก่ปมเขื่องอีกส่วนหนึ่ง ผู้ที่ไม่อยากเป็นทาสของผีที่มองไม่เห็นตัวควรจะได้รับการอบรมให้มีความเข้าใจในเรื่องนี้ตามควร
การเล่นการพนัน เป็นของที่มีเสน่ห์อย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นสิ่งเร้า "ความไหว" หรืออาเวคของจิต ยิ่งกว่าที่สิ่งอื่นใดจะทำให้ได้ในเวลาหรือการลงทุนที่เท่ากัน เมื่อการพนันกำลังดำเนินอยู่ในขั้นที่ยังไม่รู้ว่าแพ้หรือชนะ ได้หรือเสีย ย่อมกระตุ้นความไหวของจิตถึงขีดสุด ทำนองเดียวกับกามารมณ์ แต่ว่ายืดยาวไม่รู้สร่างยิ่งกว่ากามารมณ์ และอาจทำซ้ำ ๆ ได้ถี่และเร็วกว่ากามารมณ์ เพราะไม่ต้องเนื่องด้วยอวัยวะซึ่งมีสมรรถภาพจำกัด ผู้ที่มีสลากกินแบ่งรัฐบาลไว้ในครอบครอง ก่อนถึงวันออก ย่อมได้รับ "รส" ของการเร้าใจให้ไหวอย่างยิ่งเรื่อย ๆ ไปทั้งกลางวันและกลางคืน จนกว่าจะถึงวันออกฉลาก บางคนก็ไม่สนใจที่จะตรวจสอบจริงจังด้วยซ้ำไป เพราะได้รับรสของการเร้านั้นเพียงพอเสียแล้ว แต่แล้วก็ยินดีเพื่อจะซื้อใหม่อีก ครั้นถึงระยะที่การพนันนั้นแพ้ชนะเด็ดขาดกันไปแล้ว ในทันใดนั้นเอง ถ้าโอกาสอำนวย ก็จะเริ่มการพนันรอบต่อไปอีกด้วยความรู้สึกที่ร้อนแรงกว่า ดูคล้ายกับว่าเพื่อผลเป็นเงินเป็นทองที่ตนจะชนะและได้มา แต่ที่แท้นั้นเป็นด้วยอำนาจบันดาลของความต้องการของปมเขื่อง ที่จะต้องได้รับการกระตุ้นหรือการเร้าที่สูงกว่า มิฉะนั้นมันจะตกวูบลงไปถึงขนาดที่ทนไม่ได้ ซึ่งบันดาลอยู่ภายใต้ คนจึงถูกสิงด้วยผีการพนันซึ่งที่แท้คือผีของปมเขื่องโดยตรง เมื่อปมเขื่องได้รับการขับกล่อมด้วยการไหวกรืออาเวคที่สูงถึงขนาดนี้เสียแล้ว ต่อไปก็เป็นการยากที่จะเป็นปรกติหรือจะทนอยู่ได้ด้วยการขับกล่อมที่ต่ำกว่านั้น คือไม่ทำให้เกิดการไหวได้เท่านั้น คนจึงตกหลุมแห่งการพนัน คือความที่ปมเขื่องมีความเสพติดด้วยการขับกล่อมที่มีความโอชาถึงขนาดนั้นนั่นเอง ผีการพนันที่แท้ จึงมิใช่เพื่อผล คือเงินทองที่จะชนะและได้มาโดยตรง แต่เพื่อผลคือปมเขื่องได้รับ "การขับกล่อม" หรือกระตุ้นอย่างรุนแรง ดังที่กล่าวมาแล้ว ถ้าไม่มีเสน่ห์อันเร้นลับอันนี้ ผีการพนันก็จะต้องตายหมดไปจากโลกคือคนเกิดรู้สึกว่าการร่ำรวยด้วยการพนันนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้และพากันควบคุมตัวเองได้ เพราะไม่ถูกมนต์ของผีแห่งการพนันกล่าวคือ "การขับกล่อม" ชนิดที่มีเสน่ห์ร้อนแรงไม่แพ้กามารมณ์นั่นเลย เราต้องนึกซ้ำ ๆ กันลืมอีกครั้งหนึ่งว่า กามารมณ์กับการพนันนั้นทำอาเวคอย่างรุนแรงให้แก่จิตใจได้ไม่แพ้กัน และการพนันยังแถมเก่งกว่า ตรงที่ทำให้ได้ติดต่อกันไปยืดยาวซ้ำซาก เพราะไม่ต้องพึ่งพาอวัยวะบางอย่างที่มีสมรรถภาพจำกัดดังที่กล่าวแล้ว การพนันจึงมีอยู่ในโลกได้ เพราะสามารถหล่อเลี้ยงปมเขื่องของคนอย่างรุนแรงดังกล่าวแล้วนั่นเอง
การคบคนชั่วเป็นมิตร นั้น ดูคล้ายกับว่าไม่เป็นความชั่วร้ายแรงจนถึงกับเป็นอาชญากรรมอันใด แต่ทางศาสนาถือว่าเป็นอบายมุขด้วย เพราะเหตุว่ามีผลร้ายทางจิตใจไม่แพ้ความชั่วอย่างอื่น ๆ และเป็นทางมาแห่งความชั่วอย่างอื่นทุกประการ คำว่า คนชั่ว ย่อมหมายถึงผู้ที่มีความประพฤติอันอาจสรุปได้ว่า "ผู้ที่เอาแต่การหล่อเลี้ยงปมเขื่องของตนเป็นสรณะ" โดยไม่มีการคำนึงถึงสิ่งใดว่าจะเป็นอย่างไร เอาแต่ให้ได้รสของการที่ปมเขื่องของตนได้รับการบำเรอทันใจ ก็ประเสริฐแล้ว การเข้าไปในดงของคนชั่วก็คือการเข้าไปในดงของสิ่ง หรือการหล่อเลี้ยงปมเขื่องโดยไม่ต้องสำนึกถึงสิ่งใด ผู้เข้าไปจึงตกหลุมได้ง่าย เนื่องจากมีทั้งคนและสิ่งที่จะคอยหล่อเลี้ยงปมเขื่องของตนอย่างไม่มีขีดคั่นนั่นเอง คนดีที่จะพลัดลงไปได้ ก็เนื่องจากทางนี้หาสิ่งที่หล่อเลี้ยงปมเขื่องของตน อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมได้ไม่ทันอกทันใจ หรือเผลอสติเพราะกลุ้มใจ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ล้วนแต่ปราศจากความอดทน และพวกคนชั่วทั้งหลายก็ล้วนแต่เตรียมที่จะหน่วงเอาคนดีลงไปเป็นพรรคพวก หรือเป็นกำลังของตน และคอยเอาอกเอาใจอยู่เสมอทุกโอกาส คนจึงติดแหล่งของคนชั่วได้ เพราะที่นั่นเตรียมพร้อมที่จะหล่อเลี้ยงปมเขื่องของคนอยู่ทุกขณะอย่างไม่มีขอบขีด คนชั่วมีเสน่ห์คือการหล่อเลี้ยงปมเขื่อง ซึ่งตรงกับความต้องการของสัญชาตญาณอย่างสัตว์ ซึ่งทุก ๆ คนมีและยากที่จะควบคุม ความเป็นพาลเกเรจึงมีอยู่ในโลกเนื่องจากเสน่ห์ของปีศาจแห่งปมเขื่องข้อนี้
การเกียจคร้านทำการงาน คือการที่เอาแต่จะให้ปมเขื่องได้รับการหล่อเลี้ยง โดยไม่ต้องทำอะไรให้เหนื่อยยากเป็นการแลกเปลี่ยนรสชาติอันนี้ยิ่งกว่ายาฝิ่น เมื่อใครเสพติดแล้วอาจเข้มแข็งพอที่จะอดทนต่อความขาดแคลนทุกประการ เอาแต่ให้ "ความเขื่อง" ของตนถูกหล่อเลี้ยงไว้ด้วย "การไม่ต้องทำอะไรที่เหน็ดเหนื่อย" สิ่งที่ไม่เคยทนได้จะกลายเป็นทนได้ความสยบอยู่ในรสของความที่ "เขื่องอยู่ได้โดยไม่ต้องทำอะไร" จะรุนแรงขนาดทนตากฝนได้ เพราะหลังคาโปร่งหมด หรืออะไรทำนองนั้น มีข้อที่จะต้องสังเกตในเรื่องนี้ก็คือว่า คนขี้เกียจเหล่านั้นมิได้เป็นพระอรหันต์ผู้หมดปมเขื่องหรือหมดความถือตัวหรือความเห็นแก่ตัวอะไรเลยก็หามิได้ แต่ปมเขื่องนั้น ไปเขื่องอยู่ในลักษณะอีกอย่างหนึ่ง ตามความเข้าใจของมันเอง คือไม่ยอมเสียอิสรภาพในการที่ต้องไปทนทำอะไรเพื่อแลกเอาความเขื่องชนิดที่บริสุทธิ์ยุติธรรมมา คนขี้เกียจจึงมีความเขื่องหรือกำลังใจพอที่จะประกอบอาชญากรรมทุกชนิด และทุกเมื่อ ตามแบบของความเขื่องชนิดนี้ และความขี้เกียจซึ่งเป็นปมเขื่องที่ไป "เบ่งตัวพองอยู่ในลักษณะอีกอย่างหนึ่ง" นั้นเอง ก็เป็นอาชญากรรมอยู่ในตัวเอง เพราะเป็นพืชแห่งการทำลาย ดุจเชื้อโรคที่ซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบ ๆ เช่น วัณโรค เป็นต้น ชนิดหนึ่ง และอาจเป็นอาชญากรรมสองซ้อน คือเป็นบ่อเกิดแห่งอาชญากรรมอื่นได้ทั่วไป เพราะ "ความติดฝิ่น" อันนั้น
การตีรันฟันแทง ในที่สุดนี้เราก็ข้ามมาถึงการตีรันฟันแทง ซึ่งเป็นที่สรุปของอาการแห่งอาชญากรรมทั้งหลาย ข้าพเจ้าอยากจะกล่าวเรื่องราวบางอย่าง แทรกลงในตอนนี้สักเล็กน้อย เนื่องจากข้าพเจ้าได้พิจารณาเห็นอย่างชัดเจนจนพอใจที่จะกล่าวว่า ปมเขื่องอีกนั่นเองเป็นมูลเหตันแท้จริงของการตีรันฟันแทง ในเมื่อข้าพเจ้าได้ไปเที่ยวดูงานชุมนุมชน อันถือว่าเป็นที่ ๆ จะต้องมีการประกอบอาชญากรรมตีรันฟันแทงเป็นประจำแห่งหนึ่ง ข้าพเจ้าคิดว่า ควรจะได้นำเรื่องที่ไปเห็นนั้น มาเล่าไว้ในที่นี้สักเล็กน้อย เพื่อความเข้าใจได้ชัดเจนและโดยง่ายแก่ท่านผู้อื่น และทั้งเรื่องที่เห็นมานี้ ยังแสดงเกี่ยวไปถึงความสำคัญของขนบธรรมเนียมประเพณีที่วางไว้เหมาะสม ว่าสามารถเป็นเครื่องป้องกันภัย อันเกิดจากสัญชาตญาณแห่งการรักษาปมเขื่อง ของชุมนุมชนตามชนบท ที่ยังจัดการศึกษาไม่ทั่วถึงนี้ได้อย่างดีเลิศเพียงใดด้วย ในสมัยที่เด็กหนุ่ม ๆ ยังเชื่อฟังคนเฒ่าคนแก่ (คือสมัยที่ล่วงมาแล้ว) นั้น อำนาจการปราบปมเขื่องของคนหนุ่ม ที่เราได้จากขนบธรรมเนียมประเพณีนั้น ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าอำนาจการปราบของกฎหมาย อย่างที่จะนำมาเปรียบกันไม่ได้เลย แต่ถึงแม้ในสมัยที่การดื่มสุราเป็นโรคระบาด เพราะรัฐบาลเป็นผู้ต้องการเร่งปริมาณการผลิตเสียเองนี้ อำนาจของขนบธรรมเนียมประเพณีที่กล่าวนี้ ก็ยังเป็นเครื่องกำราบพิษสงของการแสดงออกซึ่งปมเขื่อง อันมีสุราเป็นเครื่องหนุนส่งของคนหนุ่ม ทั้งที่ไร้การศึกษาไม่เพียงพอได้ไม่น้อยอยู่นั่นเอง
ชุมนุมชนที่ถือกันว่า จะต้องมีการประกอบอาชญากรรมแห่งการตีรันฟันแทงเป็นธรรมดาที่ว่านี้ก็คือ รอบอ่าวบ้านดอนในฤดูออกพรรษา ตามแม่น้ำลำคลองในขณะที่มีการแห่พระทางน้ำ และโดยเฉพาะที่ข้าพเจ้าไปดูมาด้วยตนเองนี้ ก็ที่บริเวณก้นอ่าวในเขตของไชยา ตอนที่ห่างไกลการศึกษากว่าตอนอื่นอยู่ตอนหนึ่ง ในปีนี้เองข้าพเจ้าเคยได้ยินได้ฟังมานานแล้วว่า ทุกคราวและทุกแห่งที่มีการสนุกสนานทางน้ำเช่นนี้ จะต้องมีการทะเลาะวิวาทชกต่อยตีรันฟันแทง จนกลายเป็นของธรรมดาไป ถึงกับเกิดเป็นคำพังเพยประจำถิ่นนั้น ๆ ในคราวเช่นนั้นว่า "ไม่ตีกันก็กร่อย ไม่สนุก" เมื่อยังไม่มีโอกาสไปเห็นด้วยตนเอง ก็ได้แต่นึกประหลาดใจอยู่ว่า ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ทั้งที่งานเช่นนั้นเป็นงานของพวกพุทธบริษัท และเกี่ยวกับศาสนาโดยตรง ครั้นได้ไปดูด้วยตนเองเมื่อไม่นานมานี้ ก็มีอะไรหลายอย่างที่สะดุดตาสะดุดใจเป็นเรื่องที่น่าศึกษาและแปลกดี ประชาชนในถิ่นรอบ ๆ อ่าวบ้านดอน โดยเฉพาะที่ไชยา แม้จะเป็นเลือดนักมวยมาแต่โบราณกาล ก็ยังรักประเพณีดึกดำบรรพ์อันนี้ของตนทั้งด้วยอำนาจศรัทธาในทางบุญกุศล และอำนาจการรักความสนุกสนานในทางน้ำ ซึ่งมีทั้งการแสดงฝีมือทางเรือใบเรือพายและการดื่มการกิน การเกี้ยวพาราสีและอื่น ๆ ทั้งที่ในย่านนี้มิใช่เป็นย่านชุมนุมหนาแน่น และมิใช่ศูนย์กลางของจังหวัดหรืออำเภอ ก็ยังมีเรือชนิดแจวพายตั้ง ๓-๔ ร้อยลำ เรือใบ ๒๐-๓๐ ลำ มีคนไปร่วมด้วยจำนวน ๓-๔ พัน ทั้งเด็กผู้ใหญ่ชายหญิง มีคนหนุ่มที่ถือเอาสุราเป็นสรณะนับจำนวนร้อย มีภิกษุสามเณรที่ประจำอยู่บนเรือที่ทรงพระพุทธรูป และเขานิมนต์ไปฉันอาหารตามประเพณีรวมกันหลายสิบรูป ทำให้ทะเลตอนก้นอ่าวนั้นดูระยับตาไปหมด ด้วยสีสรรต่าง ๆ กันและมีเสียงเซ็งแซ่ฟังไม่ได้ศัพท์ สังเกตดูแล้ว รู้สึกว่ามีส่วนที่เป็นผลดีในด้านศิลปะ วัฒนะธรรม สุขภาพอนามัยและอื่น ๆ อีกหลายอย่าง แต่ที่ข้าพเจ้าสนใจจะศึกษาและนำมาวินิจฉัยในที่นี้นั้น คือเรื่องชกต่อยตีรันฟันแทง จนได้ชื่อว่าเป็นของต้องมีประจำนั้นต่างหาก เพราะถ้าการชกต่อยตีรันฟันแทง มิได้เป็นประจำในงานของศาสนาเช่นนี้แล้ว ทำไมจะมีในงานอื่น ๆ อันไม่เกี่ยวกับศาสนาไม่ได้เล่า และอะไรเล่าที่เป็นมูลเหตุอันแท้จริงของความชั่วประเภทนี้ที่เราจะต้องหาทางแก้ไขกันในทางจิตใจ
การตีรันฟันแทงนั้น โดยธรรมชาติเป็นการแสดงออกวิธีหนึ่ง หรืออย่างหนึ่งของปมเขื่องที่มีประจำเป็นสัญชาตญาณของสัตว์ ดังที่เราทราบมาจากตอนต้น ๆ ของเรื่องนี้แล้ว ว่าถ้าขาดสัญชาตญาณอันนี้เสียแล้ว ชีวิตตามธรรมดาจะก้าวหน้าไปไม่ได้ หรือโลกจะวิวัฒน์ไปไม่ได้ เมื่อปมเขื่องของคนหนุ่ม ๆ ที่การศึกษาไม่เพียงพอเหล่านั้นแสดงออกไปทางอื่นไม่ได้ ก็ต้องแสดงออกมาทางชกต่อยตีรันฟันแทงเป็นธรรมดาในเมื่อโอกาสอำนวย ยิ่งเมื่อมีอำนาจของสุราเข้าสนับสนุนด้วยแล้ว การแสดงออกของปมเขื่องนั้น ก็จะเลยขอบเขตได้ง่ายยิ่งขึ้นต่อไปอีก การที่จะระงับการแสดงออกชนิดนี้ของปมเขื่อง ในกรณีอย่างนี้ โดยการป้องกันการดื่มสุราเสียนั้น ยังเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะรัฐบาลเองเป็นผู้ประสงค์จะเร่งปริมาณการผลิตสุราเสียเอง ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น แต่ถึงแม้จะป้องกันการดื่มสุราได้ ก็มิใช่ว่าจะระงับการแสดงออกของปมเขื่องโดยวิธีอันผิดทางของคนหนุ่ม ๆ ในเขตที่ยังจัดการศึกษาไม่ทั่วถึงนั้นได้ก็หาไม่ คืออำนาจของความรู้สึกที่ต้องการจะแสดงปมเขื่องของตนออกมา หรือรักษาปมเขื่องของตนไว้ให้ได้ตามความคิดของตนเท่านั้น แต่ถ้าหากมีธรรมะ หรือมีอะไรก็ตามที่อาจจะบรรเทาอวิชชาแห่งการรักษาปมเขื่อง หรือการแสดงออกซึ่งปมเขื่องให้เบาบางไปหรือหมดไปได้แล้ว สุราก็จะพลอยเป็นหมันไปเอง
เราจะต้องช่วยกันหาวิธีควบคุมสัญชาตญาณแห่งการปรารภนาจะแสดงปมเขื่อง ให้อยู่ในอำนาจหรือในขอบเขตที่ควรทำเท่าที่จะทำได้ และเราจะลองวินิจฉัยในตัวอย่างที่เล่ามานี้ดู คนหนุ่ม ๆ ๒๐-๓๐ คนเมาสุราแล้วทะเลาะวิวาทกันในวันนั้นเป็นกลุ่มใหญ่ ในระยะห่างขนาดที่จะมองเห็นได้และได้ยินเสียงไปจากศาลาที่ข้าพเจ้านั่งอยู่ ทะเลาะกันตั้งชั่วโมงใช้ไม้พายเป็นอาวุธ แต่แล้วไม่ปรากฏว่ามีใครศีรษะแตก มีบ้างเพียงหัวโน คนไหนอาละวาดรุนแรงเกินไป ก็มีเพื่อน ๆ หรือญาติ ๆ จับตัวกดลงไปในท้องเรือพาแยกไปส่งบ้าน ข้าพเจ้าได้เป็นแม้หญิงที่สูงอายุทำหน้าที่เช่นนี้ โดยจับคนหนุ่มที่ไม่ทราบว่าเป็นลูกหรือหลาน ลากจากในน้ำขึ้นขนเรือ กดไว้แน่นกับพื้นเรือแล้วบังคับคนที่แจวให้แจวกลับบ้าน ข้าพเจ้ายังได้ยินด้วยตนเอง ที่คนสูงอายุชั้นอุบาสกพูดว่า "ช่างหัวมันเถิด ริบเอามีดมาเสียก็แล้วกัน" แล้วมีก็ถูกริบเอามาจริง ๆ หลายเล่มมาอยู่กับคนแก่ ๆ บนศาลา คนเหล่านี้นั่งคุยกับข้าพเจ้าฟัง ในขณะที่ทางในน้ำวิวาทกันจนเรือล่มไปตาม ๆ กัน ที่กลัวก็ร้องวิ๊ดว๊าดกันไป แต่ข้าพเจ้ายังได้ยินเองได้เห็นเองอีก ที่ผู้หญิงอีกจำพวกหนึ่งที่อายุยังเยาว์ ๆ แต่จะมีเหย้าเรือนแล้วหรือยังไม่ทราบ ได้ตบมือและร้องว่า "เอา อ้ายตู๊ดเอา ๆ ๆ (ประโยค ๆ นี้ เป็นประโยคสำหรับใช้พูด เมื่อยุสุนัขให้กัดคนหรือสัตว์ประจำถิ่นนี้) อยู่ดังลั่น ยิ่งเมื่อมีใครกำลังวิ่งลุยน้ำเข้าไปยังกลุ่มที่กำลังวิวาท เพื่อช่วยสมทบพวกตัวก็ยิ่งได้ยินประโยคนี้ดังแจ้วขึ้นมา อีกพวกที่คอยช่วยป้องกันไม่ให้ทำอันตรายกันได้ถึงเลือดตกยางออกก็มีอยู่ไม่น้อย คู่วิวาทเองก็ยังมีสติหรือความรู้สึกรับผิดชอบอยู่บ้าง ในการที่จะไม่เป็นผู้ทำลงไปก่อนอย่างรุนแรง พวกที่เป็นเพื่อนหรือญาติก็คอยหน่วงเหนี่ยวขัดขวางด้วยวิธีต่าง ๆ กระทั่งด้วยวิธีตีน้ำให้เข้าตาคู่วิวาทจนพายหัก การวิวาทจริง ๆ ที่ไม่อาจเรียกได้ว่าเล่นละคร ยุติไปเองในเมื่อเวลาผ่านไปจนเสียงแห้งพูดไม่ได้ยินเลย เหนื่อยหอบและหนาวสั่นกันไปทุกคน และในที่สุดสร่างเมา ในบางปีที่ปรากฏว่ามีเลือดตกยางออกกันบ้าง ก็เชื่อว่ามีส่วนแห่งความพลาดพลั้งในการยั้งมือ หรือการขว้างปาจากที่ไกล มากกว่าเจตนาอันแท้จริง ผลที่แน่นอนก็คือพายชำรุดหมด ปากเรือบิ่น ของหายจมน้ำเมื่อเรือล่ม แต่คนไม่เป็นไร
ในการถามหามูลเหตุ มีหลายคนที่เชื่อโชคลาง เขาอธิบายแก่ข้าพเจ้าว่า เพราะผีหรือเทวดา เจ้าที่ เจ้าทะเลชอบอย่างนั้นจึงเป็นเรื่องที่ต้องมีประจำ ไม่ต้องไปนึกถึง ไม่ต้องคิดหาทางแก้ให้ป่วยการ บางคนเป็นเอามากถึงกับเชื่อว่า แม้พระพุทธรูปในเรือที่นำออกแห่ก็ชอบการตีรันฟันแทงเช่นนั้น นี้พวกหนึ่งฟังดูแล้วขันดี
แต่ถ้ายกเอาเรื่องของผีสางที่มองไม่เห็นตัวออกไปเสียแล้วเราจะพบว่า เป็นเพราะอำนาจแห่งสัญชาตญาณของสัตว์ ในการที่หล่อเลี้ยงรักษาปมเขื่องของตัว ด้วยการแสดงออกมาในที่ชุมนุมคนมาก ๆ มากกว่า เพราะเมื่อสอบถามดูอย่างถี่ถ้วนกระทั่งจากเจ้าตัวที่เป็นคู่ทะเลาะวิวาทเอง ก็ปรากฏว่าคนหนุ่ม ๆ เล่านั้น หามีเรื่องราวขุ่นข้องหมองใจอะไรต่อกันมากมาย จนถึงกับต้องฆ่าฟันกันไม่ แต่เป็นเพราะดื่มสุราเข้าไปบ้าง แล้วตึกสนุกคันมือคันปากยิ่งขึ้นเท่านั้นเอง จริงอยู่ แม้จะมีธรรมเนียมของคนหนุ่ม ๆ เหล่านี้ ที่ยังรักที่จะอวดอ้างตัวเป็นสุภาพบุรุษอยู่เหมือนกัน เมื่อเกิดโกรธกันในฤดูทำนาหรืออื่น ๆ ก็ร้องท้าฝากกันไว้ก่อนว่า "รอไว้พบกันที่ปากน้ำวันแห่พระออกพรรษา" หรือที่มีเลือดนักมายมากกว่านั้น ก็ท้ากันได้สูงขึ้นไปอีกว่า "ไว้พบกันบนเวทีมวยประจำปีที่วัดพระธาตุ" ดังนี้เป็นต้นก็ดี เรื่องก็ยังเป็นที่ปรากฏชัดว่า คู่วิวาทท้าทายนั่นหาได้เปิดฉากกันจริง ๆ ไม่ กลายเป็นคนอื่น ๆ ที่ไม่เคยท้าทายอะไรกันไว้เลย มีน้อยรายที่เปิดฉากกันจริง ๆ ดังที่ท้ากันไว้ แต่ก็มิได้ทำอะไรแก่กันมากกว่าคู่ที่ทำเพราะคนองปมเขื่องของตัว ส่วนมากก็คือคนหนุ่ม ๆ ทั่ว ๆ ไป ที่มีนิสัยชอบแสดง "ความเขื่อง" ตามอำนาจแห่งสัญชาตญาณเท่านั้น ที่ไม่เมาก็แกล้งทำให้เมา หรือให้เมามากขึ้น เพื่อจะได้พูดจาหรือวางท่าที "เขื่อง" ได้มาก ๆ ส่วนมากดื่มน้ำเมามาด้วยความประสงค์แต่เพียงว่าอย่าให้หน้าตาดู "ซีด" หรือ"จ๋อง" (ตามภาษาของเขา) เกินไป เผื่อจะพบคู่อาฆาตเข้า จึงเตรียมบำรุงจากบ้าน และเติมมาเรื่อย ๆ ตลอดทางที่นั่งเรือมา เพื่อให้มีความเขื่องไว้เผชิญหน้าศัตรูและก็มีอยู่ไม่น้อยที่ดื่มเพราความสนุกสนาน หรือความครึ้มใจอยู่ภายในของตนคนเดียว บางพวกดื่มด้วยเหตุผลของเขาเอง ว่าเป็นการสมควรแล้วที่คนหนุ่มจะต้องดื่มสุราในคราวที่จะหาความสนุกสนาน เพราะเพื่อน ๆ กันทำเช่นนั้น ทุกคนเคยเล่าเรียนรู้มาว่าศีลขาดเพราะดื่มสุรา แต่วันนี้ต้องยอมให้ศีลขาดเพื่อ "ความผึ่งผาย" ในวันนี้ ค่อยรักษาศีลแก้ตัวกันวันอื่น ปมเขื่องจนถึงขนาดเป็นความบ้าชนิดหนึ่ง บรรยากาศในที่นั่นในวันนั้นจึงเต็มไปด้วยความเขื่องชนิดผีสิง และผลก็คือ คนหนุ่ม ๆ เหล่านั้น ได้ระบายความเขื่องของตนที่คับอกมานานแล้ว ออกไปจนเป็นที่พอใจทุก ๆ คน นี่คือพิษสงของปมเขื่อง ของหมู่ชนที่การศึกษายังไม่เพียงพอ
เราจะมองเห็นได้ชัดเจนทีเดียวว่า ในหมู่ชนที่การศึกษายังไม่เพียงพอนั้น ขนบธรรมเนียมหรือประเพณีเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือความเชื่อในทางศาสนา เพราะว่าความมีใจเป็นนักกีฬาที่เหลืออยู่บ้างในขณะที่ทะเลาะวิวาทกันนั้น ก็เป็นผลเนื่องมาจากขนบธรรมเนียมที่ดี ที่อบรมเคยชินกันมาหลายชั่วบรรพบุรุษ ติดอยู่ในสันดานจนยากที่จะหมดไปได้ง่าย ๆ ด้วยการแทรกแซงของอารยธรรมแผนใหม่เช่น สุรา เป็นต้น คนหนุ่ม ๆ เหล่านั้นจึงยังมีความยับยั้งชั่งใจได้มากแม้ในขณะที่เมาสุรา ยังเคารพคนแก่ ยอมให้คนแก่ทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ริบมีดหรือของมีคมมาเก็บไว้เสีย เป็นต้น ความเชื่อมั่นในทางศาสนายังมีเหลือ ถึงกับพยายามจะไม่ให้ประเจิดประเจ้อต่อหน้าภิกษุสามเณร เท่าที่จะหลีกเลี่ยงได้ มิฉะนั้นแล้วการตีรันฟันแทง จะเป็นไปรุนแรง โดยไม่มีอะไรเป็นเครื่องยับยั้งเสียเลย อีกประการหนึ่งซึ่งน่าสังเกตก็คือว่าปมเขื่องนั่นเอง มีลักษณะเป็นมีสองคม คือให้ทำดีก็ได้ ทำชั่วก็ได้ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น การที่คนเหล่านี้ทำอะไรลงไปก็เพราะต้องการจะเขื่อง มีความต้องการเขื่องเป็นทุนอยู่เสมอ จึงยังมีความรู้สึกกลัวความเสื่อมเสียได้อยู่ไม่น้อยจึงไม่ฆ่าฟันกันเหมือนคู่อาฆาตบาดหมางอันแท้จริง เพราะตนเองไม่มีความอาฆาตอะไรกันมาก่อน ที่ทำไปนั้นเป็นเพียงกำลังของสัญชาตญาณ ที่ต้องการแสดงความเขื่องล้วน ๆ
ชุมนุมคนมาก ๆ เป็นเวทีที่ยั่วให้มนุษย์ให้แสดงปมเขื่องอย่างใดอย่างหนึ่งของตนออกมา เมื่อคนไม่เมายังกล้าไม่พอ คนเมาก็ตะครุบชิงเอาโอกาสไปเสียก่อน เพราะอำนาจของสุราหนุนปมเขื่องของเขา ให้ล้นปรี่อยู่ตลอดเวลาแล้ว เมื่อคนเมาไม่มีอะไรที่จะเขื่องในทางที่ดีงามได้ ก็เขื่องไปตามประสาของคนเมา เพราะถึงแม้คนไม่เมาที่ไม่มีอะไรจะเขื่อง ก็ต้องเขื่องทางนี้อยู่เหมือนกันแล้ว ชุมนุมชนมาก ๆ เลยกลายเป็นที่ระเบิดออกของคนที่เมาปมเขื่องเป็นธรรมดาไป ยิ่งเมื่อเพศตรงข้ามมาปรากฏอยู่ด้วยจำนวนมากแล้ว ความเมาในปมเขื่องนั้นก็รุนแรงหนักเข้า จนการชกต่อยตีรันฟันแทงนั้นกลายเป็นของเล็กน้อย ไม่มีความหมายไปเลยทีเดียว คนเมาบางคนพยายามเก็บซ่อนความเมาของตัวอย่างน่าขบขัน เข้ามาหาข้าพเจ้าเพื่อขอโอกาสว่าอะไรให้ข้าพเจ้าฟัง ในเมื่อคนเมานอกนั้นหลบซ่อนไม่อยากให้พบเห็น นี่ก็เป็นเพราะอำนาจของปมเขื่องอีกทางหนึ่ง คือทางที่อยากจะแสดงความเป็นปราชญ์ แทนการเป็นนักเลงโต ที่ผลักดันให้เขากล้ามาเข้าหน้ากับข้าพเจ้าซึ่งเมื่อเขาไม่เมาขนาดนี้ เขาไม่กล้าเข้ามาเลย และทั้งเขารู้สึกว่าความสามารถที่เขาจะแสดงนั้น จะไม่ทำความพอใจให้แก่ข้าพเจ้าได้ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า สถานที่หรือโอกาสที่จะแสดงความเขื่องอะไร ๆ ออกมาได้นั้น เป็นเสน่ห์อย่างยิ่งแก่มนุษย์ผู้ที่กำลังเมาปมเขื่องของตน เสน่ห์นั้นนั่นเองเป็นต้นตอหรือทางมาแห่งการชกต่อยตีรันฟันแทงประเภทนี้ ซึ่งมีทั่วไปทุกหัวระแหง
ยังมีที่แปลกออกไปอีก โดยได้ยินว่าคนเมาคนเดียวกันนี้ขึ้นมาคอยหาโอกาสที่จะพบข้าพเจ้าอยู่นานแล้ว ตั้งแต่ข้าพเจ้ายังมาไม่ถึงที่นั่น เขาเซไปถูกสำรับกับข้าว ทำให้เจ้าของบันดาลโทสะทำอันตรายเอาเสียคราวหนึ่งแล้ว โดยเห็นเป็นการรุกล้ำหรือลูบคมกันเกินไป และไม่ยอมให้อภัยว่าเป็นคนเมา นี่ก็เหมือนกันคือเป็นผลแห่งการทะเยอทะยานจะแสดงปมเขื่องของตัว จนเป็นมูลเหตุแห่งความโกลาหล ถึงแม้เจ้าของสำรับหรือเจ้าภาพผู้จัดการก็เป็นอย่างเดียวกัน มีปมเขื่องเนื่องด้วยการกุศล ตั้งใจจะทำให้ดีที่สุด จึงบันดาลโทสะได้ง่ายด้วยปมเขื่องอันนั้นเองแม้จะมีเจตนาเป็นกุศล แต่ถ้าเป็นเรื่องของปมเขื่องแล้ว ยิ่งศรัทธามากก็ยิ่งบันดาลโทสะแรงมาก เพราะมิได้อิงอาศัยปัญญาซึ่งมีธรรมชาติรำงับปมเขื่อง แต่อาศัยความต้องการอันแรงกล้าของปมเขื่องเสียเอง ทายกทั้งหลายควรจะสำนึกถึงความจริงข้อนี้ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จึงจะสามารถทำให้การกุศลของตนเป็นไปด้วยดี คือเป็นกุศลชนิดแท้จริง ที่สามารถขูดเกลาปมเขื่องให้เบาบางลงไปจนหมดสิ้น ซึ่งเป็นความมุ่งหมายของพุทธศาสนา
สรุปความเฉพาะข้อนี้ว่า ชุมนุมชนยิ่งมากยิ่งยั่วการแสดงออกของปมเขื่องของคนเมา มากจนกระทั่งแสดงสิ่งที่ไม่สมควรแสดงออกมา เพราะไม่มีอะไรที่ดีกว่านั้นจะแสดง และข้อนี้เองเป็นมูลเหตุแห่งการชกต่อยตีรันฟันแทงประเภทธรรมดา นอกจากอำนาจกฎหมายแล้ว ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามดั้งเดิมรวมกันเข้ากับความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่มีเหลืออยู่ในใจบ้าง เพราะการอบรมมาดีเท่านั้น ที่จะป้องกันอันตรายอันเกิดจากการเมาปมเขื่องประเภทนี้ได้และมีผลดีกว่าอำนาจกฎหมาย ซึ่งปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ถูกรุมทำร้ายอย่างรุนแรงอยู่บ่อย ๆ เพราะการเข้าจับกุมนั้น เป็นการเข้าปะทะกับความบ้าคลั่งของปมเขื่อง อย่างจังหน้าเกินไป
เราจะต้องหาทางฟื้นฟูขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีเช่น การเคารพคนเฒ่าคนแก่กันใหม่ และมีการอบรมในด้านศาสนาให้ถูกทาง ให้คนเฒ่าคนแก่เป็นคนเฒ่าคนแก่ที่ถูกต้องด้วยกัน การให้การศึกษาชนิดที่ขัดเกลาความเห็นแก่ตัว อันลึกซึ้งไปเสียตั้งแต่วัยเด็ก เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในกรณีนี้ การศึกษาที่มีหลักเกณฑ์ความมุ่งหมายอย่างนี้เป็นการทำให้รูจักควบคุมปมเขือ่งของตัว หรือรู้จักใช้ปมเขื่องในวิถีทางอันถูกต้อง และเป็นการศึกษาที่เป็นมูลรากอันแท้จริงของศีลธรรมทั้งหลายทุกชนิด ทำให้มีศีลธรรมทุกชนิดได้โดยไม่ยากเลย ถ้าการศึกษาของโลกมีหลักสูตรเช่นว่านี้เป็นส่วนสำคัญ จะสามารถสร้างมนุษย์ชนิดที่จะอยู่กันเป็นผาสุกอย่างมนุษย์แท้ในอนาคตได้ โดยไม่ต้องสงสัย การศึกษาของโลกในสมัยปัจจุบัน มีแต่จะส่งเสริมปมเขื่องให้เตลิดไปโดยไม่รู้สึกตัว ทั้งแก่นักเรียนและครูผู้สอนเอง การศึกษาชนิดนั้น แม้จะนำความเจริญทางวัตถุมาให้เท่าใด ก็มีแต่จะยิ่งนำมาซึ่ง "การตีรันฟันแทงระหว่างชาติ" มากขึ้นเพียงนั้น
"การตีรันฟันแทงระหว่างชาติ" หรือมหาสงครามโลก มีอะไร ๆ เป็นอย่างเดียวกันกับการตีรันฟันแทงระหว่างบุคคล ดังที่กล่าวมาแล้วทุกประการ กล่าวคือ ถ้ามิใช่เพราะสัญชาตญาณแห่งการกอบโกยโดยตรง เพื่อเอาไปหล่อเลี้ยงปมเขื่องทุก ๆ ทางของตนโดยตรงแล้ว ก็ต้องเป็นเพราะความต้องการแสดงออกมาซึ่งปมเขื่องของตนอย่างรุนแรงนั่นเอง แม้การตีรันฟันแทงระหว่างชาติอันมีเกียรติที่เรียกกันว่าเพื่อรักษาความยุติธรรม หรือสันติภาพของโลกก็ตาม ก็ยังหาพ้นไปจากอุ้งมืออันเหนียวหนักของปีศาจแห่งปมเขื่อง อันเร้นลับนี้ไม่เลย แม้แต่หน่อยเดียว.
พุทธทาสภิกขุ โมกขพลาราม
สิงหาคม ๒๔๙๓
มหาวิทยามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ห้องเรียนสุราษฎร์ วัดพัฒนาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)