ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมามีหลักฐานทางบารณคดีที่น่าเชื่อถือได้ว่า เทพเจ้าซึ่งเป็นเทพสูงสุดในสังคมเผ่าโบราณหลายๆ แห่งนั้นเป็นผู้หญิง ซึ่ง Merlin Stone ได้เน้นว่า ในแรกเริ่มมีหรือจุดกำเนิดของศาสนานั้น พระเจ้าหรือที่เรียกว่า God นี้เป็นผู้หญิง แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานยืนยันอย่างพอเพียงในทุกๆ ที่ก็ตามที และหลักฐานเหล่านั้นก็ยังมีอยู่ในปัจจุบัน
นักมานุษยวิทยา ชื่อ Edwin James ได้รวบรวมหลักฐานที่ปรากฏเด่นชัดในเรื่องเทพเจ้าต่างๆ ที่เป็นผู้หญิงในสมัยโบราณดั้งเดิม ในพื้นที่ตั้งแต่ อินเดียอนุทวีป, เมโสโปเตเมียแถบชายฝั่งตะวันออกทั้งหมด กรีก และโรมัน รวมไปถึงแถบยุโรปตะวันตก และหมู่เกาะในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน นอกจากนี้ในจีน ออสเตรเลีย แอฟริกา บาบิโลเนีย ก็พบว่ามีหลักฐานเกี่ยวกับเทพเจ้าต่างๆ ที่เป็นผู้หญิงปรากฏอยู่โดยข้อเท็จจริง อียิปต์ถือว่าเป็นสังคมดั้งเดิมสังคมหนึ่งที่รู้จักกันดีในเรื่องเกี่ยวกับเทพเจ้าที่เป็นผู้หญิง ซึ่งไม่เพียงแต่มีหลักฐานปรากฏให้เห็นเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทที่เห็นได้เด่นชัดมากด้วย เมื่อประมาณ 3,000 ก่อนคริสต์ศักราช มีเทพเจ้าองค์หนึ่ง คือ Nut ซึ่งเชื่อกันว่ามีที่มาจากเทพเจ้า Nekhebt ซึ่งเป็นเทพเจ้าผู้หญิงองค์หนึ่งที่มีชื่อเสียงทางตอนเหนือของอียิปต์โดยมีมาก่อนที่ทุกๆ สิ่งจะเกิดขึ้นในโลก และถือว่าเป็นผู้สร้างทุกๆ สิ่งให้เกิดขึ้นในโลก กล่าวกันว่า เทพเจ้าองค์นี้มีที่มาคล้ายเทพเจ้าแห่งพระอาทิตย์ คือ เทพเจ้า Ra ที่สิงสถิตย์อยู่ในสวรรค์ อย่างไรก็ตาม จากประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ เทพเจ้า Ra (หรือ Re) ซึ่งเป็นเทพเจ้าที่เป็นชายถือได้ว่าเป็นเทพเจ้าที่ปรากฎขึ้นเป็นองค์แรกในบรรดาเทพเจ้าทั้งปวง เทพเจ้า Ra ถือว่าเป็นตัวแทนของพระอาทิตย์ที่ควบคุมอำนาจธรรมชาติต่างๆ ทั้งปวง และเป็นผู้ควบคุมทุกๆ สิ่งในแถบหุบเขาทางแม่น้ำไนล์ แม้กระนั้นก็ตามก็ยังถือว่าเทพเจ้าองค์นี้กำเนิดมาจากเทพเจ้าที่เป็นแม่นั้นเอง มีเทพเจ้าที่เป็นหญิงและเป็นธิดาของเทพเจ้า Nut ซึ่งถือว่ามีชื่อเสียงและความสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของอียิปต์ คือ เทพเจ้า Isis ผู้ซึ่งเป็นเทพเจ้าที่มีความเมตตาสูง เต็มไปด้วยบุคลิกภาพและลักษณะแห่งความเป็นแม่ เทพเจ้าที่เป็นผู้หญิงองค์นี้มีความสำคัญและบทบาทอยู่ในช่วงเวลาอันยาวนาน ในบริเวณแถบนั้นนอกจากนี้มีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า ในอียิปต์ในยุคแรกๆ นั้น พระราชินีพยายามที่จะมีอำนาจเหนือกษัตริย์และในการแต่งงานโดยทั่วๆ ไปภรรยาจะต้องมีอำนาจเหนือสามี รวมทั้งสามีจะต้องเชื่อฟังปวงภรรยาทั้งหลายด้วย
ส่วนในชาวเอสกิโมหลายเผ่า เทพเจ้าที่มีความสำคัญที่สุดก็คือ เทพเจ้า Sedna ซึ่งเป็นเทพเจ้าที่เป็นผู้หญิง มีเรื่องเล่าหรือตำนานเกี่ยวกับเทพเจ้าองค์นี้ว่า เทพเจ้าองค์นี้ได้ส่งลูกๆ ข้ามทะเล และกลายเป็นบรรพบุรุษรุ่นแรกของหมู่ชนต่างๆ ในโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เล่าว่าเป็นบรรพบุรุษรุ่นแรกของชาวยุโรป เมื่อบิดาของเทพสตรีองค์นี้พยายามที่จะลงโทษโดยการโยนลงไปในทะเล เมื่อเทพเจ้าองค์นี้ฉวยที่กาบเรือก็ถูกตัดนิ้ว นิ้วของเทพเจ้า (เทพธิดา) องค์นี้ก็กลายมาเป็น แมวน้ำ (Seal) และวอลรัส (Walrus) และสัตว์ทะเลอื่นๆ ที่สำคัญต่อการยังชีพของชาวเอสกิโมมานับหลายชั่วคน เมื่อเทพเจ้าที่เป็นหญิงองค์นี้จมสู่ท้องทะเลก็กลายเป็น “มารดาของสัตว์ทะเลทั้งปวง (Mother of the Sea Animals)” หลายคนยกย่องว่าเทพเจ้าองค์นี้มีความสำคัญสูงสุด เมื่อกล่าวถึงแมวน้ำ วอลรัสและสัตว์ทะเลอื่นๆ ที่กลายเป็นอาหาร เสื้อผ้า และอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการยังชีพของชาวเอสกิโม และเมื่อมีการละเมิดข้อห้าม (taboos) ต่างๆ จะถือว่าเทพเจ้าองค์นี้จะไม่ประทานสัตว์ทะเลมาให้ พวกผู้นำในการประกอบพิธีกรรม, หมอผีที่เรียกกันว่า Shammans จะต้องกระทำพิธีกรรมต่างๆ อย่างมากมายเพื่อเป็นการขออภัย ต่อเทพเจ้าองค์นี้
แม้กระทั้งในปาเลสไตน์ ที่ซึ่งเป็นแหล่งอันถือได้ว่า พระคัมภีร์เดิม (Old Testament) ของพวกยิวได้มีอิทธิพลสูงสุดในพื้นที่นั้น ไม่เพียงแต่ไม่มีการยอมรับเทพเจ้าที่เป็นผู้หญิงเท่านั้น (ไม่มีคำที่ใช้เรียกเทพเจ้าผู้หญิงเลย) ยังห้ามผู้หญิงไม่ให้เข้าร่วมในกิจกรรมในทางศาสนาด้วย แต่กระนั้นก็ตาม ยังพบเทพเจ้าที่เป็นหญิงอยู่มากมายในยุคก่อนประวัติศาสตร์ในพื้นที่นี้ เทพเจ้าเป็นผู้หญิงองค์ที่เด่นก็คือ เทพเจ้า Anat ซึ่งได้ฉายาว่าเป็น “เจ้าแม่ภูเขา (Lady of the Mountain)” นอกจากนี้เทพเจ้าองค์นี้ยังมีคู่หู และน้องสาวของเทพเจ้า A leyan – Baal คือ Arsherah ซึ่งเป็นศัตรูของเทพเจ้าAnat เทพเจ้าAnat เองผู้ซึ่งอยู่กับเทพเจ้าEL และเทพเจ้าผู้หญิงอีกองค์หนึ่งที่มีความสำคัญ คือ เทพเจ้าAstartc ซึ่งเป็นเทพเจ้าของชาวปาเลสไตน์ (Philistine) ถือว่าเป็นเทพเจ้าแห่งผู้สร้าง (procreation) และแห่งความอุดมสมบูรณ์ (fecundity)
บางที่การบทบาทของผู้หญิงที่มีลักษณะเด่นและได้รับการยกย่องในกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งศาสนาด้วย ในสังคมยุคเริ่มแรกอาจจะไม่สิ่งที่น่าแปลกประหลาดอะไรถ้าเรากลับไปดูวิวัฒนาการของสังคมในอดีตที่ผ่านมา ทั้งนี้เนื่องจากผู้หญิงเป็นผู้ให้กำเนิด และยังต้องรับผิดชอบต่อการอยู่รอดของสมาชิกใหม่ในสังคม เป็นบทบาทที่ต้องการในช่วงเวลานั้น ที่การให้กำเนิดและเลี้ยงดูเพื่อให้มีผู้สืบต่อและรักษาความคงอยู่ของสังคมไว้ จึงเป็นผู้มีบทบาทอย่างเห็นได้ชัดเจน
ดังนั้น การถ่ายโอนการเป็น “แม่ของเด็ก” กลายเป็น “แม่ของเผ่า (mother of the tribe)” และเป็น “แม่ของมวลมนุษยชาติ (Mother of humankind)” จึงเป็นเรื่องที่ไม่ไร้เหตุผลเลย นอกจากนี้ ความเชื่อและความนึกคิดต่างๆ ของผู้คนในสมัยนั้นก็เป็นตัวเสริมแรงทำให้บทบาทของผู้หญิงเด่นชัดมากยิ่งกว่าผู้ชายในขณะที่ผู้ชายนั้นได้รับการยอมรับเช่นกัน แต่อยู่ในรอบนอกของการให้กำเนิด เราจึงพบเทพเจ้าที่เป็นผู้หญิงมากมายที่มีบทบาทสำคัญในหมู่ชนในส่วนต่างๆ ของโลก
ดังได้กล่าวมาแล้ว จากสังคมที่มีการยังชีพแบบหาของป่าและล่าสัตว์ กลายมาเป็นการเพาะปลูก และทำไร่เพื่อหาอาหารมาเลี้ยงชีพ เทพเจ้าที่เป็นผู้หญิงก็ยังคงมีบทบาทที่เห็นได้เด่นชัดอย่างต่อเนื่องในระบบความคิด ความเชื่อในทางศาสนาของผู้คนเหล่านั้น ซึ่งก็อาจเกี่ยวข้องกับความเป็นจริงที่ว่าในสังคมส่วนมากเป็นคนดูแลที่เพาะปลูก และไร่นา เรือกสวนเหล่านั้น แต่อย่างไรก็ตามเทพเจ้าที่เป็นผู้ชายก็เริ่มมีบทบาทที่เด่นชัดขึ้นกว่าเดิมมากในสังคมแบบนี้ และมีบางแห่งที่เทพเจ้าผู้ชายเริ่มมีบทบาทสูงกว่าผู้หญิง เทพเจ้าผู้หญิงเริ่มกลายมาเป็นคู่ใจเทพเจ้าผู้ชาย หรือมิฉะนั้นก็เป็นผู้ที่ทำหน้าที่เฉพาะอย่างตามความชำนาญไป เทพเจ้าผู้ชายที่เริ่มจะค่อยๆ เพิ่มความสำคัญขึ้นก็เช่น เทพเจ้า Ra ในอียิปต์ เทพเจ้าElyan และBel ในซีเรีย เทพเจ้าYahweh ในอิสราเอล เทพเจ้าZeus ในกรีก เป็นต้น
เรากำลังเข้าสู่ยุคที่บทบาททางศาสนาของผู้ชายเริ่มสูงเด่นขึ้นในขณะที่ของผู้หญิงกลับถอยลง นั่นคือ ในขณะที่บทบาทของสตรีสำหรับเทพเจ้าที่เป็นผู้หญิงเป็นไปในทางดีและผู้หญิงโดยทั่วๆ ไปได้เข้าไปมีส่วนร่วมในทางศาสนาของชุมชน บทบาทและทัศนะของผู้หญิงกับศาสนากลับกลายเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเราจะเห็นได้ชัดเจนในอินเดียยุคเริ่มแรก ศาสนาในขณะนั้น คือ ศาสนาฮินดูที่เรียกกันว่า ยุคพระเวท (Vedas) ราว 1,000 ปี ก่อนคริสตศตวรรษ ซึ่งในยุคแรกๆ นั้น เราไม่เพียงแต่พบว่ามีเทพเจ้าที่เป็นผู้หญิงอยู่อย่างมากมายเท่านั้น แต่ผู้หญิงก็ยังเข้าร่วมในกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งศาสนาอย่างมีอิสระเท่าเทียมกับผู้ชายด้วย แต่อย่างไรก็ตาม พอตกราว 500 B.C.(คริสตศตวรรษที่ 2) และหลังช่วงนั้นมา เป็นช่วงที่ศาสนาฮินดูกำลังเฟื่องฟู ผู้หญิงก็ได้ถูกจัดประเภทให้กลายเป็นคนที่มีสถานภาพแบบ “คนชั้นสอง (Second-Class Status)” มีความเชื่อทั่วๆ ไปว่าผู้หญิงไม่ว่าจะอยู่วรรณะใดก็ตาม ไม่สามารถที่จะบรรลุถึงธรรมขั้นสูงสุด (Salvation หรือโมกษะซึ่งเป็นธรรมสูงสุดของฮินดู) ได้เลย
หน้าที่หรือภารกิจสำคัญก็ คือ การให้กำเนิดบุตรและเลี้ยงดูเท่านั้น เป็นความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจน แต่พอมาในยุคพุทธศาสนาเริ่มแรก เรามองเห็นได้ชัดว่า สถานภาพของผู้หญิงเริ่มฟื้นตัวขึ้นมาใหม่ พระพุทธเจ้านั้นพระองค์เองได้สั่งสอนอริยสัจ 4 และมรรค 8 สำหรับทุกคนที่เข้ามาฟังคำเทศนาซึ่งรวมทั้งผู้หญิงด้วย ฟอลค์ (Falk) ได้รายงานว่า ผู้หญิงได้รับการยกย่องอย่างมากในบ้าน ให้เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการดูแลจัดการทรัพย์สินภายในบ้าน ตลอดรวมถึงมีอำนาจตัดสินใจที่จะทิ้งหรือให้สิ่งของใครก็ได้ ผู้หญิงมีอิสระที่จะเลือกแต่งงานได้โดยไม่ต้องถูกบังคับ ซึ่งโดยเฉพาะในพวกฮินดูที่บังคับให้แต่งงานตั้งแต่เด็ก รวมทั้งไม่ถูกบังคับไม่ว่าจะทางสังคมหรือทางศาสนาให้แยกอยู่อย่างสันโดษหรือฆ่าตัวตายเมื่อตกอยู่ในสภาวะเป็นหม้าย โดยเฉพาะที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ ผู้หญิงสามารถที่จะสละในทางโลกหรือโลกีย์วิสัย เพื่อศึกษาความลึกซึ่งแห่งพระธรรมคำสอนของพุทธศาสนา แล้วกลายเป็นผู้อบรมสั่งสอนได้ตามสิทธิที่พึงมีเหมือนมนุษย์ธรรมดาทั่วไป หลักฐานที่สนับสนุนปรากฎการณ์เช่นนี้ก็คือ การเกิดมีสมณะเพศหญิง และองค์กรของชีเป็นคณะชี เกิดขึ้นคล้ายคณะสงฆ์ทั่วไป และเมื่อเข้ามาบวชแล้ว จะไม่บวชตลอดชีวิตโดยการสึกออกไปแต่งงานก็ได้(สำหรับบางคน แต่มีน้อย) แต่มีความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดว่า พุทธศาสนาก็ยังยืมแนวคำสอนของฮินดูมาใช้บ้าง แต่ดัดแปลงเพื่อความเหมาะสม เช่น พุทธศาสนาสอนเรื่องกรรม (Karma) ซึ่งเป็นสิ่งจำแนกให้สิ่งมีชีวิตแต่ละชีวิตแตกต่างกันออกไป เนื้อหาบางส่วนพาดพิงไปทำให้เกิดความเชื่อว่า กรรมก็เป็นตัวกำหนดให้สถานภาพของเพศแตกต่างกัน คือ ทำกรรมบางอย่างเกิดเป็นผู้หญิง ทำกรรมบางอย่างเกิดเป็นผู้ชาย และแนวความเชื่อเช่นนี้เองทำให้ผู้หญิงบางคนเข้ามาบวชเพื่อหวังว่า ในชาติต่อไปจะได้เปลี่ยนสถานภาพทางเพศบ้าง
รูปแบบทางเพศอื่นๆ ที่มีลักษณะเด่นในสังคมอีกประการก็คือ แนวความคิดเรื่อง “ธรรม (Dharma)” ของฮินดู ธรรมในศาสนาฮินดูนั้น หมายถึง ทุกๆ สิ่งที่ปรากฏซึ่งกินเนื้อที่มีธรรมชาติดั้งเดิม แสดงความสัมพันธ์ และมีกฎเกณฑ์การจักวางตัวในธรรมชาติด้วย แต่ละคนมีธรรมของตน ถ้าไม่ปฏิบัติตามหลักธรรมหรือละเมิดต่อหลักธรรมแล้ว เชื่อกันว่าจะนำความหายนะมาสู่ผู้ไม่ปฏิบัติตามหรือผู้ละเมิดได้ หลักธรรมของผู้หญิงทุกคน ตามความเชื่อของฮินดูก็คือ การเป็นแม่ และการที่จะต้องมีภาระในการเลี้ยงดูเด็ก ดังนั้น ผู้หญิงคนใดที่หนีมาบวช ถือว่าเป็นการล่วงละเมิดธรรม ซึ่งหลักการเช่นนี้ ตรงกันข้ามกับหลักของพุทธศาสนาเพราะโดยข้อเท็จจริงแล้วพุทธศาสนาให้เสรีภาพในการที่ผู้หญิงสามารถที่จะออกบวชได้ แต่ก็ต้องยอมรับกฎเกณฑ์บางประการแต่มิได้หมายความว่า พุทธศาสนาจะส่งเสริมให้ผู้หญิงออกบวช แต่ให้กระทำหน้าที่ในครอบครัวให้ดีที่สุด และก็ให้เสรีภาพในทางเลือกไว้ ดังนั้น ในส่วนนี้เราพอจะกล่าวได้ว่า พุทธศาสนา ฮินดู หรือศาสนาอื่นๆ มีความเห็นพ้องต้องกันว่า ผู้หญิงมีคุณสมบัติในการเลี้ยงดูเด็กได้ดีกว่าผู้ชายหลายเท่า ซึ่งบางทีอาจเป็นเพราะความผูกพันในการที่ตนเองตั้งท้องมาเป็นผู้มีความใกล้ชิดมากกว่า บทบาทเช่นนี้จึงเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า เป็นบทบาทภายในบ้าน (Domestic Role) หรือมีแนวโน้มให้ค่านิยมไปในลักษณะอื่นๆ
คาร์โมดี้ (Carmody) ได้ให้ข้อเสนอแนะว่า การที่ศาสนาไม่ค่อยจะย่อมให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมนั้น เกิดจากแนวความคิดที่ว่า “ผู้หญิงเป็นเพศที่ยั่วยวน หรือเป็นเพศที่อันตราย การที่ผู้หญิงเข้ามาในกลุ่มหรือคณะนักบวช นักพรต นั้นแม้ว่าจะเป็นการแยกองค์กรต่างหาก มีการปฏิบัติแตกต่างไปบ้างก็ตามก็ยังถือว่า เป็นเสมือนการคุกคามพรหมจรรย์ (ทางศาสนา) ของผู้ชาย” มีคำสอนอรรถกถา ปกรณ์ต่างๆ ได้เตือนให้ระมัดระวังเรื่องผู้หญิงไว้ให้มาก เพราะจะเป็นสิ่งที่ขัดขวางต่อการเข้าสู้นิพพานของพระสงฆ์ที่กำลังปฏิบัติธรรมเพื่อมุ่งนิพพาน ดังนั้น สิ่งที่คาร์โมดี้ เรียกว่า “ความคับข้องในการที่ต้องปฏิเสธผู้หญิงในจิตสำนึก (deeply misognistic strain)” มีทั้งในพุทธศาสนาและในศาสนาฮินดู โดยศาสนาฮินดูถึงกับถือว่า ผู้หญิงเป็นเสมือนงูร้าย, ความตาย, สิ่งใต้โลก, ทางเข้าสู่นรก, สิ่งโสมมและตัวทำลายพรหมจรรย์อันร้ายแรง
ในศาสนาขงจื้อและเต๋า (Confucian and Taoism) ในจีนก็มีแนวคิดเหมือนพุทธศาสนา และศาสนาฮินดูในอินเดีย มีหลักฐานที่พบโดยทั่วๆ ไปว่า ผู้หญิงได้รับการเคารพยกย่องในตอนต้นๆ รวมทั้งยังมีความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้าที่เป็นผู้หญิงอยู่ด้วย เช่น เจ้าแม่กวนอิม เป็นต้น
นอกจากนี้ ผู้หญิงก็ยังมีโอกาสที่จะเข้าร่วมกิจกรรมในทางศาสนาด้วย แต่พอมาถึงยุคของขงจื้อจริงๆ (ประมาณ 500 B.C.) สถานภาพของผู้หญิงกลับตกลงไปเป็นรองอย่างมาก
ในญี่ปุ่นมีปรากฏว่า ผู้หญิงถูกจัดให้เกี่ยวข้องในกิจกรรมทางศาสนาเพียงเล็กน้อย แต่เป็นรูปแบบมากขึ้น และบทบาทดังกล่าวนั้นมีเวลาอันยาวนานกว่าสังคมดั้งเดิมอื่นๆ ในเอเชีย มีหลักฐานน่าสนใจที่ชี้ให้เห็นว่า สังคมญี่ปุ่นในยุคเริ่มแรกนั้น เป็นแบบนับถือญาติทางฝ่ายแม่ (matriarchy) ซึ่งผู้ประกอบพิธีกรรมในทางศาสนาที่มีบทบาทเด่นชัดในกิจกรรมทางศาสนาเป็นผู้หญิง และในประวัติศาสตร์ทั้งของจีนและของญี่ปุ่นเองก็มีเรื่องราวของผู้หญิงที่น่าสนใจที่มีบทบาทในการแสดงออกด้านต่างๆ อีกมากมาย เช่น ความยุติธรรม ความกล้าหาญ เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามในความเกี่ยวข้องที่ผู้หญิงเข้ามามีบทบาทบางประการในทางศาสนานั้นก็ยังมีการแบ่งอายุและแบบแผนในพิธีกรรมสำหรับผู้หญิงด้วย
โดยทั่วไปแทบทุกศาสนาผู้หญิงจะถูกกำหนดให้มีสถานภาพที่ต่ำกว่าผู้ชายและต้องขึ้นตรงต่อผู้ชาย งานสำหรับผู้หญิงในพิธีกรรมและกิจกรรมต่างๆ ในทางศาสนา คงเป็นงานแค่การช่วยเหลืออยู่รอบนอกเท่านั้น เช่น การจัดเตรียมหรือจัดหาอาหารไว้ให้ผู้ชายนำไปเซ่นสรวง การเก็บสิ่งของหลังพิธีกรรม เป็นต้น
แม้กระทั่งในทุกวันนี้ พวกยิวหัวโบราณ (Orthodox Jelwish) ที่เป็นผู้ชายจะพากันสวดทุกเช้าว่า “โอ! พระผู้เป็นเจ้า ขอพระองค์จงพระเจริญ โอ! พระผู้เป็นเจ้าของเรา ผู้ทรงสรรพสิ่งแห่งจักรวาล พระองค์ผู้ทรงไม่สร้างเราให้เกิดเป็นผู้หญิง” โดยทั่วๆ ไปผู้หญิงชาวฮิบรูจะถูกห้ามมิให้ศึกษาคัมภีร์โตราห์ (Toreh) ซึ่งเป็นคัมภีร์ทางศาสนาที่สำคัญของพวกยิว หรือแม้กระทั่งห้ามเรียนภาษาฮิบรูเลย ผู้หญิงจะไม่ถูกจัดเข้าในพวก Minyan (คือ กลุ่มคนประมาณ 10 คน ที่มีหน้าที่คอยบริการต่อผู้คนในทางศาสนา) ผู้หญิงที่มีการศึกษาจะไม่มีสิทธิอ่านคัมภีร์ Torah ในทางศาสนาอย่างเปิดเผย และจะถูกจับแยกรวมกลุ่มกันไว้อีกห้องหนึ่ง คนละพวกกับกลุ่มผู้ชาย เมื่อเข้ามาปฏิบัติศาสนา
ส่วนทางด้านคริสต์ศาสนา เป็นศาสนาที่ก่อกำเนิดมาโดยมีศาสนายูดาห์ หรือยิวนั่นเองเป็นพื้นฐาน เราพบประวัติศาสตร์อันยาวนานเกี่ยวกับเรื่องการเป็นชนชั้นสองของผู้หญิง นักบุญเซนต์ ปอล (St. Paul) ได้จัดลำดับขั้นและลักษณะสำหรับผู้หญิงในศตวรรษที่ 19 ไว้ดังที่เขาได้กล่าวว่า “ผู้หญิงจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับการศึกษา การเรียนรู้ โดยการนั่งฟังอย่างสงบ และมีความเคารพศรัทธา ข้าพเจ้าไม่อนุญาตให้ผู้หญิงมาเป็นครูผู้สอน หรือไม่ปรารถนาจะให้ผู้หญิงมาทำตัวเด่นกว่าผู้ชาย หล่อนควรจะต้องเงียบและสงบและเชื่อฟังผู้ชายโดยสงบ อาดัม (Adam) เป็นมนุษย์ผู้ถูกสร้างเป็นคนแรก และหลังจากนั้น อีฟ (Eve) ก็ถูกสร้างตามมา อาดัมจึงเป็นตัวแทนผู้เหนือกว่ามิใช่อีฟจะเป็นตัวแทนที่เหนือกว่าและผู้หญิงนั้นเอง ก็เป็นตัวนำบาป (Sin) มาสู่มวลมนุษย์
ถ้าเราศึกษาแนวคิดของนักบุญปอลคนนี้ดู เราจะพบแนวคิดอื่นๆ อีกที่คล้ายคลึงกันกับศาสนาคริสต์ในสมัยดั้งเดิม และยังมีสิ่งส่งเสริมอยู่ตลอดมาในประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับสถานภาพที่แตกต่างกันระหว่างชาย-หญิง เช่น
1. การรักษาพรหมจรรย์ และความบริสุทธิ์ เป็นวิถีทางที่ดีสำหรับทั้ง 2 เพศ (ชาย,หญิง)
2. แรงขับทางเพศ ถ้าการอดกลั้นทางเพศกระทำไม่ได้ จะต้องปลดปล่อยโดยการแต่งงานเท่านั้น และเพื่อการให้กำเนิดเด็ก
3. ผู้หญิงมีสถานะต่ำกว่าผู้ชาย แต่แม้กระนั้น ผู้หญิงก็สามารถชักจูงให้ผู้ชายอยู่ในสถานภาพที่ต่ำกว่า โดยการใช้การดึงดูดทางเพศและเสน่ห์เย้ายวน
4. จากการที่ผู้หญิงมีสถานะต่ำกว่าผู้ชาย ผู้หญิงจะต้องอยู้เบื้องหลังกิจกรรมทางศาสนาคอยดูแลรอบนอก (เหมือนของนักบุญเซนต์ปอลใน I. Time 2 : 11)
5. ผู้หญิงที่ต้องการร่วมกิจกรรมทางศาสนา สามารถเข้าร่วมได้ตามวัตถุประสงค์ แต่ผู้บริสุทธิ์กว่าเท่านั้นจะได้ใกล้ชิดกับพระเจ้าได้, การตีตนออกห่างจากผู้หญิงเป็นการรักษากฎเกณฑ์ทางจริยธรรมพื้นฐานของพระผู้เป็นเจ้า
6. การเป็นผู้นำ การวินิจฉัยสั่งการ สงวนไว้สำหรับผู้ชาย
7. การสั่งสอนและการตีความคัมภีร์ต่างๆ ทางศาสนา สงวนไว้สำหรับผู้ชายเท่านั้น
เพื่อความยุติธรรมแก่คริสต์ศาสนา มีข้อที่น่าสังเกตว่า พระเยซูนั้นโดยตัวพระองค์เองได้ปฏิบัติต่อผู้หญิงและผู้ชายอย่างเสมอภาค ในบทที่กล่าวถึง เรื่องมหัศจรรย์ ก็มีกล่าวถึงทั้งชายและหญิงอย่างเท่าเทียบและเสมอภาคกัน เช่น กล่าวถึงว่าบุตรสาวของ Jairus และแม่ยายของ Peter ว่าไม่ด้อยไปกว่า ผู้ชายที่เกิดมาตาบอดเลยผู้หญิงสามารถมีและแสดงศรัทธาได้เท่าเทียบกับผู้ชาย แม้กระทั้งผู้หญิงที่ตกเลือด ผู้หญิงชาวสมาริตัน (Smaritan) และผู้หญิงขอทาน และแม้ว่าพระเยซูจะไม่ได้ยืนยันที่เลือกสาวกทั้ง 12 คน เป็นผู้หญิงก็ตาม แต่ก็มีบ่อยครั้งที่พระองค์ยอมรับผู้หญิงหลายคนเป็นเพื่อนสนิท พระองค์ทรงละเมิดวัน Sabbath เพื่อช่วยผู้หญิง และพระองค์ทรงปฏิเสธข้อห้ามหนึ่งที่ห้ามในการพูดคุยกับผู้หญิงชาวสมาริตัน (Smaritan) (John 4 : 7-30) และข้อห้ามที่ห้ามการคบค้าสมาคมกับคนไม่บริสุทธิ์ (ในกรณีนี้หมายถึง ผู้หญิงและชาวสมาริตัน) และนอกจากนี้พระองค์ยังใช้พวกผู้หญิงชาวสมาริตันในการสื่อพระวรสาส์นไปยังกลุ่มชนชาวสมาริตัน ซึ่งในเรื่องนี้ Carmody ได้สรุปไว้ว่า พระเยซูได้ปฏิบัติต่อชายและหญิงอย่างง่าย คล้ายกับบุคคลเหล่านี้ต้องการความช่วยเหลือ หรือต้องการที่จะทำงานร่วมกันหรือเป็นเพื่อนกัน พระองค์ทรงเสนอว่า ผู้หญิงไม่ควรที่จะถูกแยกออกไปต่างหาก แต่ควรจะมีความเท่าเทียมกันในการทำงาน พระองค์ได้รวบรวมผู้หญิงที่ทำความดีไว้ ในทางตรงกันข้ามพระองค์ทรงยังร่วมกับคนนอกวรรณะ และคนต่างชาติต่างภาษา คนที่เป็นโรคเรื้อนและผู้หญิง
นั่นคือ มีรูปแบบนี้ในคัมภีร์ใหม่ (New Testament) ของคริสต์ศาสนาที่ตรงกันข้ามกับแนวคิดของนักบุญเซนต์ปอล ในการพยายามที่จะสร้างรูปแบบของสังคมใหม่ โดยให้ผู้หญิงเป็นพลเมืองชั้นสอง และอาจจะเป็นเหตุผลจากความขัดแย้งนี้เอง ที่เป็นพื้นฐานทำให้ผู้หญิงหลายคนได้ดำเนินการต่อเนื่องในการพยายามปรับปรุงนิกายต่างๆ ของคริสต์ศาสนา แม้กระทั้งในยุคปัจจุบันนี้ ซึ่งเราจะกล่าวกันต่อไป อย่างไรก็ตาม ถ้าเราให้ความยุติธรรมแก่นักบุญเซนต์ปอลบ้าง ก็มีนักวิชาการหลายท่านให้เหตุผลว่า พระคัมภีร์ใหม่มีแนวโน้มที่จะระงับการกล่าวถึงผู้หญิง และคัดค้านธรรมชาติการเป็นชนชั้นสองของผู้หญิงต่อผู้เขียนอื่นๆ มากกว่านักบุญเซนต์ปอล นักวิชาการหลายคนได้แนะนำว่า มีเพียงในบท Romans 1 และ1-2 Corinthians Galations และPhilemon เท่านั้นที่เขียนโดยนักบุญเซนต์ปอล มีข้อที่น่าสังเกตว่า บรรดาหนังสือเหล่านี้ไม่ใช้เป็นหนังสือประวัติศาสตร์ของพระคัมภีร์ใหม่เพื่อสนับสนุนสถานภาพอันตกต่ำของสตรีเลย
ถ้าเราจะกล่าวสรุปอย่างสั้นๆ ถึงบทบาทของผู้หญิงในสังคมที่มีศาสนาแบบดั้งเดิมแล้ว เราต้องหันกลับไปที่ Carmody อย่างแน่นอน เขาได้บันทึกในตอนแรกถึงบทบาทที่ด้อยกว่าผู้หญิงจะได้รับสถานภาพก็เพียงการมีสัมพันธ์กับผู้ชาย โดยการเป็นลูกสาวบ้าง การเป็นภรรยาบ้าง การเป็นแม่ของลูกบ้าง ประการต่อมาคือ การมีบทบาทเกี่ยวกับการพึ่งพาซึ่งเขาได้บันทึกไว้ว่า แม่ชีในพุทธศาสนาได้ถูกคาดหวังว่าจะเป็นคนคอยช่วยเหลือแก่พระนวกะหรือพระบวชใหม่ ภรรยาชาวคริสต์เตียนได้ถูกสอนให้เงียบเมื่ออยู่ในโบสถ์ และต้องเชื่อฟังต่อสามี หรือเชื่อฟังต่อผู้เป็นสมภารของศาสนาสถานนั้นๆ ผู้หญิงชาวมุสลิมจะต้องปิดตาไม่ให้ชายอื่นเห็น นอกจากสามีเท่านั้น และอีกประการหนึ่งมีการสรุปว่า สติปัญญาของผู้หญิงด้อยกว่า ตัวอย่างเช่น ผู้หญิงชาวยิวไม่มีโอกาสที่จะศึกษาคัมภีร์โตร่าห์ ซึ่งเป็นคัมภีร์ทางศาสนา ผู้หญิงจีนจะศึกษาวรรณกรรมของขงจื้อไม่ได้และผู้หญิงฮินดูก็จะศึกษาพระเวท (Vedas) ไม่ได้ เหล่านี้เป็นต้น
การท้าทายต่อรูปแบบดั้งเดิม
ถ้าเรามองจุดยืนในปัจจุบันทั้งในเรื่องราวของการมีส่วนร่วมและการตอบสนองของผู้หญิงในทางศาสนา เราจะพบว่า ผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วมและบทบาทมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งนั่นย่อมแสดงให้เห็นถึงรูปแบบที่ท้าทายต่อแนวคิดดั้งเดิมเป็นอันมาก มีการแบ่งประเภทของการมีส่วนเกี่ยวข้องระหว่างผู้หญิงกับศาสนาออกเป็น 3 ระดับ ซึ่งในแต่ละระดับนั้น ยังมีการแบ่งย่อยออกไปอีก เป็น 2 ประเด็นหลักย่อยอีก
ในประเภทแรกนั้น เราอาจจะเรียกได้ว่า เป็นการตอบสนองที่ยืนยันประเพณีดั้งเดิม (tradition-affirming response) ซึ่งในประเภทนี้เราสามารถแบ่งออกเป็นระดับรองลงไปอีก 2 ระดับย่อย คือ
1. บทบาทในทางศาสนาที่เป็นรองของผู้หญิง ตามหลักคัมภีร์ทางศาสนาไม่ว่าจะเป็นอัลกุรอ่าน พระคัมภีร์ใหม่ของคริสต์ (New Testament) ฯลฯ ที่ให้หลักที่ว่า ผู้หญิงจะต้องเงียบสงบ (keep silent) เมื่ออยู่ในโบสถ์หรือศาสนสถาน
2. บทบาทในทางศาสนาเฉพาะด้านของผู้หญิง ซึ่งในการดำเนินการในกิจทางศาสนาบางประการ ผู้หญิงจะมีความชำนาญและดำเนินการได้ดีกว่า เช่น ในลัทธิโรมันคาธอลิค เป็นต้น ก็ให้สืบทอดประเพณีเหล่านี้
ประเภทที่สองนั้น เป็นการตอบสนองที่ให้ปรับปรุงประเพณีดั้งเดิม (tradition-reforming response) ซึ่งการตอบสนองประเภทนี้ยังคงมีอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่องในสถาบันในทางศาสนา แต่อย่างไรก็ตาม ในเวลาเดียวกันก็ยังมีการเรียกร้องให้มีการปรับปรุงโดยยังให้เป็นเอกลักษณ์ คือ เป็นการปรับปรุงโดยยังให้การเคารพต่อประเพณีดั้งเดิม และเคารพต่อบทบาทหน้าที่ของผู้หญิงเอง การเคลื่อนไหวใน 2 ลักษณะที่เป็นการเคลื่อนไหวที่ปรากฏให้เห็นได้เด่นชัด ก็คือ การเรียกร้องเพื่อให้เปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้ามาบวช และร่วมกลุ่มกันเป็นองค์กรที่สำคัญ มีบทบาทในการดำเนินกิจการเกี่ยวกับศาสนา ประการที่สองเป็นสิ่งที่เกิดใหม่และเป็นเรื่องที่นอกเหนือกว่าปกติ ก็คือ ข้อเรียกร้องที่ให้ผู้หญิงมีบทบาทในการเป็นผู้นำในทางศาสนา ซึ่งนักเทววิทยาสตรีผู้หนึ่ง คือ Rosemary Radford Ruether ได้เรียกร้องให้มีการทบทวนและแก้ไขประเพณีดั้งเดิม โดยให้มีการยอมรับผู้หญิงว่า มิใช่เป็นผู้เข้ามาทำลายศาสนาหรือมิให้กีดกันผู้หญิงออกจากสถาบันในทางศาสนา รวมถึงให้สิทธิของผู้หญิงเป็นผู้นำด้วย
ประเภทสุดท้ายหรือประเภทที่สาม เป็นการตอบสนองในรูปของขบวนการปฏิวัติ (revolutionary response) ซึ่งเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงในเนื้อหาหรือสาระสำคัญในทางศาสนา และให้มีการปรับปรุงหรือจัดองค์กรทางโครงสร้างใหม่ทั้งหมด โดยวิธีการปฏิวัติทั้งระบบ ซึ่งประเภทนี้ ก็มีแนวทางย่อย 2 ประการ คือ
ประการแรก เป็นการละทิ้งแนวคิดเกี่ยวกับสถาบันทางศาสนาที่เป็นประเพณีดั้งเดิม ซึ่งมีนักเขียนและนักเทววิทยา ชาวโรมันคาธอลิค คือ Mary Daly เป็นผู้นำ
ประการที่สอง เรียกร้องให้ป่าวประกาศถึงความเหนือกว่าของผู้หญิงให้ปรากฏ ปฏิเสธบทบาทสำคัญของผู้ชาย และเผยให้เห็นถึงรูปแบบทางศาสนาดั้งเดิมที่ผู้หญิงเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในกิจกรรมทางศาสนา อาทิเช่น เป็นผู้นำในการประกอบพิธีกรรม เป็นต้น
รายละเอียดทั้ง 3 ประเภท ดังจะได้กล่าวถึง ดังนี้ คือ
1. การตอบสนองที่ยืนยันถึงประเพณีดั้งเดิม (Tradition-Affirming Response)
ด้วยการเคารพต่อแนวคิดสนับสนุนสำหรับรูปแบบดั้งเดิมที่เกี่ยวข้องทางศาสนากับผู้หญิง เราต้องให้ข้อสังเกตว่า แนวคิดนี้ให้การสนับสนุนในทุกๆ กรณี กล่าวคือ ให้มีการจัดลำดับในทางศาสนาสำหรับผู้หญิงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง มีการบวชชีตั้งแต่เยาว์วัย ผู้นำศาสนาหรือผู้นำคณะมิชชันนารีบางส่วนที่เป็นผู้หญิงก็ให้ดำรงต่อไปโดยไม่เปลี่ยนแปลง เป็นความพึงพอใจในสิทธิที่ได้
รับอยู่ และก็ยืนยันที่จะให้รักษารูปแบบอย่างเดิมไว้ไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งมีทั้งผู้หญิงในคริสต์ศาสนา และพุทธศาสนาที่ยอมรับแนวทางนี้ เพราะถือเป็นการจัดหน้าที่อย่างเหมาะสมแล้ว เพียงแต่กระทำหน้าที่ให้ดีที่สุดก็พอเพียงแล้ว งานที่ยอมรับกันในหมู่ผู้หญิงเอง และยืนยันว่าเป็นการจัดสรรที่เหมาะสมแล้ว เช่น การดูแลประกอบอาหาร การดูแลคนเจ็บป่วย การดูแลคนอนาถา หรือการสอนหนังสือแก่เด็กๆ เป็นต้น บางคนอาจจะโต้แย้งว่า เป็นงานที่ไม่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเจ้า (ในทางคริสต์ศาสนา) แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นงานที่ถือว่าเป็นภารกิจหลักตามพระประสงค์ของพระเจ้าอยู่นั่นเอง
ดังเคยกล่าวมาแล้วว่า ผู้หญิงในช่วงศตวรรษแรกนั้น มักรักษาความบริสุทธิ์แห่งพรหมจรรย์ไว้ ซึ่งก็เป็นผลมาจากการที่หญิงสาวยังคงไม่แต่งงานโดยนิยมอยู่กับพ่อแม่ และหาโอกาสทำงานเพื่ออุทิศให้แก่ศาสนาเพื่อพระเจ้า แม่หม้ายบางคนที่สามีตายไปแล้วถึงกับอุทิศตนเพื่อทำงานทางด้านศาสนาอย่างเดียว แนวคิดในการสงวนรักษาพรหมจรรย์ และการอุทิศตนเพื่อการทำงานแก่ศาสนาดังกล่าวได้ค่อยเพิ่ม และแผ่ขยายมากขึ้น พร้อมๆ กับการเกิดเป็นกลุ่มคณะแม่ชีเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว โดยเฉพาะในราวคริสตวรรษที่ 4 มีคณะแม่ชี (คอนแวนต์) เกิดขึ้นมากมายและมีการทำงานแข่งขันกันกับผู้ก่อตั้งผู้ชาย ตั้งแต่ Saint Anthony , Pachominus , Basil , Augustine , Benedit Caesarius ในศตวรรษที่ 4-5 ซึ่งมีการเปิดรับสมาชิก เพื่อเข้าทำงานทางศาสนาที่เกี่ยวกับความเมตตา การเชื่อฟังและการขจัดความจน
มีการจัดองค์กรใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไปทั่วโลก การปฏิญาณตนของแม่ชีได้กลายเป็นส่วนสำคัญในคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาธอลิคไป และหลังจากนั้นไม่นานก็มีเกิดขึ้นในนิกายโปรแตสแตนท์ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายสำหรับแม่ชีสาว สถานภาพและบทบาทก็มีสูงส่งเท่าเทียมกันทั้งสองนิกาย และได้รับการยอมรับว่า เป็นสมาชิกขององค์กรทางศาสนาด้วยเช่นกัน ในปี ค.ศ. 1964 มีแม่ชีสังกัดอยู่นับเฉพาะนิกายโรมันคาธอลิคมากกว่า 1 ล้านคน ดังนั้น สำหรับแม่ชีจำนวนล้านๆ คนได้กลายเป็นผู้สละโลกียวิสัยและรักษาพรหมจรรย์เพื่อใช้แนวทางการดำเนินชีวิตแบบใหม่ ซึ่งต่อมาได้มีผู้หญิงเข้ามาบวชอยู่ในสังกัดสืบต่อเนื่องกันตลอดมา แม้ว่าจำนวนผู้หญิงที่เข้ามาบวชแล้วจะมีส่วนหนึ่งได้หลบหนีออกไป เพราะวิถีชีวิตใหม่นั้นเป็นวิถีทางที่ลำบาก ภารกิจที่แม่ชีเหล่านี้จะต้องปฏิบัติก็หลีกเลี่ยงไม่พ้นจากงานผู้หญิงอีกเช่นกัน เช่น การสอนผู้หญิงด้วยกันเองและชาวบ้าน การรักษาพยาบาล การเตรียมอาหาร การบริการอื่นๆ อีก บทบาทในสถานที่แต่ละแห่งก็ไม่แตกต่างกันเลย และเป็นบทบาทที่ได้ประสบกันแทบทุกคน
ในบทบาททางศาสนาอื่นๆ ที่ปฏิบัติมาสำหรับผู้หญิงนั้นเป็นบทบาทที่เหมือนกัน กล่าวคือ ทุกคนได้รับบทบาท สิทธิในทางศาสนาทุกคน แต่ก็มีผู้หญิงเพียงส่วนน้อยที่มีบทบาทสำคัญในพิธีกรรมทางศาสนาต่างๆ เช่น ในการมีส่วนร่วมในงานเลี้ยง Chicken dinner และ Christmas bazaar แม้ว่าจะมีบทบาททั้งชายและหญิง แต่ก็ต่างกันไป ซึ่ง Sharon Emswiler ได้เขียนบรรยายไว้ในงานชื่อ “How the New Woman Feel in the Old Worship Service” ซึ่งได้ตัดตอนบางส่วนของคำกล่าวเมื่อหล่อนได้เข้าร่วม “คำสอนของบรรดาบาทหลวงต่างๆ ข้าพเจ้าก็รู้ว่า พวกเขาไม่ได้มีความมุ่งหวังที่จะสอนผู้หญิง แต่มุ่งที่จะให้แก่ผู้ชายมากกว่า ตัวอย่างที่เขานำมาสอน หรือพูดถึงแทบทั้งมวลเป็นประสบการณ์ของผู้ชาย ข้าพเจ้ารู้สึกว่า สิ่งทั้งหลายนั้นเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า For Men Only ข้าพเจ้ามองเห็นเขา แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่พวกเขากระทำเสมือนมองไม่เห็นข้าพเจ้า
หลังจากการเทศนาแล้ว ผู้ที่เข้าร่วมก็ถูกเชื้อเชิญให้เข้าร่วมในการฉลอง Lord’s Supper ผู้หญิงเป็นผู้เตรียมอาหารและคอยบริการอาหารแก่ผู้ชายก่อน ซึ่งในเช้าวันนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกว่าฝืดคอมากกับขนมปังและเหล้าองุ่น เพราะเข้าใจว่า สิทธิในการยอมรับนั้นแตกต่างกันมาก ”
รูปแบบ “เฉพาะผู้ชายเท่านั้น (men only) หรือผู้ชายต้องมาก่อน (men first)” เช่นนี้ไม่เพียงแต่พบในคริสต์ศาสนาเท่านั้น แต่ยังพบในแทบทุกศาสนา ซึ่งส่วนหนึ่งที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะตัวผู้หญิงเองได้ยอมรับในบทบาทและหน้าที่เช่นนี้ต่อเนื่องกันมา ซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้วการเคลื่อนไหวเพื่อปรับปรุงโครงสร้างใหม่นั้น จะต้องกลับไปศึกษาถึงค่านิยมดั้งเดิมที่มอบให้แก่ความเป็นบิดา เป็นพ่อ และเป็นผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เด็กและผู้หญิงมอบให้
แนวความคิดสำคัญประการหนึ่ง ซึ่งกล่าวกันมากเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ คือ “Total Woman” Marabel Morgan ได้เป็นคนให้แนวคิดนี้ไว้และมาโด่งดังในปี ค.ศ. 1970 แนวความคิดหลักของเรื่องนี้ก็คือ ผู้หญิงจะได้รับความสุขมากขึ้น ถ้าหล่อนทำงานหนักเพื่อทำให้ผู้ชายของเจ้าหล่อนโปรดปราน และยังเป็นแนวคิดที่นิยมกระทำกันในหมู่ผู้หญิง
ดังนั้น สิ่งที่เราอ้างถึงว่าเป็นบทบาทที่รอง และเป็นแนวคิดดั้งเดิมในขั้นถัดมาสำหรับผู้หญิงในการเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนานั้นไม่ใช่สิ่งที่เราจะต้องพูดกันอีกต่อไปอีกแล้ว บางทีอาจกล่าวได้ว่า เป็นแนวคิดที่ตายไปแล้ว โดยสรุปในเนื้อหานี้ ก็มีสิ่งที่ท้าทายและเป็นทางเลือกต่อแนวคิดดั้งเดิมในบทบาทของผู้หญิงกับศาสนาอีกมากมาย ซึ่งบางส่วนนั้น ผู้หญิงเป็นผู้เลือกสรรแนวทางของตนเอง
2. การตอบสนองที่ต้องการให้มีการปรับปรุงบทบาทในทางศาสนาของสตรี (Reformation Responses for the female Religious Role) ในเนื้อหาส่วนนี้มีประเด็นที่มองได้ใน 2 ลักษณะ คือ ความต้องการที่จะสืบต่อประเพณีดั้งเดิมบางประการ และความต้องการที่จะปรับปรุงการจัดองค์กรและรูปแบบบางอย่างที่เป็นของเดิม โดยเฉพาะผู้หญิงในทางการเมืองของอังกฤษนั้นต้องการ 2 สิ่ง ควบคู่ไปพร้อมๆ กัน คือ ต้องการเป็นสมาชิกที่อยู่ในกฎระเบียบของสังคมอันดีงามในกลุ่มศาสนา และในขณะเดียวกันก็ต้องการให้มีการปรับปรุงบางสิ่งบางอย่างที่ค่อนข้างจะล้าสมัยไป
หญิงใดก็ตามที่ต้องการเปลี่ยนลักษณะที่ว่าถูกต้องห้ามจากการออกเสียงในเรื่องของการมีสิทธิเท่าเทียมกัน เพื่อที่จะช่วยเหลือในฐานะผู้สูงวัยที่ให้การอุปถัมภ์หรือช่วยเหลือในกิจกรรมต่างๆ ในทางศาสนา ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยปรับปรุงแนวทางดั้งเดิมได้มากขึ้น อาทิเช่น มีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่เห็นด้วย และต้องการเข้าร่วมในขบวนการเปลี่ยนกฎเกณฑ์ในการห้ามหญิงทำแท้ง หรือการห้ามการคุมกำเนิด ในที่นี้จะกล่าวเน้นถึงลักษณะ 2 ประการ คือ
ประการแรก การเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องผู้หญิงในการเข้ามามีส่วนร่วม และบทบาทในฐานะเป็นผู้นำ นักเทววิทยาชื่อ Rosemary Radford Ruether ได้ใช้คำเรียกเธอเองว่าเป็น “Radical Obedience”
แม้ว่าจะไม่ใช่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่ก็ตาม แต่ประเด็นเรื่องผู้หญิงเข้ามาบวช ก็ได้รับการอภิปรายถกเถียงในปัจจุบันมากมายพอๆ กับการถกเถียงอภิปรายในอดีต ในอเมริการนั้น ผู้หญิงที่บวชเป็นครั้งแรกในคณะนักบวช คือ คณะนักบวช Antoinette Brown ในปี ค.ศ. 1856 ซึ่งต่อมาก็มีคณะ Olympia Brown ติดตามมาในปี ค.ศ. 1863 แต่การบวชในศตวรรษที่ 19 นี้มีเกิดขึ้นน้อยมาก เพราะมีบางกลุ่มบางนิกายเท่านั้นที่ให้ผู้หญิงบวชเข้าในนิกายของตนได้ ตัวอย่างเช่น นิกายเพรสไบเตอร์เรียน ในอเมริกา พึ่งอนุญาตให้ผู้หญิงบวชได้ในปี ค.ศ. 1956 นิกาย Brethren พึ่งจะให้ผู้หญิงบวชครั้งแรกในปี ค.ศ. 1960 นิกาย rabbi ในปี ค.ศ. 1972 เป็นปีแรก และนิกาย Episcopal เริ่มในปี ค.ศ. 1974 เป็นต้น
ปัญหาเรื่องการที่ผู้หญิงมีสิทธิเข้าบวชนี้ เป็นปัญหาที่ได้รับการอภิปรายว่า เป็นลักษณะในทางสังคมประการหนึ่งปรากฏชัดว่า การที่ผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวทางศาสนาในช่วงปี ค.ศ. 1830-1860 พบว่า ผู้นำในนิกายต่างๆ ก็ยังจำกัดสิทธิบางอย่างด้วย ผู้หญิงไม่มีสิทธิขึ้นไปบนแท่นประชุมหรือกล่าวปราศรัย มีผู้หญิงหลายคน อาทิเช่น Grimke, Magaret Prior, Lucy Stone และ Lydia Child ได้เป็นผู้นำ เมื่อ Lucretia Mott และ Elizabeth Cady Stanton ได้เริ่มปกป้องสิทธิสตรีในการประชุม World Anti-Slavery ในลอนดอนปี ค.ศ. 1840 ผู้หญิงเหล่านี้ก็เริ่มวางแผนเคลื่อนไหวเพื่องานทางด้านสิทธิสตรีต่อไปอีก
ในปลายศตวรรษที่ 19 และตอนต้นศตวรรษที่ 20 ได้มีการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิสตรี ซึ่งในการเรียกร้องให้แก้ไขบทบัญญัติทางศาสนาครั้งที่ 19 ในปีค.ศ. 1920 กลุ่มศาสนาบางนิกาย เช่น Baptist, Methodist และ Pentecostal ได้ยอมรับถึงความไม่เท่าเทียมกัน และอนุญาตให้ผู้หญิงเป็นหัวหน้าโบสถ์ได้ถ้าเป็นผู้ที่บวชมาก่อน แต่สิ่งที่น่าสังเกตอย่างยิ่งก็คือ ผู้หญิงเหล่านั้นดูเหมือนจะเข้ามาเป็นหัวหน้าที่มีลักษณะพิเศษ แบบที่ทางการบริหารฯ เรียกว่า ผู้นำแบบมีบุญบารมี แล้วยังกอรปด้วย การมีคุณสมบัติของการเป็นผู้นำ และสามารถรวบรวมกลุ่มนิกายสาขาย่อยๆ ต่างๆ มารวมกันได้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเขตเมืองใหญ่ๆ ผู้หญิงเหล่านี้บางคนอาจจะมีชื่อเสียงรู้จักกันไปทั้งในและนอกประเทศ รวมทั้งมีลูกศิษย์มากมาย เช่น Mary Baker Eddy ผู้ก่อตั้ง Christian Science, Aimee Semple McPherson แห่งนิกาย Evangelist เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ประตูสำหรับการเข้าสู่ศาสนจักร และการเป็นผู้นำในทางศาสนาก็ดูเหมือนจะเปิดรับสำหรับผู้ชายซะมากกว่า ดังได้กล่าวมาแล้วว่า กลุ่มศาสนาหรือนิกายใหญ่ๆ ก็ยังไม่อนุญาตให้ผู้หญิงเข้ามาบวชหรือเป็นผู้นำในทางศาสนาสำหรับนิกายนั้นๆ เช่น นิกาย Orthodox, Lutheran, Missouri Synod และ Roman Catholic ซึ่งแม้ว่าจะเริ่มมีการอภิปรายถกเถียงถึงประเด็นนี้ และมีหนังสือ เอกสาร รวมไปถึงการประชุมต่างๆ อีกมากมายก็ตาม
การที่ผู้หญิงเข้ามาบวชโดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา มีข้อมูล 3 ส่วนที่น่าสนใจ คือ
ส่วนแรก ยังมีผู้หญิงเข้ามาบวชเป็นจำนวนน้อยมาก จากการสำรวจในปี ค.ศ. 1960 ในสหรัฐอเมริกา พบว่า มีผู้หญิงจำนวน 4,727 คน ที่เป็นนักบวช ซึ่งคิดเป็นเพียง 2.3 % ของจำนวนนักบวชทั้งหมด อัตราส่วนนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับ 3.7 % ของผู้พิพากษาและนักกฎหมายทั้งหมด และ 7 % เป็นหมอและศัลยแพทย์ ในปี ค.ศ. 1970 อัตราส่วนของนักบวชที่เป็นผู้หญิงได้เพิ่มขึ้นเป็น 2.9 % แต่ผู้พิพากษา นักกฎหมาย และศัลยแพทย์ ได้เพิ่มขึ้นในอัตราส่วนที่สูงถึง 4.9 % และ 9.3 % ตามลำดับ และจากการสำรวจของ National Council of Churches ของนิกายโปรเตสแตนท์ทั้งหมด ในปี ค.ศ. 1976 พบว่า มีผู้หญิงอยู่ทั้งหมด 10,320 คน โดยกระจายอยู่ตามนิกายต่างๆ ถึง 71 นิกาย ในกลุ่มนิกายเล็กๆ ของพวก Pentecostal มีผู้หญิงเป็นนักบวชถึง 32.2 % ใน 3 นิกาย คือ Salvation Army, Volunturs of Amereca และAmerecan Rescue Mission ซึ่งทั้ง 3 นิกายนี้เน้นเรื่อง คำสอนศักดิ์สิทธิ์ และการบริการสังคม มีผู้หญิงเป็นนักบวชอยู่ถึง 30.4 % ในนิกายย่อยประมาณ 10 นิกายของพวกโปรเตสแตนท์ ซึ่งอนุญาตให้ผู้หญิงบวช มี 2 นิกายที่เล็กกว่าในบรรดานิกายได้กล่าวถึงอนาคตที่ให้ผู้หญิงเข้ามาบวชได้เป็นเวลาหลายศตวรรษมาแล้ว คือ พวก The United Church of Chrest ซึ่งมีผู้หญิงบวชอยู่ประมาณ 400 คน และพวก The Christian Church (Disciples of Chrest) มีประมาณ 388 คน แต่เมื่อเทียบเป็นจำนวนเปอร์เซ็นต์จากจำนวนนักบวชทั้งหมดของทั้ง 2 นิกายแล้วมีเพียง 4.2 และ 5.7 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่วนในนิกายอื่นๆ ก็มีน้อย ในปัจจุบัน คือ The United Methodist Church (319), The United Presbyterian Church in U.S.A. (295), The American Baptist Church (157), The Episcopal Church in the U.S.A. (75), The Lutheran Church (55), The Southern Baptist Convention (20), และ The American Lutheran Church (18) เป็นต้น อัตราเฉลี่ยโดยทั่วๆ ไปแล้วยกเว้น The United Presbyterian Church in U.S.A. ซึ่งมี 2.1 % แล้วพบว่า ทุกๆ กลุ่มจะมีผู้หญิงที่บวชเป็นพระน้อยกว่า 2 % ทั้งสิ้น และกลุ่มต่อไปนี้มีน้อยกว่า 1 % คือ United Methodist, Episcopal, Lutheran Church in American, Southern Baptist Convention และ The American Lutheran Church
ในข้อมูลส่วนที่สองแสดงให้เห็นถึงงานของผู้หญิงที่บวชที่อนุญาตให้ทำอัตราส่วนเรื่องการมีบทบาทในงานใหญ่ๆ มีน้อยมาก ในปี ค.ศ. 1951 มีเพียงประมาณครึ่งหนึ่ง (51.8%) ของผู้หญิงที่บวชเข้ามาช่วยงานทั่วไป สิ่งที่ชี้ให้เห็น ณ ที่นี้ก็คือว่า แนวโน้มในการแยกบทบาทชองผู้หญิงออกไปต่างหาก จากบทบาททางด้านการบริหาร ซึ่งจากแนวทางการศึกษาของ Hammond และ Mitchell โดยการอ้างเหตุผลว่า งานบางอย่างผู้หญิงถนัดและทำได้ดีกว่าผู้ชาย แม้ว่าบางทีการกำหนดบทบาทที่ต้องการให้เกิดขึ้นนี้ อาจจะได้รับการอภิปรายในหนังสือชื่อ “Woman in the Pulpit” ของ Priscilla และ William Proctor
นิกายลูเธอร์แลนด์ มีสิ่งที่น่าสนใจโดยมีข้อมูลที่สนับสนุนแนวความคิดการรับผู้หญิงเข้ามาบวชได้ เช่น ข้อมูล Lawrence Kersten เกี่ยวกับ Detroit Lutherans ซึ่งได้รวบรวมในปี ค.ศ. 1968 ก่อนที่จะมีผู้หญิงในนิกายนี้บวชในอเมริกา แสดงให้เห็นว่า สมาชิกส่วนใหญ่ยอมรับกับการเข้ามามีส่วนร่วมของผู้หญิงในการเป็นนักบวช คือ มี 73 % ของ Lutheran Church ในอเมริกา และ 68 % ของ The American Lutheran Church ซึ่งในแต่ละกรณีนั้นคนธรรมดาที่เป็นสมาชิกนั้นเห็นด้วยมากกว่าตัวพระในนิกายนั้นๆ เอง
การเพิ่มขึ้นในอนาคตของการที่ผู้หญิงเข้ามาบวชในศาสนา ได้กลายมาเป็นประเด็นในการสัมมนาในหลายๆ ครั้ง และผู้หญิงก็เข้ามามีส่วนร่วมในการสัมมนาด้วย ในปี ค.ศ. 1972 และ 1979 ได้มีผู้หญิงเข้าร่วมในการสัมมนาเพิ่มขึ้นมากมาย ในขณะที่ผู้ชายสนใจในประเด็นเหล่านี้เพียงเล็กน้อย โดยดูจากสถิติ ซึ่งในอนาคตอาจจะเป็นไปได้ที่ว่าจะมีผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วม และบทบาทในทางศาสนามากยิ่งๆ ขึ้น
จากแนวการศึกษาที่สองในตอนต้น ซึ่งเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของผู้หญิงกับศาสนา การศึกษานี้ Rosemary Radford Ruether ได้กล่าวว่า เป็นการยอมรับในขั้นพื้นฐาน Ruether เป็นผู้คิดใช้คำนี้ขึ้นมาเอง โดยหล่อนเน้นให้เห็นถึงว่า จะต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างที่มีอยู่ ไม่ใช่ปล่อยไปตามยถากรรม
ในขณะที่มีการเรียกร้องให้มีการปรับปรุงโครงสร้างเสียใหม่แทนที่จะใช้การปฏิวัติ และให้ปฏิเสธหลักเกณฑ์สำคัญของคริสต์ศาสนา Ruether ก็ให้ข้อสังเกตว่า ผู้หญิงในอดีตเป็นผู้นำได้อย่างไร และแสวงหาสิ่งเกื้อหนุนในทางศาสนาได้อย่างไร ผู้หญิงสามารถทำงานและปกครองกลุ่มผู้บวชที่เป็นผู้หญิงสำเร็จลุล่วงได้อย่างดี ในช่วงที่มีการเคลื่อนไหวปฏิรูป ผู้หญิงสามารถยกระดับฐานะตัวเองขึ้นมาเป็นผู้นำได้โดยการนำตัวเองเข้าไปอ้างอิงกับสิ่งที่เรียกว่า บารมีหรือพรสวรรค์ ซึ่งเป็นข้ออ้างที่นอกเหนือแนวความคิดเดิม นอกจากนี้ ผู้หญิงก็ยังอาจจะอ้างว่า เป็นโอกาสของผู้หญิง เพราะ “สิ่งที่สวรรค์ประทานมา” นั้นเกิดขึ้นสำหรับผู้หญิงได้เช่นกัน และการที่บุคคลที่จะเป็นพาหนะนำมนุษย์ไปสู่สรวงสวรรค์นั้นไม่ได้กำหนดเพศไว้
ในจุดนี้ Ruether พยายามที่จะใช้รูปแบบและเนื้อหาทางประวัติศาสตร์ที่เหมาะสม เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า จะต้องมีการปรับปรุงเนื้อหาและรูปร่างของสถาบันทางศาสนาให้สมดุล และได้สัดส่วนกันกับสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยพยายามชี้ให้เห็นว่า งานบางอย่างในทางศาสนานั้น ผู้หญิงเป็นผู้กระทำได้ดีกว่าก็ควรจะจำแนกให้ผู้หญิงรับผิดชอบไป จะช่วยให้องค์กรในทางศาสนาดำเนินไปและอยู่รอดได้
ในขณะที่ Ruether ได้กล่าวถึง ความต้องการของผู้หญิงในปัจจุบันว่า ต้องการเข้าไปมีส่วนทำให้เกิดความสมดุลในลักษณะการจำแนกตามความเหมาะสม คุณภาพ ลัทธิ และความคาดหวัง Ruether ก็ยังได้เสนอและร้องขอให้มีการปฏิรูปแนวคิดเพื่อการยอมรับในการกระทำนี้ด้วย
3. ข้อเสนอเพื่อการปฏิวัติ (Revolutionary Proposals)
ในบรรดาข้อเสนอต่างๆ ที่จะให้มีการเปลี่ยนบทบาทอันด้อยกว่าของผู้หญิงในศาสนาใหญ่ๆ ของโลก โดยเฉพาะในคริสต์ศาสนานั้น ได้มีแนวทางการเคลื่อนไหวอยู่ 2 แนวทางหลัก คือ การเสนอให้แยกองค์กรทางศาสนา และการประกาศให้เห็นเรื่องพ่อมดหมอผี
ผู้นำในหลักการแรก คือ Mary Daly ผู้ซึ่งได้แสดงแนวคิดให้ปรากฏแก่สาธารณชนในปี ค.ศ. 1968 โดยการออกหนังสือชื่อ “The Church and the Second Sex” ในหนังสือเล่มนี้ Mary Daly ได้วิพากษ์วิจารณ์ เรื่องการยอมรับในเรื่องทางเพศทั้งทางด้านแนวคิด และการปฏิบัติในคริสต์ศาสนา โดยเฉพาะนิกายโรมันคาธอลิค แต่ Daly ก็เรียกมันว่า เป็นการปฏิรูปมิใช่การปฏิวัติ โดยเป็นการล้มล้างสิ่งเก่าๆ และคัดระเบียบขึ้นมาใหม่ ซึ่งบางคนถือว่าเป็นการใช้คำที่ไม่ให้ความรุนแรง แต่ความมุ่งหวังดูเหมือนจะเป็นลักษณะของการล้มล้าง ซึ่งเป็นการปฏิวัติ ในปี ค.ศ. 1971 ใน Havard Memorial Church Sermon ซึ่ง Daly ได้พูดถึงการเคลื่อนไหวของสตรีในลักษณะของการพยายามแยกตัวขึ้นมาก่อตั้งชุมชนใหม่ ซึ่งมีความเป็นพี่น้องกันในหมู่ผู้หญิง ลักษณะพฤติกรรมเช่นนี้ ถ้ามองไปแล้วก็ไม่ผิดแผกอะไรไปจากการปฏิวัติ เพราะมันเป็นเสมือนการทำลายความเชื่อมั่นในลักษณะทางเพศ นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างและให้ความหมายของพระเจ้าใหม่ ที่พยายามทำลายลักษณะทางศาสนาที่ยึดถือผู้ชายเป็นหลัก กอปรกับถือเป็นภารกิจที่จะต้องสร้างความเสมอภาคในสังคมขึ้นใหม่ และท้ายที่สุดก็เป็นการแยกตัวเป็นอิสระจากดินแดนของพระผู้เป็นเจ้า (God, The Father) ในแนวคิดและอุดมการณ์ของ Daly ได้เรียกร้องให้ผู้หญิงยอมรับ และพยายามสร้างชุมชนขึ้นหรืออาณาจักรขึ้นใหม่ โดยการหนีจากโลกหรือชุมชนเก่าๆ
ในหนังสือของ Mary Daly ชื่อ “Beyond God the Father” เขาได้กล่าวถึงการล้มล้างพระเจ้าในความคิดดั้งเดิมของพวก Judeo Christian ซึ่งเน้นลักษณะที่มีความโน้มเอียงไปทางผู้ชาย แล้วสร้างความคิดและการยอมเกี่ยวกับพระเจ้าใหม่ และในหนังสือชื่อ “The Church and the Second Sex” เขาได้เสนอแนวคิดแบบคริสต์ล้ำหน้า (postchristian)
นอกจากนี้ยังมี Naomi Goldenberg อีกผู้หนึ่งที่กล่าวถึง ความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิงกับศาสนาในเชิงปฏิวัติ Goldenberg ก็เช่นเดียวกัน Mary Daly ได้เสนอแนวคิดที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว Daly ได้กล่าวถึงปัญหาเรื่องประเพณีดั้งเดิมทางศาสนา และ Daly เริ่มมองถึงบทบาทของผู้หญิงในการเป็นผู้บวช ผู้นำทางศาสนารวมถึงการเป็นบาทหลวง และพยายามสรุปรวมว่า ผู้หญิงก็ควรจะเป็นตัวแทนพระเจ้าที่เป็นผู้ชายได้เช่นกัน นอกจากนี้ Goldenberg ก็พยายามเอาข้อมูลทางด้านประวัติศาสตร์มาชี้ให้เห็นว่า ผู้ชายด้อยกว่าผู้หญิง ในอดีตไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าที่เป็นผู้หญิงหรือหมอผี (Witchcraft) และเมื่อผู้หญิงเคยมีศักดิ์ศรีสูงกว่าหรือเหนือกว่าผู้ชาย การกลับเปลี่ยนสภาพมาอีกครั้งก็คงไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ข้อเสนอของ Goldenberg ได้นำเข้าสู่การประชุมในเรื่องการยกสถานภาพของผู้หญิงที่บอสตัน เมื่อวันที่ 23 เมษายน ปี ค.ศ. 1976 และได้รับความสนใจจากผู้หญิงหลายร้อยคนทีเดียว
บทสรุป
ถ้าเราจะไม่กล่าวถึงประเด็นต่างๆ ที่ยกมาแสดงทั้งหมดแล้วการให้ข้อสังเกตเพิ่มเติม ในบทสรุปดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งที่เหมาะสม ซึ่งงานที่เกี่ยวข้องอาจจะเป็นของ Denise Carmody ซึ่งเป็นผู้หญิงได้ให้ข้อสังเกตว่า การยอมรับในลัทธิและบทบาทของสตรีนั้น มีแนวโน้มทั้งในทางดีขึ้น และเลวลง กล่าวคือ ผู้หญิงได้ถูกเพ่งเล็งถึงเรื่อง ความบริสุทธิ์ ความรัก และพรหมจรรย์ และในขณะเดียวกัน ในบางจุดก็ถูกมองว่าเป็นแม่มดผู้ชั่วร้าย เป็นสิ่งอื่นๆ อีกที่เลวร้าย คาร์โมดี้ยังได้เพิ่มเติมอีกว่า “ตามเนื้อหาในประวัติศาสตร์แล้ว สิ่งที่ผู้หญิงไม่ได้รับก็คือ ความเท่าเทียมกันในความเป็นมนุษย์ทั้งในด้านสังคม และการมีบทบาทในทางศาสนาก็ถูกกำหนดในเรื่องการมีคุณสมบัติที่น้อยกว่า” ซึ่งเนื้อหาเหล่านี้ก็ได้รับการถกเถียงอภิปรายกันมากในสังคมพอๆ กับประเด็นหลักในทางศาสนา
อ้างอิง:
Jo Freeman. The Politics of Woman’s Liberation (New York; D. Mckay 1975) p.14
Jo Freeman. Ibid, p. 13
Merlin Stone, The Paradise Papers (London : Quartel Books, 1976) p.17
Edwin O. James, The Cult of the Mother Goddess (New York : Barnes & Noble, 1959).
Stone, Paradise Papers, p.52
Jacquetta Hawkes and and Leonard Woolly, Prehistory and the Beginnings of Civilization (New York : Harper & Row, Pub, 1963) p.724, และ E.O. Jomes The Ancient Gods (New York : Putnam’s, 1960), p.71
James, The Ancient Gods, p.85
อ้างจากรายงานของ Diodorus ในงานของ Stone, Paradise Papers, p.53
Adolph Jensen, Myth and Cult among Primitive People (Chicago : University of Chicago Press, 1963), pp.141-144
James, Cult of the Mother-Goddness, pp.69-77, และHawkes and Woolley, Prehistory and the Beginnings of Civilization, pp.736
Nancy Falk, “An Image of Woman in Old Buddhist Literatune : The Daughters of Mara” ในหนังสือ Woman and Religion ซึ่งมี Judith Plaskow และ Joan Arnold เป็นบรรณาธิการ (Missoula)
กรรม ตามหลักพุทธศาสนา หมายถึง ทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว มิได้หมายถึง การทำชั่วอย่างเดียวเหมือนเช่นหลายๆ คนเข้าใจ
Denise Carmody, Women and World Religions (Nashville : Abingdon, 1979), pp. 49-50
Gail B. Shulman “View from the Back of Synagogue;Women in Judaism” ใน Sexist Religion and Women in the Church และ Alice L. Hageman เป็นบรรณาธิการ (New York : Association Press, 1974)
I. Timothy 2 : 11-14 New English Bible (New York : Oxford University Press, 1976)
โดยปกติถือเป็นวันหยุดที่ไม่กระทำอะไรเลย แม้กระทั้งสัตว์ตกลงไปในหลุมก็ห้ามช่วย
Carmody, Woman and World Religions, p. 115
Suzanne Cita-Malard Religious Orders of Woman George J. Robinson (New York : Hawthorn, 1964) p.15
Cita-Malard, Religious Orders p.10 และ Marcella Bernstein, The Nuns (Philadelphia : Lippincott, 1976)
Sharon Neufer Emswiler, “How the New Woman Feels in the Old Worship Service in Women and Worship, eds. Sharon Neufer Emswiler and Thomas Neufer Emswiler (New York : Harper 2 Row, Pub, 1974), pp. 3-5 Reprinted by permission of Harper 2 Row, Publishers, Inc.
Marabel Morgan, The Total Woman (Old Tappan, NJ : Fleming H. Revell Company, 1973)
Rosemary Ruether and Eleanor Melaughling, “Women’s Leadership in the Jewish and Spirit (New York : Simon & Schuster, 1979) , p. 19
Magaret B. Crook, Women and Religion (Boston : Beacon Press, 1964) p. 235
Rabbi คือ ผู้นำในนิกาย หรือคณะนิกายทางศาสนา
Constant H. Jacquet, Jr, ed. Yearbook of American and Canadian Churches, 1978, (Nashville:Abingdon Press, 1978), p. 260
Phillip E. Hammond and Robert E. Mitchell “Segmentation of Radicalism-The Case of the Protestant Campus Minister” American Journal of Sociology 71, no. 2 (September 1965)
Priscilla and William Proctor, Woman in the Pulpit, (Garden City, New York Doubbleday, 1976)
Lawrence L. Kerten The Lutheran Ethic (Detroit:Wayne State University Press, 1970) p. 125
Constant H. Jacquet, Jr, ed. Yearbook of American and Canadian Churches, 1980, (Nashville:Abingdon Press, 1980), p. 258
Rosemary Radford Ruether, “Woman’s Leadership in the Jewish and Christian Traditions:Continuity and Chanye”, Women of Spirit eds, Rosemary Radford Ruether and Eleanor Mc Laughlin (New York : Simon & Schuster, 1979), p. 19-28
Naomi Goldenberg Changing of the Gods : Feminism and the End of Traditional Religions (Boston : Beacon Press 1979), p. 3
Woman and World Religion, p. 17
มหาวิทยามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ห้องเรียนสุราษฎร์ วัดพัฒนาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
โลกในปัจจุบันนี้ตกอยู่ในความแปรปรวน ทั้งที่เกิดจากภัยธรรมชาติ และการกระทำของมนุษย์เอง บทความต่างๆ อันเกี่ยวศาสนาทุกบทความล้วนมีคุณค่า ในการกระตุ้นเตือนการกระทำของมนุษย์ ทั้งดี-ชั่ว
วันพุธที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2555
ผู้หญิงกับศาสนาในอดีต : การศึกษาเชิงสังคม
ถ้าเรามองย้อนกลับไปถึงอดีตของมนุษย์ตั้งแต่ในยุคแรกของสังคม มนุษย์ที่มีการยังชีพแบบการล่าสัตว์และหาของป่านั้นผู้หญิงเป็นผู้หาอาหารมาเลี้ยงดูครอบครัวเสียเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นความสำคัญหรือบทบาทของผู้หญิงในยุคนั้นย่อมเท่าเทียมกับผู้ชาย หรือบางทีอาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำไป และเมื่อเรามองเปรียบเทียบถึงเรื่องอำนาจ และสถานภาพของผู้หญิงกับผู้ชายก็จะเห็นว่าไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ชายในด้านใดเลย ยิ่งไปกว่านั้นการมีส่วนร่วม และความรับผิดชอบในสิ่งที่เราเรียกว่า เป็นกิจกรรมหรือพฤติกรรมในทางศาสนาก็เท่าเทียมกับผู้ชายมาโดยตลอด
แต่อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงและหลักฐานทางด้านสรีระหรือองค์ประกอบทางร่างกายหรือชีวภาพก็เป็นปัจจัยที่สำคัญในการกำหนดให้เห็นชัดเจนว่า งานหรือภารกิจของผู้ชายและผู้หญิงย่อมจะต้องแตกต่างออกไป ซึ่งเราต้องยอมรับกันว่า มีส่วนสำคัญอย่างมากประการหนึ่งในการกำหนด บทบาทและสถานภาพระหว่างเพศ ผู้หญิงจะต้องเป็นฝ่ายตั้งท้องเพื่อผลิตสมาชิกให้แก่สังคม ซึ่งถือได้ว่ามีความสำคัญมากในสังคมที่มีการยังชีพแบบหาของป่า และล่าสัตว์เช่นนั้น งานของผู้หญิงนั้นต้องเกี่ยวข้องกับบริเวณที่อยู่หรือแถวๆ กระท่อมที่อาศัย และโดยตัวผู้หญิงเองก็ต้องเลี้ยงดูเด็กๆ ด้วย ศูนย์กลางการหาอาหารมายังชีพก็คงจะเป็นการเก็บหาอาหารพวกมัน เผือก ผลไม้ ฯลฯ รอบๆ ที่พักอาศัยซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก เพราะจะสะดวกในการดูแลเอาใจใส่เด็กๆ และดูแลบ้านเรือนตลอดจนที่พักอาศัย ข้างฝ่ายผู้ชายก็เป็นผู้ออกไปล่าสัตว์ ซึ่งอยู่ในเขตป่าห่างไกลจากชุมชนที่อยู่เป็นอันมาก จากลักษณะงานที่แตกต่างกันในการยังชีพเช่นนี้จะเห็นได้ว่า ลักษณะงานของสตรีก็เป็นตัวกำหนดขอบเขตความสำคัญของบทบาทและสถานภาพของผู้หญิงในอีกระดับหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม ในยุคนี้สถานภาพของสตรีก็ยังสูงเด่นอยู่ อันเนื่องมาจากในสังคมเช่นนั้นต้องการ การเพิ่มขึ้นของสมาชิกอยู่เป็นอันมาก ซึ่งผู้หญิงก็มีบทบาทอย่างยิ่งต่อการดูแลเอาใจใส่เพื่อการอยู่รอดของสมาชิกใหม่ของสังคม บทบาทของผู้หญิงก็ยังไม่ได้ลดลง
พอเข้ามาสู่สังคมยุคที่มนุษย์เริ่มรู้จักเกษตรกรรมเพาะปลูก ซึ่งเป็นยุคที่มนุษย์เรียนรู้ถึงความสัมพันธ์แบบเป็นเหตุเป็นผลของการเพาะปลูก ซึ่งอาจเกิดการเรียนรู้จากการที่กินผลไม้แล้วทิ้งเมล็ดจนงอกเจริญเติบโต หรือไม่ก็ตาม บทบาทของผู้หญิงก็ลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และผู้หญิงอีกนั้นแหละที่เป็นคนเพาะปลูก ดูแลรักษา และเก็บเกี่ยวผลทางการเกษตรเหล่านั้น ในขณะที่ผู้ชายมักจะแสวงหาการละเล่นต่างๆ มาเล่นเกมเพื่อความบันเทิงใจ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าบทบาทของผู้หญิงในยุคนั้นก็ยังมีความมั่นคงอยู่ เนื่องจากการเป็นผู้มีบทบาทในการหาอาหารมาเลี้ยงดูครอบครัว เป็นสิ่งสนับสนุนสถานภาพอยู่ ดังนั้น เราจะสามารถพบว่า ในบางพื้นที่มีลักษณะความเป็นอยู่แบบถือแม่เป็นใหญ่ (Matrilineal) พบได้เท่าๆ กับลักษณะความเป็นอยู่แบบถือพ่อเป็นใหญ่ (Patrilineal) เช่นกัน ความเป็นอิสระในทางเพศก็ปรากฏให้เห็นเด่นชัด ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการร่วมหอตกลงแต่งงาน การหย่าร้าง ก็มักพบว่า ผู้ชายและผู้หญิงมีอิสระเท่ากัน ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ในยุคนี้สถานภาพของผู้ชายและผู้หญิงแตกต่างกันน้อยมาก
เมื่อมีการเลี้ยงสัตว์ตามมา ไม่ว่าเพื่อช่วยเหลือในการเพาะปลูกหรือเป็นอาหารก็ตาม บทบาทของผู้ชายในขบวนการผลิตอาหารเพื่อการยังชีพก็เริ่มต้นมีความสำคัญ และสูงเด่นกว่าผู้หญิง เพราะไม่ว่าจะเป็นการใช้สัตว์เลี้ยงช่วยในการเพาะปลูก (การไถคราด ฯลฯ) หรือการควบคุมดูแล ตลอดจนฆ่าเพื่อมาประกอบอาหารนั้น ต้องใช้พลังในอีกระดับหนึ่ง ซึ่งผู้ชายก็มีความแข็งแกร่งทางร่างกายที่เหนือกว่าผู้หญิงในงานหรือภารกิจเช่นนี้ จุดนี้เองถือได้ว่าเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อในการเปลี่ยนแปลงสถานภาพและบทบาทของสตรี และเมื่อก้าวเข้าสู่ยุคมีการพัฒนาการทางเทคโนโลยี และวิวัฒนาการของสังคมสูงขึ้น ผู้หญิงยิ่งต้องเพิ่มการพึ่งพาผู้ชายมากขึ้น แม้ว่าผู้หญิงจะมีบทบาทสำคัญในการเลี้ยงดูและดูแลเด็ก การเตรียมอาหารและการดูแลบ้านเรือน โอกาสและเวลาที่จะมาจับงานทางด้านเทคโนโลยีและการผลิตต่างๆ ยิ่งลดน้อยถอยห่างออกไปทุกที ซึ่งไม่เพียงแต่ขาดโอกาสในเรื่องการเป็นผู้ผลิตเท่านั้น แต่การมีส่วนร่วมในขบวนการผลิตก็แทบจะไม่มีเลย ดังนั้น “เมื่อมีการพึ่งพาเพิ่มขึ้นมากเท่าไหร่ สถานภาพและบทบาทก็จะลดลงมากเท่านั้น” และสภาวะเช่นนี้เกิดขึ้นติดต่อกันเรื่อยมาเป็นเวลานาน พร้อมๆ กับการพัฒนาการของสังคมที่เกิดขึ้น และแม้ว่า โดยข้อเท็จจริงแล้วเราจะเห็นว่าจะเริ่มเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า Industrialization ซึ่งผู้หญิงได้กลับเข้ามามีบทบาทในขบวนการของการผลิต ในฐานะเป็นผู้ร่วมผลิตอีกครั้ง ซึ่งเราจะเห็นได้ว่ามีการใช้แรงงานทั้งผู้ชาย ผู้หญิงและแม้กระทั้งแรงงานเด็ก (ซึ่งมีประวัติเริ่มต้นจากการผลิตอุตสาหกรรมในครัวเรือนก่อน) แต่สถานภาพของผู้หญิงก็มิได้รับการส่งเสริมให้ดีขึ้นเลย บางคนถึงกับกล่าวว่า เป็นคนที่อยู่ในชนชั้นที่ถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างไม่เปลี่ยนแปลง นักเขียนเกี่ยวกับเรื่องสิทธิสตรีบางคนที่มองในเชิงเศรษฐศาสตร์เปรียบเทียบว่า ผู้หญิงเสมือนผู้ผลิตในขณะที่ผู้ชายเหมือนพ่อค้าคนกลางที่พยายามกดราคาสินค้า แต่นำไปฉกฉวยผลประโยชน์มากขึ้นอีกต่อหนึ่ง ลักษณะของงานอุตสาหกรรมที่ทำให้ผู้หญิงออกนอกบ้านมามีส่วนร่วมในการเลี้ยงชีพนั้น เกิดขึ้นครั้งแรกสุด เชื่อกันว่าในโรงงานอุตสาหกรรมทอผ้า (textile) เพราะเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะละเอียดอ่อนซึ่งผู้หญิงมักอดทนและทำได้ดีกว่าผู้ชาย กอรปกับเป็นงานที่เน้นทักษะที่ผู้หญิงถนัดอยู่แล้วด้วย แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้เป็นงานที่ที่ต้องใช้แรงกายมากกว่าจะใช้สติปัญญาในระดับสูง จึงส่งผลกระทบก็ คือ ผู้หญิงส่วนมากมักจะมีการศึกษาน้อย ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วมีการศึกษาในช่วงประถมศึกษา-มัธยมศึกษา เพราะเป็นสิ่งเพิ่มรายได้แก่ครอบครัว โดยไม่ต้องการสติปัญญามากนัก ยิ่งทำให้การศึกษาของผู้หญิงลดลงต่ำอีกต่อไป และสวัสดิการต่างๆ ก็เริ่มเลวลงไม่มีหลักประกันในทางสังคม แต่อย่างไรก็ตาม งานการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิของผู้หญิงนั้นก็ได้เริ่มขึ้นในยุคแรกๆ ของสังคมแบบอุตสาหกรรมเช่นกัน จุดเคลื่อนไหวประการแรกคือ การออกหนังสือที่ชื่อ The Vindication of the Rights of Woman ซึ่งตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1792 และต่อมาในปี ค.ศ. 1848 ได้มีการประชุมร่วมกันในกลุ่มผู้หญิงชาวอเมริกัน ซึ่งนำโดย Lucretia Molt และElizabeth Cady Stanton ซึ่งชื่อเสียงของผู้นำหญิงทั้งสองคนนี้เป็นที่รู้จักกันมากในกลุ่มนักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีในศตวรรษที่ 19
มหาวิทยามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ห้องเรียนสุราษฎร์ วัดพัฒนาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
แต่อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงและหลักฐานทางด้านสรีระหรือองค์ประกอบทางร่างกายหรือชีวภาพก็เป็นปัจจัยที่สำคัญในการกำหนดให้เห็นชัดเจนว่า งานหรือภารกิจของผู้ชายและผู้หญิงย่อมจะต้องแตกต่างออกไป ซึ่งเราต้องยอมรับกันว่า มีส่วนสำคัญอย่างมากประการหนึ่งในการกำหนด บทบาทและสถานภาพระหว่างเพศ ผู้หญิงจะต้องเป็นฝ่ายตั้งท้องเพื่อผลิตสมาชิกให้แก่สังคม ซึ่งถือได้ว่ามีความสำคัญมากในสังคมที่มีการยังชีพแบบหาของป่า และล่าสัตว์เช่นนั้น งานของผู้หญิงนั้นต้องเกี่ยวข้องกับบริเวณที่อยู่หรือแถวๆ กระท่อมที่อาศัย และโดยตัวผู้หญิงเองก็ต้องเลี้ยงดูเด็กๆ ด้วย ศูนย์กลางการหาอาหารมายังชีพก็คงจะเป็นการเก็บหาอาหารพวกมัน เผือก ผลไม้ ฯลฯ รอบๆ ที่พักอาศัยซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก เพราะจะสะดวกในการดูแลเอาใจใส่เด็กๆ และดูแลบ้านเรือนตลอดจนที่พักอาศัย ข้างฝ่ายผู้ชายก็เป็นผู้ออกไปล่าสัตว์ ซึ่งอยู่ในเขตป่าห่างไกลจากชุมชนที่อยู่เป็นอันมาก จากลักษณะงานที่แตกต่างกันในการยังชีพเช่นนี้จะเห็นได้ว่า ลักษณะงานของสตรีก็เป็นตัวกำหนดขอบเขตความสำคัญของบทบาทและสถานภาพของผู้หญิงในอีกระดับหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม ในยุคนี้สถานภาพของสตรีก็ยังสูงเด่นอยู่ อันเนื่องมาจากในสังคมเช่นนั้นต้องการ การเพิ่มขึ้นของสมาชิกอยู่เป็นอันมาก ซึ่งผู้หญิงก็มีบทบาทอย่างยิ่งต่อการดูแลเอาใจใส่เพื่อการอยู่รอดของสมาชิกใหม่ของสังคม บทบาทของผู้หญิงก็ยังไม่ได้ลดลง
พอเข้ามาสู่สังคมยุคที่มนุษย์เริ่มรู้จักเกษตรกรรมเพาะปลูก ซึ่งเป็นยุคที่มนุษย์เรียนรู้ถึงความสัมพันธ์แบบเป็นเหตุเป็นผลของการเพาะปลูก ซึ่งอาจเกิดการเรียนรู้จากการที่กินผลไม้แล้วทิ้งเมล็ดจนงอกเจริญเติบโต หรือไม่ก็ตาม บทบาทของผู้หญิงก็ลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และผู้หญิงอีกนั้นแหละที่เป็นคนเพาะปลูก ดูแลรักษา และเก็บเกี่ยวผลทางการเกษตรเหล่านั้น ในขณะที่ผู้ชายมักจะแสวงหาการละเล่นต่างๆ มาเล่นเกมเพื่อความบันเทิงใจ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าบทบาทของผู้หญิงในยุคนั้นก็ยังมีความมั่นคงอยู่ เนื่องจากการเป็นผู้มีบทบาทในการหาอาหารมาเลี้ยงดูครอบครัว เป็นสิ่งสนับสนุนสถานภาพอยู่ ดังนั้น เราจะสามารถพบว่า ในบางพื้นที่มีลักษณะความเป็นอยู่แบบถือแม่เป็นใหญ่ (Matrilineal) พบได้เท่าๆ กับลักษณะความเป็นอยู่แบบถือพ่อเป็นใหญ่ (Patrilineal) เช่นกัน ความเป็นอิสระในทางเพศก็ปรากฏให้เห็นเด่นชัด ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการร่วมหอตกลงแต่งงาน การหย่าร้าง ก็มักพบว่า ผู้ชายและผู้หญิงมีอิสระเท่ากัน ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ในยุคนี้สถานภาพของผู้ชายและผู้หญิงแตกต่างกันน้อยมาก
เมื่อมีการเลี้ยงสัตว์ตามมา ไม่ว่าเพื่อช่วยเหลือในการเพาะปลูกหรือเป็นอาหารก็ตาม บทบาทของผู้ชายในขบวนการผลิตอาหารเพื่อการยังชีพก็เริ่มต้นมีความสำคัญ และสูงเด่นกว่าผู้หญิง เพราะไม่ว่าจะเป็นการใช้สัตว์เลี้ยงช่วยในการเพาะปลูก (การไถคราด ฯลฯ) หรือการควบคุมดูแล ตลอดจนฆ่าเพื่อมาประกอบอาหารนั้น ต้องใช้พลังในอีกระดับหนึ่ง ซึ่งผู้ชายก็มีความแข็งแกร่งทางร่างกายที่เหนือกว่าผู้หญิงในงานหรือภารกิจเช่นนี้ จุดนี้เองถือได้ว่าเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อในการเปลี่ยนแปลงสถานภาพและบทบาทของสตรี และเมื่อก้าวเข้าสู่ยุคมีการพัฒนาการทางเทคโนโลยี และวิวัฒนาการของสังคมสูงขึ้น ผู้หญิงยิ่งต้องเพิ่มการพึ่งพาผู้ชายมากขึ้น แม้ว่าผู้หญิงจะมีบทบาทสำคัญในการเลี้ยงดูและดูแลเด็ก การเตรียมอาหารและการดูแลบ้านเรือน โอกาสและเวลาที่จะมาจับงานทางด้านเทคโนโลยีและการผลิตต่างๆ ยิ่งลดน้อยถอยห่างออกไปทุกที ซึ่งไม่เพียงแต่ขาดโอกาสในเรื่องการเป็นผู้ผลิตเท่านั้น แต่การมีส่วนร่วมในขบวนการผลิตก็แทบจะไม่มีเลย ดังนั้น “เมื่อมีการพึ่งพาเพิ่มขึ้นมากเท่าไหร่ สถานภาพและบทบาทก็จะลดลงมากเท่านั้น” และสภาวะเช่นนี้เกิดขึ้นติดต่อกันเรื่อยมาเป็นเวลานาน พร้อมๆ กับการพัฒนาการของสังคมที่เกิดขึ้น และแม้ว่า โดยข้อเท็จจริงแล้วเราจะเห็นว่าจะเริ่มเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า Industrialization ซึ่งผู้หญิงได้กลับเข้ามามีบทบาทในขบวนการของการผลิต ในฐานะเป็นผู้ร่วมผลิตอีกครั้ง ซึ่งเราจะเห็นได้ว่ามีการใช้แรงงานทั้งผู้ชาย ผู้หญิงและแม้กระทั้งแรงงานเด็ก (ซึ่งมีประวัติเริ่มต้นจากการผลิตอุตสาหกรรมในครัวเรือนก่อน) แต่สถานภาพของผู้หญิงก็มิได้รับการส่งเสริมให้ดีขึ้นเลย บางคนถึงกับกล่าวว่า เป็นคนที่อยู่ในชนชั้นที่ถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างไม่เปลี่ยนแปลง นักเขียนเกี่ยวกับเรื่องสิทธิสตรีบางคนที่มองในเชิงเศรษฐศาสตร์เปรียบเทียบว่า ผู้หญิงเสมือนผู้ผลิตในขณะที่ผู้ชายเหมือนพ่อค้าคนกลางที่พยายามกดราคาสินค้า แต่นำไปฉกฉวยผลประโยชน์มากขึ้นอีกต่อหนึ่ง ลักษณะของงานอุตสาหกรรมที่ทำให้ผู้หญิงออกนอกบ้านมามีส่วนร่วมในการเลี้ยงชีพนั้น เกิดขึ้นครั้งแรกสุด เชื่อกันว่าในโรงงานอุตสาหกรรมทอผ้า (textile) เพราะเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะละเอียดอ่อนซึ่งผู้หญิงมักอดทนและทำได้ดีกว่าผู้ชาย กอรปกับเป็นงานที่เน้นทักษะที่ผู้หญิงถนัดอยู่แล้วด้วย แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้เป็นงานที่ที่ต้องใช้แรงกายมากกว่าจะใช้สติปัญญาในระดับสูง จึงส่งผลกระทบก็ คือ ผู้หญิงส่วนมากมักจะมีการศึกษาน้อย ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วมีการศึกษาในช่วงประถมศึกษา-มัธยมศึกษา เพราะเป็นสิ่งเพิ่มรายได้แก่ครอบครัว โดยไม่ต้องการสติปัญญามากนัก ยิ่งทำให้การศึกษาของผู้หญิงลดลงต่ำอีกต่อไป และสวัสดิการต่างๆ ก็เริ่มเลวลงไม่มีหลักประกันในทางสังคม แต่อย่างไรก็ตาม งานการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิของผู้หญิงนั้นก็ได้เริ่มขึ้นในยุคแรกๆ ของสังคมแบบอุตสาหกรรมเช่นกัน จุดเคลื่อนไหวประการแรกคือ การออกหนังสือที่ชื่อ The Vindication of the Rights of Woman ซึ่งตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1792 และต่อมาในปี ค.ศ. 1848 ได้มีการประชุมร่วมกันในกลุ่มผู้หญิงชาวอเมริกัน ซึ่งนำโดย Lucretia Molt และElizabeth Cady Stanton ซึ่งชื่อเสียงของผู้นำหญิงทั้งสองคนนี้เป็นที่รู้จักกันมากในกลุ่มนักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีในศตวรรษที่ 19
มหาวิทยามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ห้องเรียนสุราษฎร์ วัดพัฒนาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ศาสนากับผู้หญิง
บทนำ
ในปัจจุบันเราจะพบว่ามีการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องถึงบทบาท และสถานภาพของสตรีมากขึ้น ทั้งในรูปของบทความ เอกสารและงานวิจัยต่างๆ ตลอดรวมไปถึงการประชุมอภิปรายในเรื่องราวเหล่านี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง นอกจากนี้เรายังพบการเรียกร้องสิทธิสตรีในรูปแบบที่ไม่เป็นทางการ แต่แสดงออกมาในหลายๆ รูปแบบ เช่น ในภาพยนตร์ ละคร บทเพลง ฯลฯ ซึ่งการเคลื่อนไหวเหล่านี้มีผลกระทบถึงความเชื่อ และพฤติกรรมทางศาสนามากมาย มีประเด็นต่างๆ ที่กล่าวพาดพิงถึงเรื่องศาสนากับผู้หญิง หลายลักษณะซึ่งรวมถึงลักษณะที่สนับสนุนหรือเอื้ออำนวยและลักษณะที่เป็นสิ่งขัดขวางการพัฒนาบทบาทและสถานภาพสตรีก็มีอยู่เป็นมาก ซึ่งการตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับผู้หญิงในอดีตที่ผ่านมาจากข้อเท็จจริงก็คงเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาเรื่องสถานภาพและบทบาทของสตรีอยู่ไม่น้อย
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบถึงความสัมพันธ์ในเชิงสังคม ระหว่างผู้หญิงกับศาสนา ทั้งในเชิงประวัติศาสตร์และในสภาพการณ์ปัจจุบัน ทั้งนี้เพื่อเป็นการศึกษาถึงบทบาทและสถานภาพของสตรีในด้านข้อเท็จจริง นอกเหนือจากแนวคิดที่มีมาจากคำสอนทางศาสนาอีกโสดหนึ่ง
มหาวิทยามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ห้องเรียนสุราษฎร์์ธานี วัดพัฒนาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ในปัจจุบันเราจะพบว่ามีการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องถึงบทบาท และสถานภาพของสตรีมากขึ้น ทั้งในรูปของบทความ เอกสารและงานวิจัยต่างๆ ตลอดรวมไปถึงการประชุมอภิปรายในเรื่องราวเหล่านี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง นอกจากนี้เรายังพบการเรียกร้องสิทธิสตรีในรูปแบบที่ไม่เป็นทางการ แต่แสดงออกมาในหลายๆ รูปแบบ เช่น ในภาพยนตร์ ละคร บทเพลง ฯลฯ ซึ่งการเคลื่อนไหวเหล่านี้มีผลกระทบถึงความเชื่อ และพฤติกรรมทางศาสนามากมาย มีประเด็นต่างๆ ที่กล่าวพาดพิงถึงเรื่องศาสนากับผู้หญิง หลายลักษณะซึ่งรวมถึงลักษณะที่สนับสนุนหรือเอื้ออำนวยและลักษณะที่เป็นสิ่งขัดขวางการพัฒนาบทบาทและสถานภาพสตรีก็มีอยู่เป็นมาก ซึ่งการตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับผู้หญิงในอดีตที่ผ่านมาจากข้อเท็จจริงก็คงเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาเรื่องสถานภาพและบทบาทของสตรีอยู่ไม่น้อย
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบถึงความสัมพันธ์ในเชิงสังคม ระหว่างผู้หญิงกับศาสนา ทั้งในเชิงประวัติศาสตร์และในสภาพการณ์ปัจจุบัน ทั้งนี้เพื่อเป็นการศึกษาถึงบทบาทและสถานภาพของสตรีในด้านข้อเท็จจริง นอกเหนือจากแนวคิดที่มีมาจากคำสอนทางศาสนาอีกโสดหนึ่ง
มหาวิทยามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ห้องเรียนสุราษฎร์์ธานี วัดพัฒนาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
วันจันทร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2555
สานเสวนา (Dialogue) : กลไกแห่งความสำเร็จในการจัดการความขัดแย้งและเสริมสร้างสมานฉันท์จริงหรือไม่ ?
การสื่อสารที่ดีและมีประสิทธิภาพ นับว่าเป็นพื้นฐานหลักที่สำคัญในการป้องกันและแก้ปัญหาความขัดแย้ง โดยเฉพาะถ้าเป็นความขัดแย้งทางด้านค่านิยมหรือความเชื่อซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ยากในการที่จะให้คนใดคนหนึ่งปรับเปลี่ยนความคิดความเชื่อของเขา อย่างไรก็ตาม แม้ว่าแต่ละคนจะมีความเชื่ออย่างสุดโต่งและให้คุณค่าของสิ่งหนึ่งสิ่งใดต่างกัน แต่ถ้าหากทั้งสองฝ่ายได้มีการสื่อสาร มี “การประชาเสวนา” Citizens Dialogue หรือ “การสานเสวนา” หรือการพูดคุยและทำความเข้าใจซึ่งกันและกันแล้วอย่างสันติวิธี ความขัดแย้งก็อาจจะไม่เกิดก็ได้หากพิจารณาดูให้ดีจะพบว่าในแต่ละวันมนุษย์ทุกคนต่างมีการสื่อสารกับสิ่งที่อยู่รอบตัวโดยปริยายอยู่แล้ว เริ่มตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งถึงเข้านอน แต่เรามักจะละเลยไม่ให้ความสนใจกับ
การสื่อสารเหล่านี้ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาและเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ ซึ่งคิดว่าคนอื่นน่าจะรับรู้เรื่องของเรา รู้ว่าเราคิดอะไร ซึ่งในความเป็นจริงก็อาจเข้าใจอะไรที่ผิดๆ ไปก็ได้ ดังนั้น หากเรานึกดูให้ดีในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงานหรือการดำเนินชีวิต เราควรน่าจะมีการสื่อสารพูดคุยกันอย่างต่อเนื่องจะดีหรือไม่ เพราะจะเห็นว่าถ้าเรามีการสื่อสารที่ดีต่อกันแล้ว การสื่อสารจะช่วยป้องกันและแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ง่ายขึ้น
การสานเสวนา: กลไกแห่งความสำเร็จในการจัดการความขัดแย้งและเสริมสร้างสมานฉันท์เราทราบกันแล้วว่าปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นเรื่องที่สลับซับซ้อนและมักจะสร้างความลำบากใจให้แก่หน่วยงานและผู้ปฏิบัติงานที่รับผิดชอบเป็นอย่างมาก เพราะปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมักจะเกิดควบคู่ไปกับปัญหาอื่นๆ ไปพร้อมๆ กัน รวมถึงความรุนแรงในปัจจุบัน พบว่ากลุ่มคนหรือหน่วยงานหนึ่งหน่วยงานใดเพียงลำพังไม่อาจจะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของสังคมที่มีความสลับซับซ้อนได้ด้วยตัวเอง สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือหลายคนคิดว่าการใช้ความรุนแรงอย่างเด็ดขาดน่าจะเป็นเครื่องมือหรือวิธีการที่สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้ แต่ความเป็นจริงแล้วความรุนแรงก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ หากแต่เราควรจะต้องนำกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของประชาชนเข้ามาใช้ในการแก้ปัญหา โดยจะต้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและผู้ได้รับผลกระทบไม่ว่าจะเป็นผลกระทบทางตรงหรือทางอ้อมก็ตามได้เข้ามามีส่วนร่วมในการ
แก้ไขปัญหาของตัวเอง เพราะจะเห็นได้จากในอดีตว่ามีนโยบายสาธารณะจำนวนมากที่ออกมาแล้วก่อให้เกิดปัญหาความยุ่งยาก มีสลับซับซ้อนเกินไป ยากต่อการจัดการ ควบคุม และในที่สุดไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้ ซึ่งหลายต่อหลายครั้งพบว่า “ไม่มีทางออกหรือไม่มีแนวทางแก้ไข” หรือมีก็มีเพียงแต่แนวทางแก้ไขชั่วคราวหรือไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ เพราะโดยแท้จริงแล้วการที่ไม่นำกระบวนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของประชาชนไปใช้ในการแก้ปัญหาเหล่านั้นนับว่าเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ไม่ยั่งยืนหรือไม่
นอกจากนี้ การนำวิธีการแก้ปัญหาที่เน้นเฉพาะทางด้านเทคนิคและวิชาการมาใช้เป็นมาตรการในการแก้ปัญหาเพื่อ “การตัดช่องว่างหรือตัดตอน” เพียงอย่างเดียวคงจะไม่เกิดประโยชน์และไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เพราะสิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรให้เสียง ความต้องการหรือความคิดเห็นของสาธารณชนได้รับการรับฟังและหาทางแก้ปัญหาอย่างแท้จริง ทั้งนี้ เพื่อนำมาปรับปรุงนโยบายหรือโครงการที่กำลังดำเนินการให้ทุกฝ่ายยอมรับโดยทั่วกัน
ปัญหาที่พบส่วนใหญ่คือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ได้รับผลกระทบจากการกำหนดนโยบายหรือการแก้ปัญหามักจะมีความต้องการที่แตกต่างกันไปต่างๆ นาๆ ซึ่งการที่คนได้รับผลกระทบมากหรือน้อยนั้นจะขึ้นอยู่กับความต้องการเฉพาะของผู้นั้น ซึ่งอาจเป็นความต้องการในด้านค่านิยมคุณค่า ความเชื่อ วิถีวัฒนธรรม ประเพณี หรือโลกทัศน์ ซึ่งจะเห็นว่าความต้องการเหล่านั้นเป็นผลกระทบที่อยู่นอกเหนือไปกว่าประเด็นปัญหาที่มีการบัญญัติไว้เป็นกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือข้อมูลด้านเทคนิคที่มีอยู่ ซึ่งบ่อยครั้งที่สังคมมีการละเลยกับประเด็นเหล่านี้เพราะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยไม่สำคัญเท่าไร แต่ความจริงเรื่องที่คิดว่าไม่เป็นเรื่องก็เป็นปัญหาใหญ่และทำให้สาธารณชนเกิดความไม่ลงรอยกันและแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายกลายเป็นประเด็นปัญหาใหญ่เกิดขึ้น มีข้อสังเกตว่า กระบวนการที่ให้สาธารณชนเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องนั้น ไม่ได้เป็น
เครื่องหมายยืนยันหรือหมายความว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนจะเป็นยาสารพัดโรคที่จะช่วยแก้ไขปัญหาได้ทุกเรื่อง เพราะเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือผู้ปฏิบัติงานด้านนี้ก็คงรับรู้ถึงความท้าท้ายของปัญหาที่ยากเหล่านี้ได้ เพราะแม้จะพยายามให้สาธารณชนมาร่วมให้ข้อมูลและแก้ไขปัญหาหลายต่อหลายครั้ง แต่ปัญหาก็ไม่สามารถแก้ไขได้สำเร็จ คำถามคือทำไมไม่สำเร็จ อาจตอบได้ว่าเพราะกระบวนการมีส่วนร่วมที่จัดหรือเวทีประชุมสาธารณะมักจะมีแนวโน้มที่ไม่ค่อยสนับสนุนกระบวนการมีส่วนร่วมแก่ประชาชนอย่างแท้จริงใช่หรือไม่
สิ่งที่เราควรปฏิบัติกันขณะนี้และน่าจะทำต่อๆ ไปในอนาคตคือเราต้องใช้วิธีการที่แตกต่างไปจากวิธีการที่เคยปฏิบัติกันมาในอดีตจะดีกว่าไหม โดยอาจเริ่มตั้งแต่การใช้คำพูดที่ทำให้ทุกคนรู้สึกว่าเป็นพวกหรือฝ่ายเดียวกันก่อน เช่น ใช้คำพูดแทนทุกคนว่า “พวกเรา” น่าจะดีกว่าไหม โดยไม่ใช้คำว่า “ผมไม่เห็นด้วยกับคุณ” หรือ “พวกผมไม่เห็นด้วยกับพวกคุณ” เพราะการพูดว่าผมหรือพวกผมจะก่อให้เกิดแบ่งเป็นฝ่ายๆ มีฝ่ายผมและฝ่ายคุณ ดังนั้น วิธีการแบบใหม่และง่ายที่สุดคือการใช้คำพูดว่า “พวกเรา” น่าจะช่วยทำให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวกันไหมเพราะการพูดแบบนี้จะเป็นการเปิดโอกาสให้สาธารณชนรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน รู้สึกเป็นเจ้าของ ได้เข้ามามีส่วนร่วม ช่วยดำเนินการและริเริ่มการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของโครงการกระบวนการสื่อสารสองทางนี้เป็นกลไกที่ทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้กำหนดนโยบายและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายสาธารณะโดยใช้วิธีการที่เรียกว่า “สานเสวนา” หรือ “ประชาเสวนา” (Citizen Dialogue)
การสานเสวนา (Citizen Dialogue) คือ กระบวนการมีส่วนร่วมอย่างหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญต่อการป้องกันและแก้ปัญหาความขัดแย้ง การสานเสวนาจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการเป็นฝักเป็นฝ่ายหรือตรงข้ามกัน โดยจะช่วยทำปัญหาหรือความต้องการที่ฝ่ายหนึ่งต้องเลือกว่า “ใช่” และอีกฝ่ายหนึ่งที่ต้องเลือกว่า “ไม่ใช่” ง่ายขึ้นต่อการจัดการและแก้ปัญหาได้ เพราะกระบวนการสานเสวนาจะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกคนช่วยกันสะท้อนมุมมองและความคิดเห็นซึ่งแม้มีความแตกต่างกัน ให้เกิดความเข้าใจและเรียนรู้ร่วมกันได้ง่ายขึ้น การสานเสวนาจะช่วยสร้างบรรทัดฐานในการประเมินแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างกว้างขวาง และสามารถนำไปสู่การตัดสินใจร่วมกัน แต่มีข้อสังเกตว่าบรรทัดฐานดังกล่าวต้องอยู่บนพื้นฐานความต้องการที่แท้จริงของแต่ละฝ่าย ซึ่งอาจมีความแตกต่างกันไปก็ได้
การสานเสวนา (Citizen Dialogue) จะช่วยเสริมสร้างความสามารถของประชาชนหรือผู้เข้าร่วมสานเสวนาในการที่จะ “คิด” “พูด” และ “ปฏิบัติ” ร่วมกันต่อประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นหรือโครงการที่ทุกคนต้องการให้เกิดขึ้น กระบวนการสานเสวนาถูกออกแบบมาเพื่อสร้างให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันของทุกคน โดยมุ่งหวังที่จะให้เป็นรูปแบบและแนวทางการที่ก่อให้เกิดกระบวนการปฏิสัมพันธ์ของประชาชนอย่างเป็นปกตินิสัย และเป็นประเพณีที่ใช้ต่อไปทุกๆ ครั้งที่เกิดปัญหาความขัดแย้งในสังคม เพราะการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีบทบาทได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาอย่างชอบธรรมจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีซึ่งกันและกันมากขึ้นซึ่งนับว่าเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของสังคม กระบวนการที่ให้ประชาชนรวมตัวกันเพื่อสานเสวนาในปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะมาจากนโยบายสาธารณะหรือความขัดแย้งเรื่องอื่นๆ ก็ตาม จะเป็นคล้ายๆ เครื่องมือที่มากำกับกระบวนการบังคับให้ประชาชนหรือผู้เกี่ยวข้องหันหน้ามาคุยกันว่าแต่ละฝ่ายมีความต้องการ ห่วงกังวลหรือมีความสนใจเรื่อง
อะไรอยู่ ตลอดจนพิจารณาถึงคุณค่าความต้องการของคนอื่นว่าเป็นอย่างไร จนในที่สุดสามารถจะรับรู้ถึงความต้องการของตัวเองและผู้อื่นได้ โดยทุกคนอาจจะไม่สามารถ “ได้รับสิ่งที่ต้องการได้ทั้งหมด” แต่ก็เป็นฉันทามติร่วมกันได้ ดังนั้น กระบวนการสานเสวนาแสดงให้เห็นว่าเมื่อประชาชนไม่ได้เป็นฝ่ายตรงกันข้ามแล้ว พวกเขาจะช่วยกันค้นหาสิ่งที่พวกเขาสามารถแบ่งปันร่วมกันได้แม้ว่าพวกเขาจะไม่เห็นด้วยทั้งหมดในเรื่องนั้นก็ตาม
โดยสรุป การสานเสวนา (Citizens Dialogue) คือ กระบวนการมีส่วนร่วมที่เน้นการฟังอย่างตั้งใจ และการทำความเข้าใจซึ่งกันและกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ซึ่งเป้าหมายของกระบวนสานเสวนาหรือ Dialogue ไม่จำเป็นต้องให้ได้ทางออกในการแก้ปัญหาทุกๆ ครั้งในทันทีก็ได้ แต่เป็นกระบวนการที่ทำให้ทุกฝ่ายเกิดความรู้สึกหรือมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันการสานเสวนามักเป็นกระบวนการอย่างไม่เป็นทางการและ ไม่มีโครงสร้างตายตัว
เป้าหมายหรือผลสำเร็จของการสานเสวนาอาจไม่ใช่เพื่อค้นหาข้อยุติและนำไปสู่การตัดสินใจหรือการปฏิบัติได้ในทันที แต่เพื่อต้องการทำให้เกิดความเข้าใจร่วมกันอย่างท่องแท้ต่อประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งปัญหาเหล่านั้นมีความสลับซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน โดยจะเน้นการทำความเข้าใจในประเด็นที่ยังไม่เข้าใจกัน
กระบวนการสานเสวนาเป็นเครื่องมือที่ช่วยป้องกันความขัดแย้งและช่วยลดการอคติของคนการสานเสวนา หรือ Dialogueเป็นเรื่องเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เป็นวิถีทางในการคิดที่ช่วยสะท้อนหรือตอบสนองความคิดเห็นร่วมกันไม่ใช่กระบวนการที่คุณทำให้แก่คนอื่นแต่เป็นกระบวนการที่คุณทำร่วมกับคนอื่น
กล่าวโดยสรุป จะเห็นว่ากระบวนการเสวนาเพื่อสร้างฉันทามติเป็นกระบวนการหรือวิธีการที่ให้เปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องได้แสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์และสันติวิธีต่อสิ่งที่ตัวเองปรารถนาและต้องการให้เกิดขึ้น ดังนั้น หัวข้อที่ตั้งไว้ว่า “การสานเสวนา: กลไกแห่งความสำเร็จในการจัดการความขัดแย้งจริงไหม?” น่าจะได้คำตอบกันแล้วว่าการประชาเสวนาหรือสานเสวนาเป็นเครื่องมือที่สำคัญต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีเราจึงควรหันหน้ามาใช้กระบวนการประชาเสวนากันดีไหม
ที่มา:
ศุภณัฐ เพิ่มพูนวิวัฒน์
นักวิชาการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า
มหาวิทยามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ห้องเรียนสุราษฎร์ วัดพัฒนาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
การสื่อสารเหล่านี้ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาและเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ ซึ่งคิดว่าคนอื่นน่าจะรับรู้เรื่องของเรา รู้ว่าเราคิดอะไร ซึ่งในความเป็นจริงก็อาจเข้าใจอะไรที่ผิดๆ ไปก็ได้ ดังนั้น หากเรานึกดูให้ดีในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงานหรือการดำเนินชีวิต เราควรน่าจะมีการสื่อสารพูดคุยกันอย่างต่อเนื่องจะดีหรือไม่ เพราะจะเห็นว่าถ้าเรามีการสื่อสารที่ดีต่อกันแล้ว การสื่อสารจะช่วยป้องกันและแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ง่ายขึ้น
การสานเสวนา: กลไกแห่งความสำเร็จในการจัดการความขัดแย้งและเสริมสร้างสมานฉันท์เราทราบกันแล้วว่าปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นเรื่องที่สลับซับซ้อนและมักจะสร้างความลำบากใจให้แก่หน่วยงานและผู้ปฏิบัติงานที่รับผิดชอบเป็นอย่างมาก เพราะปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมักจะเกิดควบคู่ไปกับปัญหาอื่นๆ ไปพร้อมๆ กัน รวมถึงความรุนแรงในปัจจุบัน พบว่ากลุ่มคนหรือหน่วยงานหนึ่งหน่วยงานใดเพียงลำพังไม่อาจจะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของสังคมที่มีความสลับซับซ้อนได้ด้วยตัวเอง สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือหลายคนคิดว่าการใช้ความรุนแรงอย่างเด็ดขาดน่าจะเป็นเครื่องมือหรือวิธีการที่สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้ แต่ความเป็นจริงแล้วความรุนแรงก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ หากแต่เราควรจะต้องนำกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของประชาชนเข้ามาใช้ในการแก้ปัญหา โดยจะต้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและผู้ได้รับผลกระทบไม่ว่าจะเป็นผลกระทบทางตรงหรือทางอ้อมก็ตามได้เข้ามามีส่วนร่วมในการ
แก้ไขปัญหาของตัวเอง เพราะจะเห็นได้จากในอดีตว่ามีนโยบายสาธารณะจำนวนมากที่ออกมาแล้วก่อให้เกิดปัญหาความยุ่งยาก มีสลับซับซ้อนเกินไป ยากต่อการจัดการ ควบคุม และในที่สุดไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้ ซึ่งหลายต่อหลายครั้งพบว่า “ไม่มีทางออกหรือไม่มีแนวทางแก้ไข” หรือมีก็มีเพียงแต่แนวทางแก้ไขชั่วคราวหรือไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ เพราะโดยแท้จริงแล้วการที่ไม่นำกระบวนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของประชาชนไปใช้ในการแก้ปัญหาเหล่านั้นนับว่าเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ไม่ยั่งยืนหรือไม่
นอกจากนี้ การนำวิธีการแก้ปัญหาที่เน้นเฉพาะทางด้านเทคนิคและวิชาการมาใช้เป็นมาตรการในการแก้ปัญหาเพื่อ “การตัดช่องว่างหรือตัดตอน” เพียงอย่างเดียวคงจะไม่เกิดประโยชน์และไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เพราะสิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรให้เสียง ความต้องการหรือความคิดเห็นของสาธารณชนได้รับการรับฟังและหาทางแก้ปัญหาอย่างแท้จริง ทั้งนี้ เพื่อนำมาปรับปรุงนโยบายหรือโครงการที่กำลังดำเนินการให้ทุกฝ่ายยอมรับโดยทั่วกัน
ปัญหาที่พบส่วนใหญ่คือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ได้รับผลกระทบจากการกำหนดนโยบายหรือการแก้ปัญหามักจะมีความต้องการที่แตกต่างกันไปต่างๆ นาๆ ซึ่งการที่คนได้รับผลกระทบมากหรือน้อยนั้นจะขึ้นอยู่กับความต้องการเฉพาะของผู้นั้น ซึ่งอาจเป็นความต้องการในด้านค่านิยมคุณค่า ความเชื่อ วิถีวัฒนธรรม ประเพณี หรือโลกทัศน์ ซึ่งจะเห็นว่าความต้องการเหล่านั้นเป็นผลกระทบที่อยู่นอกเหนือไปกว่าประเด็นปัญหาที่มีการบัญญัติไว้เป็นกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือข้อมูลด้านเทคนิคที่มีอยู่ ซึ่งบ่อยครั้งที่สังคมมีการละเลยกับประเด็นเหล่านี้เพราะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยไม่สำคัญเท่าไร แต่ความจริงเรื่องที่คิดว่าไม่เป็นเรื่องก็เป็นปัญหาใหญ่และทำให้สาธารณชนเกิดความไม่ลงรอยกันและแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายกลายเป็นประเด็นปัญหาใหญ่เกิดขึ้น มีข้อสังเกตว่า กระบวนการที่ให้สาธารณชนเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องนั้น ไม่ได้เป็น
เครื่องหมายยืนยันหรือหมายความว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนจะเป็นยาสารพัดโรคที่จะช่วยแก้ไขปัญหาได้ทุกเรื่อง เพราะเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือผู้ปฏิบัติงานด้านนี้ก็คงรับรู้ถึงความท้าท้ายของปัญหาที่ยากเหล่านี้ได้ เพราะแม้จะพยายามให้สาธารณชนมาร่วมให้ข้อมูลและแก้ไขปัญหาหลายต่อหลายครั้ง แต่ปัญหาก็ไม่สามารถแก้ไขได้สำเร็จ คำถามคือทำไมไม่สำเร็จ อาจตอบได้ว่าเพราะกระบวนการมีส่วนร่วมที่จัดหรือเวทีประชุมสาธารณะมักจะมีแนวโน้มที่ไม่ค่อยสนับสนุนกระบวนการมีส่วนร่วมแก่ประชาชนอย่างแท้จริงใช่หรือไม่
สิ่งที่เราควรปฏิบัติกันขณะนี้และน่าจะทำต่อๆ ไปในอนาคตคือเราต้องใช้วิธีการที่แตกต่างไปจากวิธีการที่เคยปฏิบัติกันมาในอดีตจะดีกว่าไหม โดยอาจเริ่มตั้งแต่การใช้คำพูดที่ทำให้ทุกคนรู้สึกว่าเป็นพวกหรือฝ่ายเดียวกันก่อน เช่น ใช้คำพูดแทนทุกคนว่า “พวกเรา” น่าจะดีกว่าไหม โดยไม่ใช้คำว่า “ผมไม่เห็นด้วยกับคุณ” หรือ “พวกผมไม่เห็นด้วยกับพวกคุณ” เพราะการพูดว่าผมหรือพวกผมจะก่อให้เกิดแบ่งเป็นฝ่ายๆ มีฝ่ายผมและฝ่ายคุณ ดังนั้น วิธีการแบบใหม่และง่ายที่สุดคือการใช้คำพูดว่า “พวกเรา” น่าจะช่วยทำให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวกันไหมเพราะการพูดแบบนี้จะเป็นการเปิดโอกาสให้สาธารณชนรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน รู้สึกเป็นเจ้าของ ได้เข้ามามีส่วนร่วม ช่วยดำเนินการและริเริ่มการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของโครงการกระบวนการสื่อสารสองทางนี้เป็นกลไกที่ทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้กำหนดนโยบายและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายสาธารณะโดยใช้วิธีการที่เรียกว่า “สานเสวนา” หรือ “ประชาเสวนา” (Citizen Dialogue)
การสานเสวนา (Citizen Dialogue) คือ กระบวนการมีส่วนร่วมอย่างหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญต่อการป้องกันและแก้ปัญหาความขัดแย้ง การสานเสวนาจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการเป็นฝักเป็นฝ่ายหรือตรงข้ามกัน โดยจะช่วยทำปัญหาหรือความต้องการที่ฝ่ายหนึ่งต้องเลือกว่า “ใช่” และอีกฝ่ายหนึ่งที่ต้องเลือกว่า “ไม่ใช่” ง่ายขึ้นต่อการจัดการและแก้ปัญหาได้ เพราะกระบวนการสานเสวนาจะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกคนช่วยกันสะท้อนมุมมองและความคิดเห็นซึ่งแม้มีความแตกต่างกัน ให้เกิดความเข้าใจและเรียนรู้ร่วมกันได้ง่ายขึ้น การสานเสวนาจะช่วยสร้างบรรทัดฐานในการประเมินแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างกว้างขวาง และสามารถนำไปสู่การตัดสินใจร่วมกัน แต่มีข้อสังเกตว่าบรรทัดฐานดังกล่าวต้องอยู่บนพื้นฐานความต้องการที่แท้จริงของแต่ละฝ่าย ซึ่งอาจมีความแตกต่างกันไปก็ได้
การสานเสวนา (Citizen Dialogue) จะช่วยเสริมสร้างความสามารถของประชาชนหรือผู้เข้าร่วมสานเสวนาในการที่จะ “คิด” “พูด” และ “ปฏิบัติ” ร่วมกันต่อประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นหรือโครงการที่ทุกคนต้องการให้เกิดขึ้น กระบวนการสานเสวนาถูกออกแบบมาเพื่อสร้างให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันของทุกคน โดยมุ่งหวังที่จะให้เป็นรูปแบบและแนวทางการที่ก่อให้เกิดกระบวนการปฏิสัมพันธ์ของประชาชนอย่างเป็นปกตินิสัย และเป็นประเพณีที่ใช้ต่อไปทุกๆ ครั้งที่เกิดปัญหาความขัดแย้งในสังคม เพราะการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีบทบาทได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาอย่างชอบธรรมจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีซึ่งกันและกันมากขึ้นซึ่งนับว่าเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของสังคม กระบวนการที่ให้ประชาชนรวมตัวกันเพื่อสานเสวนาในปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะมาจากนโยบายสาธารณะหรือความขัดแย้งเรื่องอื่นๆ ก็ตาม จะเป็นคล้ายๆ เครื่องมือที่มากำกับกระบวนการบังคับให้ประชาชนหรือผู้เกี่ยวข้องหันหน้ามาคุยกันว่าแต่ละฝ่ายมีความต้องการ ห่วงกังวลหรือมีความสนใจเรื่อง
อะไรอยู่ ตลอดจนพิจารณาถึงคุณค่าความต้องการของคนอื่นว่าเป็นอย่างไร จนในที่สุดสามารถจะรับรู้ถึงความต้องการของตัวเองและผู้อื่นได้ โดยทุกคนอาจจะไม่สามารถ “ได้รับสิ่งที่ต้องการได้ทั้งหมด” แต่ก็เป็นฉันทามติร่วมกันได้ ดังนั้น กระบวนการสานเสวนาแสดงให้เห็นว่าเมื่อประชาชนไม่ได้เป็นฝ่ายตรงกันข้ามแล้ว พวกเขาจะช่วยกันค้นหาสิ่งที่พวกเขาสามารถแบ่งปันร่วมกันได้แม้ว่าพวกเขาจะไม่เห็นด้วยทั้งหมดในเรื่องนั้นก็ตาม
โดยสรุป การสานเสวนา (Citizens Dialogue) คือ กระบวนการมีส่วนร่วมที่เน้นการฟังอย่างตั้งใจ และการทำความเข้าใจซึ่งกันและกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ซึ่งเป้าหมายของกระบวนสานเสวนาหรือ Dialogue ไม่จำเป็นต้องให้ได้ทางออกในการแก้ปัญหาทุกๆ ครั้งในทันทีก็ได้ แต่เป็นกระบวนการที่ทำให้ทุกฝ่ายเกิดความรู้สึกหรือมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันการสานเสวนามักเป็นกระบวนการอย่างไม่เป็นทางการและ ไม่มีโครงสร้างตายตัว
เป้าหมายหรือผลสำเร็จของการสานเสวนาอาจไม่ใช่เพื่อค้นหาข้อยุติและนำไปสู่การตัดสินใจหรือการปฏิบัติได้ในทันที แต่เพื่อต้องการทำให้เกิดความเข้าใจร่วมกันอย่างท่องแท้ต่อประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งปัญหาเหล่านั้นมีความสลับซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน โดยจะเน้นการทำความเข้าใจในประเด็นที่ยังไม่เข้าใจกัน
กระบวนการสานเสวนาเป็นเครื่องมือที่ช่วยป้องกันความขัดแย้งและช่วยลดการอคติของคนการสานเสวนา หรือ Dialogueเป็นเรื่องเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เป็นวิถีทางในการคิดที่ช่วยสะท้อนหรือตอบสนองความคิดเห็นร่วมกันไม่ใช่กระบวนการที่คุณทำให้แก่คนอื่นแต่เป็นกระบวนการที่คุณทำร่วมกับคนอื่น
กล่าวโดยสรุป จะเห็นว่ากระบวนการเสวนาเพื่อสร้างฉันทามติเป็นกระบวนการหรือวิธีการที่ให้เปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องได้แสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์และสันติวิธีต่อสิ่งที่ตัวเองปรารถนาและต้องการให้เกิดขึ้น ดังนั้น หัวข้อที่ตั้งไว้ว่า “การสานเสวนา: กลไกแห่งความสำเร็จในการจัดการความขัดแย้งจริงไหม?” น่าจะได้คำตอบกันแล้วว่าการประชาเสวนาหรือสานเสวนาเป็นเครื่องมือที่สำคัญต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีเราจึงควรหันหน้ามาใช้กระบวนการประชาเสวนากันดีไหม
ที่มา:
ศุภณัฐ เพิ่มพูนวิวัฒน์
นักวิชาการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า
มหาวิทยามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ห้องเรียนสุราษฎร์ วัดพัฒนาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)