วันอังคารที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2553

พุทธศาสนากับทางเลือกในยุคบริโภคนิยม

ตัดทอนจากบทความเรื่อง
“พุทธศาสนากับบริโภคนิยม”
อันเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยเรื่อง อนาคตของพุทธศาสนาในประเทศไทย
ของ พระไพศาล วิสาโล

เหตุผลที่มนุษย์ต้องการศาสนา
ความรู้สึกพร่อง : รากเหง้าแห่งความทุกข์
แรงดึงดูดและข้อจำกัดของบริโภคนิยม
ทางเลือกจากบริโภคนิยม

ก. สนองความต้องการทางวัตถุ
ข. มีความหลากหลาย
ค. ให้ความหมายใหม่แก่ศัพท์ทางบริโภคนิยม
ง. ประสานกับระบบตลาด
จ. การนำธรรมมากำกับทุนและการบริโภค

ในยุคนี้ยากจะมีอุดมการณ์ใดที่ทรงพลังเท่าบริโภคนิยม ในรัสเซียและยุโรปตะวันออก ระบอบคอมมิวนิสต์นอกจากสกัดกั้นมันไม่ได้แล้ว ยังต้องพังทลายเพื่อเปิดทางให้มันได้แพร่หลายอย่างเสรี ในจีนและเวียดนาม ความอยู่รอดของระบอบคอมมิวนิสต์ขึ้นอยู่ว่า ยอมลัทธิบริโภคนิยมแค่ไหน ส่วนลัทธิชาตินิยมถึงจะยังบงการจิตใจของผู้คนได้มาก แต่ก็ไม่สามารถควบคุมแบบแผนการใช้ชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะการบริโภคได้อีกต่อไป (จะให้เป็นไทยอย่างไรก็ไม่ว่า แต่อย่าห้ามซื้อของนอก) อธิปไตยของชาตินับวันจะคลายความศักดิ์สิทธิ์ลง เมื่อเผชิญกับการรุกรานของบริโภคนิยม ซึ่งพร้อมจะหลั่งไหลทะลุทะลวงเข้ามา โดยไม่คำนึงถึงเขตแดนประเทศ ความสำนึกร่วมกันของคนในชาติก็กำลังจะอ่อนลง เพราะคนชั้นเดียวกันที่มีรสนิยมเดียวกันในชาติต่างๆ (โดยเฉพาะคนชั้นกลาง) ต่างรู้สึกผูกพันใกล้ชิดกันมากกว่าที่จะผูกพันกับคนชาติเดียวกันที่รสนิยมต่างกันแม้แต่ประชาธิปไตยซึ่งมีทีท่าว่าจะได้รับความนิยมสูง แต่ถ้าจำกัดโอกาสหรือศักยภาพในการบริโภคของผู้คนก็ย่อมเติบโตได้ยาก ในทางตรงกันข้าม เผด็จการยังสามารถครองอำนาจอยู่ได้หากประชาชนยังมีทางเลือกในการบริโภคอย่างกว้างขวาง
ความสำเร็จของบริโภคนิยมนั้นไม่ได้อยู่ตรงที่มันมีกลไกทางเศรษฐกิจการเมืองที่เข้มแข็งเป็นเครื่องมือ อาทิ ธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ และบรรษัทข้ามชาติ (รวมทั้งรัฐบาลและนักการเมืองที่อยู่ในอำนาจของบรรษัทเหล่านี้) เท่านั้น สาเหตุสำคัญยังอยู่ที่มันสามารถตอบสนองความต้องการของผู้คนได้ในหลายระดับ จึงทำให้มันมีเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างมาก ยิ่งกว่านั้นมันยังมีการปรับตัวและพัฒนาการที่รวดเร็ว ทำให้สามารถท้าทายอุดมการณ์ต่างๆ ที่มีอยู่ก่อนได้ ข้อนี้รวมทั้งศาสนาด้วย
กล่าวได้ว่าในยุคนี้คู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดของพุทธศาสนาคือบริโภคนิยมนั่นเอง หาใช่วิทยาศาสตร์ ชาตินิยม คอมมิวนิสต์ ประชาธิปไตย ไสยศาสตร์ หรือศาสนาอื่นไม่ สำหรับพุทธศาสนาแล้วอันตรายของบริโภคนิยมไม่ได้อยู่ที่ความสามารถในการกัดกร่อนบ่อนเซาะความเชื่อ และสถาบันทางศาสนา ให้เสื่อมโทรมเพื่อผลประโยชน์ของมัน ดุจดังกาฝากหรือไวรัสที่ทำลายสิ่งซึ่งมันพึ่งพิงเท่านั้น หากยังเป็นเพราะมันได้กลายมาเป็นอีกศาสนาหนึ่งที่สามารถดึงดูดศรัทธาของผู้คนได้อย่างล้นหลาม กระทั่งสามารถแทนที่ศาสนาดั้งเดิม และปล่อยให้ศาสนาดั้งเดิมถูกทิ้งจนลีบเล็กลงและไร้บทบาทในสังคม หาไม่ก็กลายเป็นเครื่องมือรับใช้บริโภคนิยมไป
บริโภคนิยมและศาสนามาเป็นคู่แข่งในระดับเดียวกันได้อย่างไร ? จริงอยู่บริโภคนิยมนั้นเริ่มต้นที่เรื่องวัตถุ ขณะที่ศาสนานั้นเริ่มต้นที่เรื่องจิตใจ แต่เมื่อพัฒนาไป บริโภคนิยมก็ขยายล้ำไปยังเรื่องจิตใจ ส่วนศาสนาก็ขยายไปยังเรื่องวัตถุ เมื่อมาถึงจุดหนึ่งบริโภคนิยมและศาสนาจะครอบคลุมไม่เฉพาะเรื่องวัตถุกับจิตใจเท่านั้นหากรวมถึงเรื่องสังคมด้วย การเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องเดียวกันทำให้บริโภคนิยมและศาสนากลายมาเป็นคู่แข่งกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
บริโภคนิยมเริ่มต้นด้วยการให้ความสุขสบายทางกาย หรือปรนเปรออายตนะทั้ง ๕ แต่ถึงที่สุดแล้วมันมุ่งความต้องการที่ลึกลงไปกว่านั้นนั่นคือการได้มี ได้แสดงหรือยืนยัน “ตัวตน” ใหม่ที่พึงปรารถนา๑ ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ได้กินแม็คโดนัลด์เพราะรสอร่อยของมัน ไม่ได้ใส่รองเท้าไนกี้เพราะนุ่มเท้า หากเพราะต้องการเป็น “คนรุ่นใหม่” หรือเพราะอยากเป็น “ผู้ชนะ” หญิงสาวขวนขวายหากระเป๋าหลุยส์วิตตองมาสะพายก็เพื่อจะได้เป็นคนทันสมัย มีรสนิยม หรืออย่างน้อยก็ทัดหน้าเทียมตาคนอื่น ความภูมิฐานก็เป็นเหตุผลสำคัญให้คนอยากมีเบนซ์ หาใช่เพราะขับนุ่มหรือปลอดภัยไม่ เหตุผลรองลงไปก็คือเพื่อแข่งกันบริโภคและอวดมั่งอวดมี เหตุผลเหล่านี้ล้วนมุ่งไปที่ความสุขทางใจทั้งสิ้น หาใช่ความสุขทางกายไม่ และความสุขทางใจดังกล่าวก็อิงอยู่กับสำนึกหรือความรู้สึกว่า ตนได้เป็นอะไรบางอย่างที่ดีขึ้น เป้าหมายเพื่อการมีตัวตนที่ดีกว่าเดิม ทำให้บริโภคนิยมไม่ต่างจากศาสนา โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากนิยามของ สเตฟานี กาซาว่า บริโภคนิยมเป็น “หนทางในการบรรลุการพัฒนาตน การประจักษ์แจ้งแห่งตน และการยังตนให้ไพบูลย์”
ใช่แต่เท่านั้น อานิสงส์สำคัญอีกประการหนึ่งของบริโภคนิยม ก็คือความสัมพันธ์ทางสังคม การเสพหรือใช้สินค้ายี่ห้อเดียวกันทำให้เกิดความรู้สึกเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน คนเป็นอันมากแสวงหาสินค้าแบรนด์เนมมาครอบครอง เพื่อจะได้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม และนับวันการจับจ่ายตามศูนย์การค้าเป็นโอกาสที่จะได้พบเพื่อนหรือรู้จักมิตรใหม่ ขณะที่ร้านประเภทเชนสโตร์ ไม่ว่าร้านอาหารหรือร้านสรรพสินค้ากลายเป็นแหล่งสังสรรค์นัดพบกันเป็นปกติธรรมดาไปแล้ว ยังรายการคอนเสิร์ตก็หลอมรวมจิตใจของผู้คนได้ราวกับร่วมพิธีกรรมทางศาสนา
มิติทางกาย (วัตถุ) จิตใจ และสังคม ก็เป็นสิ่งที่ศาสนาเคยให้แก่ผู้คนมาแล้ว วัดในอดีตไม่ได้สอนเรื่องจิตใจอย่างเดียวหากยังอำนวยประโยชน์ทางวัตถุหรือทางกายแก่ผู้คน เช่น เป็นแหล่งสมบัติกลางที่คนในชุมชนสามารถมาหยิบยืมมาใช้ได้ นอกจากพระจะเป็นหมอหรือครูวิชาทางโลกแล้ว บางครั้งพระก็เป็นผู้นำในการพัฒนาชุมชน เช่น สร้างถนนหนทาง ขุดบ่อน้ำ อีกทั้งยังเป็นแหล่งสงเคราะห์ปัจจัย ๔ แก่ชาวบ้านที่ยากจน ใครที่อยากมั่งมีศรีสุข ก็นิยมมาทำบุญที่วัด ในด้านสังคมนั้นวัดเป็นสถานที่พบปะ ประชุม หรือสังสรรค์ร่วมกัน แม้แต่หนุ่มสาวก็ได้มาพบกันที่วัดเวลามีเทศกาลต่างๆ วัดไม่เพียงเป็นศูนย์รวมจิตใจของผู้คนเท่านั้น พิธีกรรมต่างๆ ยังสามารถหลอมรวมจิตใจของผู้คนเป็นหนึ่งเดียวกันได้
แม้บริโภคนิยมและศาสนาจะสนองประโยชน์ทั้ง ๓ ด้านเหมือนกัน แต่ความแตกต่างก็คือในรอบ ๑๐๐ ปีที่ผ่านมาบทบาททางด้านวัตถุและสังคมของศาสนาได้ลดน้อยถอยลงเป็นลำดับ เพราะถูกสถาบันอื่นๆ แย่งชิงหรือรับเอาไปทำแทน ไม่ว่าเรื่องการศึกษา การแพทย์ การพัฒนา ในสมัยหนึ่งรัฐเหมาเอาบทบาทเหล่านี้มาทำเอง แต่ปัจจุบันระบบตลาดเสรีทำให้บทบาทเหล่านี้มาอยู่ในอาณัติของบริโภคนิยมมากขึ้น
ศาสนาดั้งเดิมส่วนใหญ่เหลือเพียงแต่บทบาททางด้านจิตใจเป็นหลัก และมีแนวโน้มที่จะเน้นไปทางวัตถุมากขึ้น (เช่นการแข่งกันสร้างถาวรวัตถุ และตอบสนองความต้องการทางโลก) จนกลายเป็นวัตถุนิยมในรูปลักษณ์ใหม่ ขณะที่บริโภคนิยมพัฒนาในทิศทางตรงกันข้าม กล่าวคือก้าวจากเรื่องวัตถุมายังเรื่องจิตใจมากขึ้น จนกลายเป็นศาสนาใหม่ การที่บริโภคนิยมมีแนวโน้มจะฝังรากลึกขึ้นและมีอิทธิพลกับผู้คนมากขึ้นจะหมายความว่าศาสนาดั้งเดิมกำลังถูกบริโภคนิยมเข้ามาแทนที่อย่างสิ้นเชิงหรือไม่ จะตอบคำถามนี้ได้ต้องมาดูว่าความหมายหรือคุณค่าที่แท้จริงของศาสนานั้นคืออะไร

เหตุผลที่มนุษย์ต้องการศาสนา
ไม่มีสังคมใดเท่าที่รู้ที่ไม่มีศาสนา” คำกล่าวของ เดิคไฮม์ นักสังคมวิทยาศาสนาผู้ลือนามข้างต้น บอกอะไรไม่น้อยเกี่ยวกับมนุษย์มากพอๆ กับศาสนา อาจกล่าวได้ว่ามนุษย์คือ “สัตว์ที่มีศาสนา” ก็ได้ ไม่ว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะก้าวหน้าเพียงใดมนุษย์ก็ยังต้องการศาสนาอยู่นั่นเอง
ทำไมมนุษย์ยังต้องการศาสนา ? คำตอบเบื้องต้นก็คือ เพราะมนุษย์ต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวในจิตใจเพื่อปกป้องคุ้มครองตนและเพื่อให้ดำเนินชีวิตได้อย่างผาสุก ความที่สิ่งยึดเหนี่ยวดังกล่าว (ถูกคาดหมายให้) ทำหน้าที่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตจึงถูกยกให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สมัยที่ธรรมชาติยังเป็นสิ่งลี้ลับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวมีหน้าที่ปกป้องอันตรายจากธรรมชาติโดยตรง แต่เมื่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีบรรเทาภยันตรายจากธรรมชาติไป ก็ใช่ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะหมดความสำคัญ ทั้งนี้เพราะสิ่งคุกคามความผาสุก หรือชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนยังมีอยู่ โดยที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไม่สามารถให้หลักประกันแก่ชีวิตได้อย่างถึงที่สุด พระเจ้าหรือเทพทั้งหลายจึงยังเป็นที่พึ่งพาของผู้คน
มาถึงศตวรรษนี้ ชาติและพรรคคอมมิวนิสต์ได้เข้ามาเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวอย่างใหม่ เพราะผู้คนพากันฝากศรัทธาและความหวังไว้กับชาติและพรรค ด้วยเชื่อว่าสิ่งดังกล่าวสามารถยังชีวิตให้ผาสุกและบรรลุความสำเร็จทุกอย่างที่ต้องการในชีวิตนี้ ดังนั้นในความรู้สึกของผู้คนเป็นอันมาก ธงชาติหรือธงพรรคจึงกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันไม่อาจล่วงละเมิดได้
สิ่งศักดิ์สิทธิ์อันเป็นที่ยึดเหนี่ยวของจิตใจนั้นมีความสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ทำให้ชีวิตมีความหมายหรือให้คำตอบได้ว่าจุดหมายของชีวิตอยู่ที่ไหน ชาติและพรรคคอมมิวนิสต์เป็นที่ยึดเหนี่ยวของผู้คนทั้งโลกได้ ก็เพราะมันสามารถอธิบายจนคนเชื่อว่า ความหมายของชีวิตอยู่ที่การอุทิศตนเพื่อชาติหรือพรรค แต่ทั้งหมดนี้บริโภคนิยมก็สามารถตอบสนองได้เช่นกัน มันช่วยให้ชีวิตมีความสะดวกสบายมากขึ้น ตลาดเสรีที่มาคู่กับบริโภคนิยมให้หลักประกันว่า สามารถหาปัจจัยมาตอบสนองได้ไม่มีวันขาดแคลน อีกทั้งยังมีทางเลือกที่หลากหลาย เพิ่มพูนอิสรภาพในการบริโภคและเลือกแบบแผนชีวิตได้อย่างเต็มที่ ส่วนคำตอบของชีวิตเล่า บริโภคนิยมก็มีให้ กล่าวคือจุดหมายของชีวิตอยู่ที่การพยายามหาสิ่งเสพมาบริโภคให้ได้มากที่สุดเพื่อบรรลุถึงชีวิตที่ไพบูลย์
กระนั้นยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่มนุษย์ปรารถนาจากส่วนลึกของจิตใจ นั่นคือความสงบและความมั่นคงในจิตใจ ความมั่นคงสงบนิ่งในจิตใจนี้เป็นมากกว่าความรู้สึกปลอดภัยหรือปลอดพ้นจากสิ่งคุกคามภายนอก หากเป็นผลจากเป็นความรู้สึกเต็มอิ่ม ปลอดพ้นจากความแส่ส่ายขุ่นมัวอึดอัดหรือความรู้สึกพร่องภายในที่คอยผลักดันให้ดิ้นรนแสวงหาไม่รู้จักจบ
ปัญหาของมนุษย์ส่วนใหญ่ก็คือไม่สามารถมีความสงบนิ่งในจิตใจได้ แม้ชีวิตจะปลอดภัยไร้สิ่งคุกคามบีบคั้นจากภายนอก จะเรียกว่านี้เป็นปัญหาเรื่องตัวตนก็ได้ ในระดับพื้นผิวปัญหาดังกล่าวรบกวนจิตใจก็เพราะความรู้สึกโดดเดี่ยวจึงเกิดความปรารถนาจะเอาตัวตนเข้าไปรวมกับสิ่งที่ใหญ่กว่า ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้า ประเทศชาติ กลุ่มชน คนเป็นอันมากรู้สึกเอิบอิ่มซาบซ่านเมื่อได้อยู่ท่ามกลางฝูงชน ไม่ว่าในพิธีกรรมศาสนา ในรายการคอนเสิร์ต ในกลุ่มประท้วง หรือแม้แต่ในฝูงชนที่เตรียมจะทำศึกสงคราม เป็นไปได้ว่าความรู้สึกดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะตัวตนของแต่ละคนได้เลือนหายไปรวมกับตัวตนที่ใหญ่กว่าทำให้รู้สึกมั่นคงขึ้น ขณะเดียวกันความทุกข์ที่เกาะกุมตัวตนของแต่ละคนก็เลือนหายไปด้วย
แต่ปัญหาเรื่องตัวตนของมนุษย์ลุ่มลึกและซับซ้อนกว่านั้น สิ่งที่รบกวนจิตใจมากกว่าความรู้สึกว่าตัวตนโดดเดี่ยว ก็คือความกลัวว่าตัวตนจะไม่ยั่งยืน สัญชาตญาณส่วนลึกของมนุษย์นั้นต้องการให้ตัวตนยั่งยืนสืบไป แต่จะสืบต่อได้อย่างไรในเมื่อทุกคนต้องตาย ความตายจึงสร้างความทุกข์ให้แก่มนุษย์มาก ปัญหานี้ศาสนาส่วนใหญ่บรรเทาด้วยการมีชาติหน้าหรือสวรรค์ เป็นที่รองรับการสืบต่อของตัวตน ส่วนชาติก็พยายามแก้ปัญหานี้ด้วยการสอนให้ผู้คนสืบต่อตัวตนในรูปของชื่อเสียงวงศ์ตระกูลหรืออนุสาวรีย์ โดยการอุทิศตนเพื่อประเทศชาติอย่างไม่เห็นแก่ชีวิต หรือไม่ก็ให้เอาประเทศชาติเป็นตัวตนแทนจะได้ยั่งยืนไปชั่วลูกชั่วหลานแม้ชีวิตจะหาไม่แล้วก็ตาม แต่สำหรับคนบางกลุ่ม ความต้องการให้ตัวตนมั่นคงยั่งยืนนั้น ได้รับการตอบสนองด้วยการฝากจิตฝากใจไว้กับบริษัทแทน โดยเฉพาะบริษัทที่ยิ่งใหญ่มีชื่อเสียง
กระนั้นก็ดี ในทัศนะของพุทธศาสนายังมีปัญหาตัวตนที่ลึกลงไปกว่านั้นอีกอันเป็นความทุกข์ที่รบกวนจิตใจอย่างมาก นั่นก็คือความรู้สึกไม่มั่นใจว่ามีตัวตนจริงหรือ ความรู้สึกดังกล่าวตามรังควานจิตใจ ก็เพราะความจริงแล้วสิ่งที่เข้าใจว่าเป็นตัวตนนั้นหามีไม่ เพราะธรรมชาติทั้งปวงนั้นเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตนและไม่มีตัวตนที่เป็นแก่นสารอันจะยึดถือไว้ได้ ตัวตนนั้นมีอยู่เพียงแค่ในความคิด หรือมีแค่ภาพตัวตนที่สร้างขึ้นเท่านั้น
สิ่งใดที่ไม่เห็นจริงนั้นย่อมเป็นเชื้อให้ความสงสัยเกิดขึ้นได้ ฉันใดก็ฉันนั้นโดยเหตุที่ตัวตนนั้นไม่มีอยู่จริง มีแค่ในความคิดมิใช่เกิดจากการประจักษ์แจ้งเห็นจริงด้วยปัญญา ดังนั้นจึงย่อมเปิดโอกาสที่จะให้ความลังเลสงสัยเกิดขึ้นเสมอ ยิ่งไปกว่านั้นในชีวิตประจำวันแต่ละคนย่อมเกิดความรู้สึกอยู่ลึกๆ (อย่างน้อยก็ในจิตไร้สำนึก) ได้เสมอว่า ไม่มีอะไรที่จะถือได้ว่าเป็นตัวตนจริงๆ เพราะไม่มีอะไรที่ยั่งยืนคงที่ไปตลอดไม่ว่าจะเป็นร่างกาย จิตใจ หรือประสบการณ์นามธรรม จริงอยู่ตามหลักปฏิจจสมุปบาทตัวตนจะเกิดในความรู้สึกทุกครั้งที่เกิดผัสสะหรือเวทนาโดยไร้สติกำกับ (เช่น เมื่อหูได้ยินก็รู้สึกขึ้นมาทันทีว่า “ฉัน” ได้ยิน เมื่อความรู้สึกเจ็บเกิดขึ้นก็รู้สึกขึ้นว่า “ฉัน” เจ็บ) หรือเมื่อเกิดเวทนาแล้วปรุงเป็นตัณหา อุปาทาน (ความติดยึด) และภพ (ภาวะชีวิต) ก็จะเกิดตัวตนขึ้นเป็นเจ้าของภาวะดังกล่าว แต่ตัวตนนั้นก็จะต้องถูกกระทบกระทั่ง ขัดขวาง เกิดความพร่องตัว และเสื่อมสลายไปในที่สุด (ชรามรณะ) การเกิดและเสื่อมสลายของตัวตนดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้หลายครั้งในวันเดียว แม้บุคคลจะไม่สำนึกรู้ในกระบวนการดังกล่าวอย่างแจ่มชัด แต่ก็จะรู้สึกได้ในส่วนลึก อย่างน้อยก็เกิดความหวาดกลัวในความไม่แน่นอนยั่งยืนของตัวตนที่สร้างขึ้น
ปัญหาเกิดขึ้นตรงที่มนุษย์นั้นปรารถนาที่จะมีตัวตนคงที่ยั่งยืน (ภวตัณหา) แต่เมื่อรู้สึกลึกๆ ว่าไม่มีตัวตนใดๆ จะให้ยึดถือได้ก็เกิดความรู้สึกไม่มั่นคงขึ้นมา ในด้านหนึ่งจึงยิ่งพยายามไขว่คว้าหาสิ่งใดสิ่งหนึ่งมายึดให้แน่นขึ้น และแน่นอนว่าย่อมเป็นสิ่งซึ่งดูยั่งยืนมั่นคง พระเจ้า ประเทศชาติ หรือระบอบคอมมิวนิสต์ในสมัยหนึ่งอาจสนองความรู้สึกนี้ได้ไม่มากก็น้อย ดังกล่าวแล้วข้างต้น

ความรู้สึกพร่อง : รากเหง้าแห่งความทุกข์
อย่างไรก็ตาม ในทัศนะของ เดวิด ลอย๒ ยังมีปฏิกิริยาอีกด้านหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเกิดความรู้สึกหรือสงสัยว่าไม่มีตัวตนอยู่จริง นั่นก็คือการกดความรู้สึกนี้ไว้ให้อยู่ในจิตไร้สำนึกเสีย หรือปฏิเสธความรู้สึกดังกล่าว ตามหลักจิตวิทยาสิ่งใดที่ถูกกดเอาไว้ในจิตไร้สำนึกจะผุดขึ้นมาสู่จิตสำนึกในรูปลักษณ์ใหม่ที่กลายสภาพหรือบิดเบี้ยว ในทำนองเดียวกัน ความรู้สึกหรือสงสัยว่าตัวตนไม่มีอยู่จริงนี้ เมื่อถูกกดเอาไว้ก็จะผุดขึ้นมาเป็นอาการความรู้สึกไม่มั่นคง ง่อนแง่น คับข้อง กระวนกระวาย ซึ่งเดวิด ลอยเรียกว่า “ความรู้สึกพร่อง” (sense of lack) ความรู้สึกดังกล่าวคอยรบกวนจิตใจเสมอ เพราะทำให้รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่ผิดปกติ ที่ขาดหายไป ทำให้จิตไม่สงบสุข คอยแต่จะหาสิ่งที่มาทำให้ชีวิตมั่นคงเต็มอิ่ม ขณะเดียวกันเมื่อไม่ยอมรับว่า ตัวตนไม่มีอยู่จริงจิตก็ยิ่งดิ้นรนหาทางทำให้ตัวตนนั้นจริงขึ้นมาให้ได้ด้วยการไปยึดอะไรบางอย่างมาเป็นตัวตน หรือเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งมารองรับค้ำจุนภาพตัวตน
ในทัศนะของ เดวิด ลอย ความรู้สึกพร่องนี้เองเป็นแรงผลักดันสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้มนุษย์แสวงหาศาสนา และถึงแม้ในปัจจุบันศาสนาจะถูกลดความสำคัญลงแต่ก็ต้องมีสิ่งอื่นมาทำหน้าที่ศาสนาแทน นี้คือคำตอบว่า ทำไมผู้คนในยุคสมัยใหม่จึงยึดถือชาติหรือบริโภคนิยมราวกับเป็นศาสนาหนึ่ง เดวิด ลอย ชี้ว่า คนในปัจจุบันเข้าหาชาติและบริโภคนิยมด้วยเหตุผลเดียวกับที่คนสมัยก่อน (รวมทั้งเวลานี้) เข้าหาศาสนา นั่นคือเพื่อบรรเทาความรู้สึกพร่อง คับข้อง ไม่สมหวังเต็มอิ่มในตัวตน ซึ่งเป็นความรู้สึกไม่มั่นคงพื้นฐานที่สุดของมนุษย์ ผู้คนยึดถือชาติมิใช่แค่เป็นที่ยึดเหนี่ยวปกป้องภัยเท่านั้น หากยังเพราะคิดว่า การเอาตนไปอิงไว้กับชาติอันเป็นสิ่งที่ดูยิ่งใหญ่มั่นคงนั้นจะช่วยให้ตนเกิดความรู้สึกมั่นคงตามไปด้วย หรือให้ความรู้สึกที่ลึกไปกว่านั้นคือรู้สึกว่าตัวตนมีจริงด้วย ส่วนบริโภคนิยมนั้นก็อธิบายว่าความรู้สึกพร่องที่รบกวนจิตใจนั้นเป็นเพราะยังมีไม่พอ ดังนั้นจึงต้องแสวงหามาไว้ในครอบครองให้มากเพื่อชีวิตจะได้เต็มอิ่ม ขณะเดียวกันการยึดติดในวัตถุโภคทรัพย์ ก็เป็นความพยายามที่จะหาฐานรองรับตัวตนที่มีลักษณะเที่ยงแท้มั่นคงเพื่อทำให้ตัวตนเป็นจริงมากขึ้น แม้แต่เงินก็มีนัยลึกซึ้งทางจิตใจเช่นกันเพราะมันเป็นเครื่องหมายของความอมตะ การไปยึดถือเงินเป็นตัวตน ย่อมทำให้เกิดความรู้สึกว่าตนนั้นจริงมากขึ้น
อย่างไรก็ตามถึงที่สุดแล้ว ชาตินิยมและบริโภคนิยมก็ไม่สามารถตอบสนองความต้องการทางจิตวิญญาณได้จริงเพราะไม่สามารถทำให้ผู้คนเกิดความมั่นใจว่าตัวของตนนั้นมีอยู่จริง จึงไม่สามารถบรรเทาความรู้สึกพร่องคับข้องใจได้ เพราะไม่ว่าชาติ หรือทรัพย์สิน เงินทอง ก็ล้วนเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน และไม่สามารถมายึดถือเป็นตัวตนได้ การยึดเอาสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน ว่าเป็นตัวตน หรือยึดถือสิ่งซึ่งไม่อาจยึดถือได้ จึงรังแต่จะทำให้ผิดหวังและเกิดความทุกข์ยิ่งขึ้น ดังนั้นถึงแม้ผู้คนจะยึดถือชาตินิยมและบริโภคนิยมดังศาสนา และแม้ชาตินิยมและบริโภคนิยมจะทำหน้าที่ดังศาสนา สามารถแก้ปัญหาของมนุษย์ได้หลายเรื่อง แต่เมื่อมาถึงปัญหาตัวตนในระดับที่ลึกลงไปแล้วมันไม่สามารถทำหน้าที่ศาสนาได้อย่างแท้จริง ทำได้อย่างมากเพียงระงับความรู้สึกพร่องคับข้องใจไปชั่วคราวเท่านั้น เช่นเวลาเกิดความรู้สึกรักชาติอย่างแรงกล้า หรือรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับคนในชาติเนื่องจากมีภัยคุกคาม ในยามนั้นจะเกิดความอิ่มเอิบเพราะรู้สึกถึงตัวตนใหม่ที่มั่นคงยิ่งใหญ่ จนชีวิตของตนหมดความสำคัญพร้อมจะสละเพื่อรักษาตัวตนใหม่ที่ยิ่งใหญ่นั้นได้ แต่ครั้นภัยคุกคามหมดไปความอิ่มเอิบก็คลายไปตามกัน เกิดความทุกข์กังวลในตัวตนขึ้นใหม่ การดิ้นรนหาทรัพย์และสิ่งเสพก็เช่นกันอาจช่วยกลบความรู้สึกพร่องคับข้องใจได้ในบางขณะ แต่เมื่อได้มาแล้วก็ไม่สม อยากเพราะสิ่งที่ตนเองอยากได้จริงๆ ไม่ใช่สิ่งเหล่านั้นหากต้องการมีตัวตนที่จริงโดยที่สิ่งเหล่านั้นก็ปรวนแปรเกินกว่าที่จะยึดเป็นตัวตนที่ยั่งยืนได้ (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมข้างหน้า) กล่าวอีกนัยหนึ่งคือสิ่งยึดเหนี่ยวทางโลกที่อุดมการณ์สมัยใหม่เสนอให้นั้น ให้ความมั่นคงได้เพียงแค่ระดับเดียวคือระดับกายภาพอันได้แก่การปลอดพ้นจากภัยคุกคามบีบคั้นในทางกาย (เช่นมีสวัสดิภาพและมีความเป็นอยู่ที่สะดวกสบาย) แต่ไม่อาจป้องกันความไม่มั่นคงในทางอารมณ์ (ความกลัวที่จะสูญเสียพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่ปรารถนา) ลงไปถึงความไม่มั่นคงในทางจิตวิญญาณ (ความหวั่นหวาดว่าตัวเองนั้นไม่มีอยู่จริง)

แรงดึงดูดและข้อจำกัดของบริโภคนิยม
แต่ถึงแม้บริโภคนิยมจะขจัดความทุกข์ในระดับจิตวิญญาณไม่ได้จริง ในระดับพื้นผิวมันก็สามารถสนองความต้องการของผู้คนได้มาก นั่นคือการปรนเปรอตัวตน ขยายความตรงนี้ว่า จริงอยู่ในระดับจิตไร้สำนึก ความสงสัยในเรื่องความมั่นคงเที่ยงแท้ของตัวตน หรือตัวฉัน จะยังมีอยู่และคอยก่อกวนจิตใจจนเกิดความรู้สึกพร่องคับข้องใจขึ้นมา แต่ในยามที่ความลังเลสงสัยดังกล่าวไม่ก่อกวน หรือในยามที่เกิดมั่นใจในความมีอยู่ของตัวตนขึ้นมา บริโภคนิยมจะเข้ามาเสริมและสนองตัวตนในระดับนี้อย่างเต็มที่ ลักษณะ ๔ ประการของบริโภคนิยมอันได้แก่ความเพลิดเพลินสนุกสนาน ความหลากหลาย อำนาจ และสถานภาพ เป็นเสน่ห์ดึงดูดใจผู้คนได้มากก็เพราะมันปรนเปรอตัวตนของผู้คนได้อย่างเอนกอนันต์ ทั้งยังบรรลุผลอย่างรวดเร็วเพราะไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆ นอกจากควักกระเป๋าจ่ายเงินเท่านั้น ตรงนี้เองที่ทำให้บริโภคนิยมได้รับความนิยมได้มากกว่าอุดมการณ์ใดๆ ไม่ว่าชาตินิยม คอมมิวนิสต์ หรือแม้แต่ศาสนา
ความเพลิดเพลินสนุกสนานนั้นปรนเปรอตัวตนในระดับพื้นฐาน คือตอบสนองความต้องการทางประสาททั้ง ๕ (กามตัณหา) ความหลากหลายของสิ่งเสพนั้นนอกจากจะให้ความตื่นตาตื่นใจแล้วยังทำให้รู้สึกถึงเสรีภาพ ในแง่ที่สนองความต้องการของตัวตนได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ส่วนอำนาจนั้นเป็นสิ่งที่รู้สึกได้เมื่อได้เป็นเจ้าของวัตถุหรือซื้อบริการ เพราะสามารถบงการวัตถุหรือสั่งผู้ให้บริการได้ เป็นการเสริมความยิ่งใหญ่ให้แก่ตัวตน (มานะ) สำหรับสถานภาพนั้น บุคคลจะรู้สึกว่าเพิ่มพูนขึ้น หรือได้สถานภาพใหม่ เมื่อได้เสพได้ครอบครองภาพลักษณ์บางอย่างที่ผูกติดกับสินค้า เป็นความรู้สึกว่าตัวตนได้ยกระดับขึ้นให้สูงเด่นหรือเป็นไปตามใจปรารถนา (ภวตัณหา) โดยไม่ต้องลงแรงใดๆ (เช่นเป็นผู้ชนะโดยไม่ต้องลงแข่งขัน เพียงแต่ซื้อรองเท้าที่นักกีฬาระดับโลกโฆษณาว่าสวมใส่ เป็นคนทันสมัยโดยไม่ต้องแสดงความสามารถใดๆ นอกจากซื้อสินค้ายี่ห้อดัง หรือเป็นผู้ห่วงใยโลกโดยไม่ต้องปลูกป่าแม้แต่ต้นเดียวเพียงแต่ซื้อสินค้า “สีเขียว” เท่านั้น)

ทางเลือกจากบริโภคนิยม
แม้ว่าบริโภคนิยมจะไม่สามารถแทนที่ศาสนาได้ เพราะไม่สามารถขจัดความทุกข์ในระดับจิตวิญญาณของผู้คนได้ แต่อิทธิพลอันมหาศาลของบริโภคนิยมก็สามารถเบียดขับศาสนาให้หดตัวและถอยร่นมาอยู่ในมุมเล็กๆ ของชีวิตและสังคมได้ หาไม่ก็ครอบกลืนให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของบริโภคนิยมหรือเป็นร่างทรงของมันเท่านั้น ทุกวันนี้บริโภคนิยมได้แพร่ขยายจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต (และจิตใจ) ของผู้คนทั่วทั้งโลกยิ่งกว่าศาสนาใดๆ ไปแล้ว (อย่างน้อยคุณก็สามารถพบโค้กได้แทบทุกแห่งไม่ว่าจะวิบากกันดารแค่ไหน) ยิ่งมีเครือข่ายดาวเทียมเป็นเครื่องมือด้วยแล้ว ศาสนาบริโภคนิยมสามารถประกาศไปทั่วทุกมุมโลกแม้ในพื้นที่ที่มิชชันนารีเข้าไม่ถึง ดังนั้นเมื่อพูดถึงสถานะของพุทธศาสนาไทยในอนาคต ตัวกำหนดสำคัญจึงได้แก่ท่าทีและปฏิสัมพันธ์ของพุทธศาสนากับบริโภคนิยม พูดอีกอย่างคือ อนาคตของพุทธศาสนาไทยขึ้นอยู่กับว่า สามารถควบคุมกำกับบริโภคนิยมได้มากน้อยเพียงใด การควบคุมกำกับหากจะให้มีความหมายจักต้องทำ ๒ ด้าน คือด้านสังคม กับด้านจิตใจ ด้านสังคมคือการสร้างครอบครัว ชุมชนและสังคมให้เข้มแข็ง เพื่อต้านทานการครอบงำของอำนาจทุนซึ่งเป็นตัวเผยแพร่บริโภคนิยม (เช่นการทำให้ครอบครัวและชุมชนมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น เป็นบ่อเกิดแห่งความสุขของผู้คนโดยไม่ต้องพึ่งพิงผูกติดกับความสุขทางวัตถุ หรือถือเอาเงินเป็นพระเจ้า) ส่วนด้านจิตใจคือการเป็นทางเลือกในการทำชีวิตให้เต็มอิ่มไพบูลย์ และตอบสนองความต้องการทางจิตวิญญาณของผู้คนซึ่งจะมีผลให้ผู้คนเบี่ยงเบนเข้าหาบริโภคนิยมน้อยลง เท่ากับลดอิทธิพลของบริโภคนิยมไปโดยปริยาย
บทบาทดังกล่าวจะไม่เพียงช่วยให้พุทธศาสนามีอนาคตเท่านั้น หากยังเป็นคุณแก่ชาวโลกด้วย เพราะบริโภคนิยมนับวันจะทำให้ผู้คนมีความทุกข์ เนื่องจากไม่รู้สึกพึงพอใจกับตนเองเสียที ความไม่รู้จักพอนี้เองนำไปสู่การเบียดเบียนแย่งชิง ทำให้เกิดความร้าวฉานในทุกระดับตั้งแต่ครอบครัวไปจนถึงประเทศ เป็นเหตุให้อาชญากรรมแพร่ระบาด อีกทั้งยังเป็นตัวการทำลายสิ่งแวดล้อมไปทั้งโลก
ในขณะที่บริโภคนิยมให้สัญญาว่าชีวิตจะเต็มอิ่มได้ด้วยการเสพ หรืออย่างน้อยก็ทำให้ลืมความทุกข์หรือความรู้สึกพร่องไปได้ชั่วคราวนั้น พุทธศาสนาเสนอทางออกจากทุกข์ด้วยการจัดการกับรากเหง้าที่แท้จริง อันได้แก่ ความต้องการมีตัวตนที่แท้จริงยั่งยืน ความต้องการดังกล่าวเป็นสาเหตุแท้จริงของความทุกข์ของมนุษย์ ก็เพราะมันฝืนกับความเป็นจริง ความเป็นจริงนั้นก็คือว่าไม่มีตัวตนที่เที่ยงแท้ยั่งยืน ตัวตนนั้นเป็นเพียงภาพที่มนุษย์สร้างขึ้น มีอยู่เฉพาะในความคิดของคน แต่หาได้มีอยู่ในความเป็นจริงไม่ ตราบใดที่เราไม่ยอมรับความจริงนี้ ยืนกรานยึดถือภาพตัวตนว่าจริงแท้ เราก็มีแต่จะทุกข์เพราะความจริงนี้จะคอยบั่นทอนและสั่นคลอนจิตใจของเรา โดยการทำให้เราต้องพรากจากหรือไม่สมหวังกับสิ่งยึดถือเป็นตัวตนอยู่ร่ำไป หาไม่ก็คอยรบกวนจิตใจเราด้วยความรู้สึกสงสัยลางๆ ที่ผุดขึ้นมาเสมอว่าตัวฉันนั้นมีจริงหรือ ยิ่งกดความสงสัยนี้เท่าไรมันยิ่งสร้างความปั่นป่วนแก่จิตใจดังคลื่นใต้น้ำ ทำให้รู้สึกพร่องคับข้องใจเป็นนิจโดยหาสาเหตุไม่พบ
การประจักษ์แจ้งความเป็นจริงว่าตัวตนนั้นไม่มีอยู่จริงจะช่วยให้ความต้องการมีตัวตนที่เที่ยงแท้ยั่งยืนนั้นหมดไป และเลิกผลักดันเร้ารุนให้บุคคลต้องแสวงหาและยึดถือสิ่งใดมาเป็นตัวตนอีก และดังนั้นจึงไม่เสียใจไม่ทุกข์ ไม่กลัวการพลัดพรากหรือการสูญเสียใดๆ ความรู้สึกพร่องคับข้องใจเพราะไม่มั่นใจในความมีอยู่ของตัวตนหรือตัวฉันก็มลายไป เนื่องจากไม่มีความปรารถนาในตัวตนที่เที่ยงแท้ยั่งยืนอีกแล้ว การประจักษ์แจ้งดังกล่าวจะนำความมั่นคงสงบสุขแก่บุคคลอย่างแท้จริง และเมื่อถึงจุดนั้นก็ไม่ต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวใดๆ อีกเลย
จริงอยู่การประจักษ์แจ้งดังกล่าวต้องอาศัยปัญญาที่ลึกลงไปกว่าพุทธิปัญญา (intellect) และต้องมีการบำเพ็ญทางจิต หยั่งลึกภายในอย่างจริงจัง จึงมีคนจำนวนน้อยนิดที่จะทำเช่นนั้นได้ แต่ก็มิได้หมายความว่าพุทธศาสนาจะเป็นทางออกเฉพาะคนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น การแลเห็นถึงความไม่เที่ยงและความไม่ใช่ตัวตนของสรรพสิ่งสามารถทำได้หลายระดับ เริ่มจากระดับพุทธิปัญญาหรือความคิด (ทิฏฐิ) เพื่อเป็นแนวให้จิตได้ระลึกหรือยอมรับความจริงยามเผชิญกับความพลัดพรากสูญเสีย จากนั้นไปสู่ระดับจิตภาวนา พัฒนาสติให้รู้เท่าทันความรู้สึกนึกคิดจนแลเห็นถึงความไม่เที่ยงของมัน และแลเห็นต่อไปว่าไม่สามารถยึดเอามันมาเป็นตัวตน หรือยึดเป็น “ตัวกู ของกู” ได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง เป็นการฝึกจิตให้แลเห็นความคิดความรู้สึกที่เกิดขึ้นโดยไม่ไปสำคัญมั่นหมายว่า เป็นผู้คิดผู้รู้สึก หรือเป็นเจ้าของความคิดความรู้สึกเหล่านั้น แลเห็นว่ามันเป็นเพียงธรรมชาติอย่างหนึ่งซึ่งเกิดและดับไปตามเหตุปัจจัย ไม่ขึ้นอยู่กับความปรารถนาของเรา
นอกไปจากและรองลงไปจากการเสริมสร้างปัญญาให้หยั่งเห็นความจริงแล้ว การฝึกจิตด้วยสมาธิภาวนาให้ละเอียดประณีตจนสามารถสัมผัสความสุขที่สงบลึกซึ้ง ก็สามารถบรรเทาความทุกข์อันเนื่องจากปัญหาตัวตนได้มาก แม้จะไม่ถึงที่สุดแต่ก็ตอบสนองความต้องการทางจิตวิญญาณได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากช่วยลดความรู้สึกพร่องคับข้องใจในระดับจิตไร้สำนึก เพราะทำให้จิตเกิดความมั่นคงสงบนิ่ง ดังได้กล่าวแล้วว่าความรู้สึกพร่องคับข้องใจนี้เป็นผลจากความรู้สึกไม่มั่นคง เพราะสงสัยว่าตัวตนมีจริงหรือมีอะไรรองรับตัวตนอยู่หรือไม่ สมาธิภาวนาที่เน้นการทำจิตให้สงบนั้นแม้จะไม่ให้คำตอบชัดเจน แต่ก็นำความนิ่งมาสู่จิตก่อให้เกิดความมั่นคง ลดความแส่ส่าย กระวนกระวายไปได้มาก ความมั่นคงสงบนิ่งดังกล่าว เปิดโอกาสให้สามารถใช้ปัญญาอย่างเต็มที่จนหยั่งเห็นความจริงเรื่องตัวตนได้ อย่างไรก็ตาม แม้จะยังไม่ไปถึงขั้นนั้น ลำพังความมั่นคงสงบนิ่งจากสมาธิภาวนาก็ช่วยให้จิตรู้สึกเต็มอิ่ม เป็นสุข
กล่าวอีกนัยหนึ่ง พุทธศาสนาเสนอหนทางบรรลุจุดหมายของชีวิต ด้วยการศึกษาพัฒนาตนอย่างรอบด้าน ครอบคลุมทั้งความประพฤติ อารมณ์ และทัศนคติ (หรือศีล สมาธิ ปัญญา) โดยมีปัจจัยทางสังคมเป็นองค์ประกอบหนุน แต่ทางเลือกที่ดีนั้นไม่ได้หมายความว่าจะน่าสนใจเสมอไป การที่พุทธศาสนาจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้คนท่ามกลางกระแสบริโภคนิยมได้จะต้องมีทิศทางที่ชัดเจนรวมทั้งมีการปรับตัวหลายประการ ดังนี้
๑. การนำเสนอหลักธรรมอย่างกระจ่างในฐานะเป็นหนทางบำบัดทุกข์ของมนุษย์ แม้ว่าพุทธศาสนาจะเป็นระบบฝึกฝนตนเพื่อมุ่งไปสู่ชีวิตที่สิ้นทุกข์โดยตรง แต่ในความคิดของคนเป็นอันมาก พุทธศาสนากลายเป็นเรื่องของพิธีกรรมที่มีแต่รูปแบบ หาไม่ก็กระเดียดไปทางไสยศาสตร์ที่อิงอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ส่วนหลักธรรมที่เป็นหนทางบรรเทาและดับทุกข์นั้นถูกกลบหรือเลือนหายไป ดังนั้นการเผยแผ่และให้การศึกษาแก่ประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งนี้หมายความว่าผู้เผยแผ่เองจะต้องมีการศึกษาจนเข้าใจชัดเจนในหลักธรรมดังกล่าว
๒. การเสนอโลกทัศน์ที่ตระหนักถึงมิติทางจิตวิญญาณ (spiritual) ความทุกข์พื้นฐานของคนในยุคบริโภคนิยมสืบเนื่องจากการปฏิเสธมิติทางจิตวิญญาณ อันเป็นผลจากโลกทัศน์แบบวัตถุนิยมที่เห็นธรรมชาติมีเพียงมิติเดียวคือมิติทางวัตถุอันประจักษ์ได้ด้วยประสาททั้ง ๕ เท่านั้น โลกทัศน์ดังกล่าวทำให้ผู้คนปฏิเสธหรือไม่ยอมรับความต้องการทางจิตวิญญาณ อันได้แก่ความต้องการมีตัวตนที่เที่ยงแท้มั่นคง เมื่อไม่ยอมรับว่ามีความต้องการดังกล่าวอยู่ในส่วนลึก จึงไม่สนใจที่จะตอบสนอง หรือตอบสนองไม่ตรงจุด เพราะไปอาศัยวัตถุเป็นทางแก้เนื่องจากเข้าใจว่า ต้นตอของปัญหาอยู่ที่เรื่องวัตถุ
พุทธศาสนานั้นเห็นว่ามนุษย์มีหลายมิติรวมทั้งมิติทางจิตวิญญาณ ซึ่งควรได้รับความเอาใจใส่ไม่น้อยไปกว่ามิติอื่นๆ หลายสิบปีที่ผ่านมามิตินี้ถูกมองข้ามไป การรื้อฟื้นมิติทางจิตวิญญาณให้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของพุทธศาสนา พร้อมกับวิธีการตอบสนองความต้องการทางจิตวิญญาณอันได้แก่สมาธิภาวนา จะช่วยให้พุทธศาสนาเป็นหนทางบำบัดทุกข์อย่างแท้จริง อย่างไรก็ตามควรย้ำว่า มิติทางจิตวิญญาณของพุทธศาสนาที่พึงให้ความสำคัญมากที่สุดก็คือ ความรู้ความเข้าใจที่ช่วยให้แต่ละคนสามารถเห็นสาเหตุและหนทางดับทุกข์ด้วยตนเอง เพื่อให้ลุถึงอิสรภาพในทางจิตและปัญญา อันเป็นจุดหมายสูงสุดของพุทธศาสนา
๓. การเสนอท่าทีต่อชีวิตที่ต่างไปจากบริโภคนิยม พุทธศาสนามีท่าทีต่อชีวิตที่สวนทางกับบริโภคนิยม ทั้งในส่วนที่เป็นจุดมุ่งหมายและวิธีการ กล่าวคือเห็นว่าชีวิตนั้นควรมีจุดหมายเพื่ออิสรภาพทางจิตใจ โดยมีความสุขที่ไม่ขึ้นกับวัตถุ หากเป็นความสุขที่เกิดจากมีปัญญารู้เท่าทันความเป็นจริง แต่บริโภคนิยมกลับเห็นว่า จุดหมายของชีวิตคือการมีโภคทรัพย์ให้ได้มากที่สุด เพราะความสุขนั้นเกิดจากการเสพ เห็นได้ว่าความแตกต่างของทัศนะทั้งสองอยู่ที่เรื่องความสุข บริโภคนิยมเห็นว่าความสุขจากการบริโภค (หรือกามสุข) นั้นเป็นเส้นตรง ยิ่งเสพมากก็ยิ่งสุขมาก ความสุขจากการบริโภคจึงไร้ขีดจำกัด ขณะที่พุทธศาสนาเห็นว่ากามสุขนั้นมีพัฒนาการเป็นเส้นโค้ง กล่าวคือการบริโภคนั้นจะก่อให้เกิดความสุขเรื่อยๆ ตราบใดที่เป็นการบริโภคเพื่อความอยู่รอด หรือเพื่อยังชีวิตให้สะดวกสบาย (มีสิ่งอำนวยความสะดวกนอกเหนือจากปัจจัย ๔) แต่ถ้าเลยไปเป็นการบริโภคขั้นอยู่ดีกินดีหรือหรูหรามั่งคั่งแล้ว ความสุขจะเริ่มลดลง ความทุกข์ความกังวลจะเริ่มเพิ่มขึ้น (เพราะมีทรัพย์สมบัติและกิจการต่างๆ ให้ต้องดูแลและห่วงพะวงมากขึ้น อีกทั้งทางเลือกที่เพิ่มมากขึ้นก็ทำให้ชีวิตยุ่งยากมากขึ้น เพราะการตัดสินใจเลือกทำได้ยากขึ้น) ถึงขั้นนี้แล้วยิ่งบริโภคมากเท่าไรก็ยิ่งทุกข์มากขึ้น ในทางพุทธศาสนาถือว่าความสุขจากการบริโภคมีขีดจำกัดโดยมีขีดสูงสุดอยู่จุดหนึ่ง คือจุดที่อยู่กึ่งกลางระหว่างความสะดวกสบายกับความหรูหรามั่งคั่ง จุดนั้นเรียกว่า “ความพอดี” ถ้าบริโภคเกินจุดพอดีไปก็จะเริ่มสุขน้อยลง ทุกข์มากขึ้น ดังนั้นแต่ละคนควรรู้จักจุดพอดีในการบริโภคของตน ซึ่งไม่คงที่ แปรเปลี่ยนไปตามพัฒนาการทางจิตและปัญญาของตน ยิ่งฝึกฝนพัฒนาตนมากเท่าไร ก็จะบรรลุความสุขได้ง่ายขึ้นโดยบริโภคหรือหรือใช้ทรัพย์น้อยลง
นอกจากนั้นขณะที่บริโภคนิยมเห็นว่า ความสุขนั้นมีอยู่ประเภทเดียว คือความสุขจากการเสพ (ส่วนจะมุ่งสนองประสาททั้ง ๕ หรือภาพตัวตนภายใน เป็นอีกประเด็นหนึ่ง) แต่พุทธศาสนายังเห็นว่าความสุขมีหลายประเภท นอกจากสุขเพราะเสพ (กามสุข) แล้ว ยังมีสุขเพราะใจสงบ และสุขเพราะจิตเป็นอิสระ แต่ละประเภทก็มีหลายระดับ เช่นสุขเพราะจิตเป็นอิสระนั้น ขั้นสูงสุดคือนิพพานซึ่งพระอรหันต์เท่านั้นที่จะเข้าถึงแต่ก็ยังมีขั้นพื้นๆ ที่ปุถุชนก็สามารถเข้าถึงได้ อาทิ เวลาจิตไม่มีอุปาทาน หรือกิเลสยังไม่เกิด
ท่าทีต่อชีวิตและความสุขดังกล่าวของพุทธศาสนา ช่วยให้บุคคลยึดติดหรือขึ้นต่อการบริโภคน้อยลง และช่วยบำบัดทุกข์ สร้างความสุขภายในได้อย่างแท้จริง นี้คือส่วนสำคัญของพุทธศาสนาที่ควรนำเสนอเพื่อเป็นทางเลือกจากบริโภคนิยม พุทธศาสนายากที่จะสัมพันธ์เชื่อมโยงกับชีวิตของคนในยุคปัจจุบัน หากหลักธรรมส่วนนี้ถูกมองข้ามไป
๔. พุทธศาสนาจะมีอิทธิพลต่อชีวิตของผู้คนได้ ก็ต่อเมื่อกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิต และสิ่งแวดล้อมของผู้คน ดังนั้นจึงต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับจิตวิสัย (mentality) และวัฒนธรรมของยุคสมัย ในอดีตพุทธศาสนามีบทบาทต่อสังคมไทยอย่างมหาศาลก็เพราะสามารถผสมผสานหรือกลมกลืนเข้ากับความเชื่อต่างๆ ที่มีอิทธิพลในท้องถิ่นโดยเฉพาะความเชื่อเรื่องผี ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้แล้วว่า ความเชื่อแบบทุนนิยมโดยเฉพาะทุนนิยมบริโภคหรือบริโภคนิยมกลายเป็นความเชื่อหลักของสังคมไทย (และโลก) พุทธศาสนาจึงจำต้องหาทางปรับตัวให้สอดคล้องกับความเชื่อความนิยมดังกล่าว โดยขณะเดียวกันก็ยังรักษาหลักการของตนไว้ได้ การปรับตัวนั้นส่วนหนึ่งก็โดยเอาบางส่วนของความเชื่อความนิยมดังกล่าวมาเป็นส่วนหนึ่งของพุทธศาสนาในระดับท้องถิ่น เหมือนกับที่เคยทำกับความเชื่อเรื่องผีมาแล้ว อาทิเช่น

ก. สนองความต้องการทางวัตถุ
พุทธศาสนาจะมีอิทธิพลต่อผู้คนได้ ก็ต่อเมื่อยอมรับความเป็นจริงของคนส่วนใหญ่เป็นเบื้องแรก นั่นคือยอมรับว่าความต้องการทางวัตถุเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในชีวิตนี้ที่คนปัจจุบันให้ความสำคัญมาก ดังนั้นนอกเหนือจากการแนะนำวิธีการดับทุกข์ทางใจแล้ว การช่วยให้เขาประสบความสำเร็จในทางวัตถุก็เป็นสิ่งพุทธศาสนาควรให้ความสนใจด้วย อันที่จริงมีหลักธรรมมากมายในทางพุทธศาสนาที่เป็นประโยชน์ต่อเรื่องนี้โดยตรง (เช่นทิฏฐธัมมิกัตถะ หรือธรรมเพื่อประโยชน์ปัจจุบัน) แต่ยังมีอีกหลายวิธีที่สามารถทำได้ เช่น การสงเคราะห์ปัจจัย ๔ แก่ผู้ทุกข์ยาก การพัฒนาชุมชน อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สร้างอาชีพ ส่งเสริมสหกรณ์ออมทรัพย์ ฯลฯ บทบาทเหล่านี้มิใช่สิ่งแปลกสำหรับพระสงฆ์ในอดีตหรือปัจจุบัน และในอนาคตก็ยังจะจำเป็นอยู่ แม้จะไม่ใช่หน้าที่หลักของพระในพุทธศาสนาก็ตาม อย่างไรก็ตามต่อไปควรจะให้ฆราวาสเข้ามามีบทบาทในด้านนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
การสนองความต้องการทางวัตถุอีกวิธีหนึ่งที่ปฏิเสธได้ยากก็คือ การอาศัยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยบรรลุความสำเร็จ คนที่เข้าหาพุทธศาสนาเพราะจุดมุ่งหมายดังกล่าวยังจะมีอยู่เรื่อยๆ และอาจจะเพิ่มขึ้นเพราะได้แรงหนุนจากบริโภคนิยมอยู่แล้ว การสนองความต้องการด้วยวิธีดังกล่าวน่าจะยอมรับได้ หากพระไม่ทำตัวเป็นพ่อค้าหรือประกอบไสยพาณิชย์เสียเอง สิ่งสำคัญอยู่ตรงที่ให้ถือว่าวิธีดังกล่าวเป็นเพียงการสร้างกำลังใจ หรือช่วยให้เกิดความมั่นใจในการทำความดี คือเป็นส่วนเสริมความเพียรของตน ไม่ใช่มาทดแทนหรือยุติการพึ่งตนเอง หลักการที่ต้องรักษาไว้ก็คือ การพึ่งตนเอง การไม่ประมาท และการฝึกฝนพัฒนาตนอย่างต่อเนื่อง
จะด้วยวิธีการใดก็แล้วแต่ ควรถือว่านี้เป็นขั้นต้นเท่านั้น ขั้นต่อไปก็คือการแนะนำให้เขาเข้าหาจุดหมายที่สูงกว่านั้น นั่นก็คือความสุขทางใจและความรู้ความเข้าใจในชีวิตอย่างถูกต้อง กล่าวอีกนัยหนึ่ง ให้ก้าวสู่ธรรมเบื้องสูงเพื่อการดับทุกข์ที่แท้จริง

ข. มีความหลากหลาย
ความหลากหลายเป็นทั้งความจริงและความนิยมของผู้คนในยุคปัจจุบัน พุทธศาสนาจะเป็นประโยชน์ต่อคนหมู่มากได้ ก็ต่อเมื่อให้ความสำคัญแก่ความหลากหลายมากขึ้น เพื่อสนองความต้องการของกลุ่มคนที่หลากหลายแตกต่างกัน และเพื่อสนองความต้องการที่หลากหลายในตัวคนเดียวกัน
ความหลากหลายของพุทธศาสนาควรครอบคลุมหลายด้าน อาทิความหลากหลายทางวิธีการ นอกจากสนองความต้องการที่หลากหลาย เช่น ด้านกาย (วัตถุ) ด้านสังคม และด้านจิตใจแล้ว แต่ละด้านก็ควรมีวิธีการหรือรูปแบบที่หลากหลาย เช่น ด้านกายหรือด้านวัตถุ ก็มีทั้งที่เป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ธนาคารชุมชนเกษตรผสมผสาน การแพทย์พื้นบ้าน เป็นต้น ในด้านสังคม ก็มีทั้งที่เป็นการจัดเทศกาลงานพิธี การจัดกลุ่มสนทนาหรือเครือข่ายตามความสนใจเฉพาะด้าน ในด้านจิตใจ ก็มีวิธีการฝึกฝนจิตพัฒนาปัญญาที่หลากหลาย (ซึ่งทุกวันนี้ก็มีแบ่งเป็นหลายแนวหลายสำนักอยู่แล้ว)
กลุ่มคนที่ทำงานดังกล่าวก็ควรมีความหลากหลาย นอกจากพระสงฆ์แล้ว ควรมีแม่ชี และคฤหัสถ์ ขณะเดียวกันก็ควรมีนักบวชและคฤหัสถ์ประเภทใหม่ๆ ให้มากขึ้น นอกจากภิกษุณีหรือนักบวชหญิงที่มีสถานะและวินัยใกล้เคียงภิกษุณีแล้วควรมีนักบวชที่มีบทบาทค่อนมาทางฆราวาส และมีฆราวาสที่ถือศีลค่อนมาทางนักบวชทั้ง ๒ กลุ่ม จะช่วยให้การทำกิจในทางโลก (กายและสังคม) และในทางธรรม (จิตและปัญญา) เป็นไปอย่างกลมกลืนกัน ขณะเดียวกันก็สามารถตอบสนองกับกลุ่มคนที่หลากหลายได้ด้วย กล่าวคือนักบวชที่มีบทบาทค่อนมาทางฆราวาสนั้น ในด้านหนึ่งก็ทำงานสงเคราะห์ชุมชนได้คล่องกว่าพระ ขณะเดียวกันก็สามารถสอนธรรมไปด้วยในตัว (ทั้งโดยการพูดและการปฏิบัติเป็นแบบอย่าง) ส่วนฆราวาสที่ถือศีลค่อนมาทางนักบวช (เช่นประพฤติพรหมจรรย์) นั้นสามารถทำงานเผยแผ่ธรรมกับคนบางกลุ่มได้ดีกว่าพระและนักบวช เช่น โสเภณี (เนื่องจากสถานภาพและประสบการณ์ทางโลกเอื้ออำนวย) ในเวลาเดียวกันก็สามารถให้ความช่วยเหลือในทางโลกได้ด้วย

ค. ให้ความหมายใหม่แก่ศัพท์ทางบริโภคนิยม
ในสมัยพุทธกาล พุทธศาสนาดำรงอยู่ท่ามกลางอิทธิพลที่ฝังรากลึกของลัทธิพราหมณ์ เมื่อพระพุทธองค์ทรงประกาศศาสนาทรงนำศัพท์และความเชื่อของพราหมณ์ (ตลอดจนความเชื่อท้องถิ่น) มาให้ความหมายใหม่ให้เข้ากับหลักการของพุทธ เช่น กรรม พราหมณ์ อรหันต์ นิพพาน รวมทั้งการบูชาไฟ ในปัจจุบันบริโภคนิยมได้กลายเป็นอุดมการณ์หลักไปแล้ว แม้พุทธศาสนาจะมาก่อนแต่ก็กลายเป็นความเชื่อที่ลดความสำคัญไปมาก การจะสื่อสารหลักธรรมของพุทธศาสนาไปสู่คนยุคปัจจุบันให้ได้ผลต้องหยิบยืมศัพท์และความเชื่อของบริโภคนิยมและทุนนิยมมาใช้เป็นสื่อ หรือตีความใหม่ให้เข้ากับพุทธศาสนา เช่น กำไร ขาดทุน

ง. ประสานกับระบบตลาด
พุทธศาสนาในอดีตกลายเป็นศาสนาของมหาชนได้ เพราะรับเอาเทพและผีท้องถิ่นมาเป็นส่วนหนึ่งของตนฉันใด พุทธศาสนาจะมีความหมายต่อคนส่วนใหญ่ในยุคบริโภคนิยมได้ก็จำเป็นต้องยอมรับระบบตลาดฉันนั้น ทั้งนี้เพราะว่าในปัจจุบันระบบตลาดเป็นกลไกสำคัญในการทำให้สิ่งต่างๆ กระจายไปถึงคนส่วนใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นเครื่องอุปโภคบริโภค วิชาความรู้ หรือความเชื่อ หากต้องการให้หลักธรรมทางพุทธศาสนาแพร่ไปให้กว้างไกล การพึ่งพาตลาดเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก (โดยเฉพาะในยุคที่รัฐลดบทบาทการเป็นผู้อุปถัมภ์พุทธศาสนา) แต่นั่นก็หมายความว่าพุทธศาสนาอาจจะต้องถูกทำให้เป็น “สินค้า” โดยเฉพาะเมื่อต้องการแข่งขันกับ “สินค้าวัฒนธรรม” อื่นๆ เช่น ดนตรี กีฬา ความบันเทิง (ในอดีตสิ่งเหล่านี้มิใช่คู่แข่งที่น่ากลัวสำหรับพุทธศาสนา ส่วนหนึ่งก็เพราะถูกคุมโดยรัฐและสังคม ทำให้ภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมในสมัยก่อนมีศาสนาเป็นหลัก)
อันที่จริงทุกวันนี้ แม้ไม่ต้องพูดถึงวัดพระธรรมกายเลย การทำให้พุทธศาสนาเป็นสินค้าก็เกิดขึ้นอย่างดาษดื่นอยู่แล้ว เช่น การเอาพุทธวัจนะหรือคำเทศนาของหลวงพ่อชื่อดังทั้งหลายมาแปรรูปเป็นหนังสือ วีดีโอ หรือเทปวางขายตามท้องตลาด การเอาสัญลักษณ์ทางศาสนา เช่น พระพุทธรูปมาวางขาย การทำรายการธรรมะทางโทรทัศน์ ซึ่งแม้ผู้ชมจะไม่ต้องเสียเงิน แต่รายการดังกล่าวก็ต้องทำตัวให้เป็น “สินค้า” ที่น่าสนใจเพื่อดึงดูดเงินสนับสนุนจากบริษัทโฆษณา หรือผู้ผลิตสินค้าต่างๆ
การทำให้ศาสนาเป็นสินค้า ช่วยให้ศาสนาแพร่หลายไปได้กว้างและต่อเนื่อง เพราะทำให้มีรายได้สำหรับผลิต “สินค้า” นั้นๆ ต่อไป ขณะเดียวกันเมื่อเป็นสินค้าแล้ว กลไกตลาดก็สามารถนำไปกระจายให้กว้างไกลทั่วถึงขึ้น เพราะกลไกตลาดปัจจุบันมีศักยภาพที่จะเข้าถึงผู้คนอย่างกว้างขวาง
อย่างไรก็ตาม การที่ศาสนาต้องพึ่งพาระบบตลาดจนกลายเป็นสินค้าไปนั้น มีข้อเสียหลายประการคือหลักธรรมคำสอนถูกทำให้ง่ายหรือเน้นด้านเดียว เพราะเมื่อจะต้องแข่งกับสินค้าวัฒนธรรมอื่นๆ เช่น ความบันเทิง หรือแข่งกับสินค้าประเภทเดียวกัน ก็มีแนวโน้มที่จะทำตัวให้เป็นสินค้าที่ “ขายได้” หรือ “น่าซื้อ” เพื่อดึงดูดความสนใจจากคนได้มากขึ้น นอกจากนั้นการดัดแปลงคำสอนให้เข้ากับรสนิยมของ “ผู้ซื้อ” มีโอกาสทำให้คำสอนนั้นคลาดเคลื่อนจากหลักธรรมได้ง่ายขึ้น (เช่นสอนว่า ทำบุญแล้วรอดตาย หายป่วย ร่ำรวย มีชื่อเสียง) ยิ่งพยายามให้ความสำคัญกับรูปแบบ เช่น มีสีสรรหรือความบันเทิงสนุกสนาน ก็อาจส่งผลให้เนื้อหาสาระถูกกลบหายไป ที่ร้ายก็คือเมื่อมีผลตอบแทนเป็นตัวเงิน การเผยแผ่ศาสนาก็เลยกลายเป็นการแสวงหากำไรให้แก่องค์กร หรือสนองประโยชน์ส่วนตนไป
การเอาระบบตลาดมาเป็นส่วนหนึ่งของพุทธศาสนาจึงง่ายที่จะทำให้พุทธศาสนาถูกกลืนเป็นส่วนหนึ่งของระบบตลาด หรือทุนนิยมบริโภคไป สิ่งสำคัญที่ต้องมีคือการพึ่งพาตลาดอย่างรู้เท่าทันไม่ปล่อยให้ผลกำไรหรือ ปริมาณ “ลูกค้า” มาเป็นหลัก จนทำให้ศาสนา (คำสอน สัญลักษณ์ทางศาสนา ประเพณี พิธีกรรม) แปรสภาพเป็นสินค้าเต็มรูปแบบที่สนองประโยชน์ทางวัตถุอย่างเดียว การพึ่งพาตลาดจะเป็นคุณต่อศาสนาต่อเมื่อถือว่าหนังสือ วีดีโอ พระพุทธรูป พระเครื่อง งานบุญพิธีกรรมต่างๆ เป็นสื่อนำคนเข้าหาธรรม ดังนั้นความสำเร็จจึงวัดจากประโยชน์ที่จะเกิดจากธรรมผ่านสื่อเหล่านั้น มิใช่ดูที่ยอดกำไรหรือปริมาณผู้ซื้อ ขณะเดียวกันจะต้องเปิดโอกาสให้สังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการควบคุมกำกับมิให้พุทธศาสนาถูกแปรเป็นสินค้าเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะในกรณีที่วัดหรือพระสงฆ์เป็นผู้นำระบบตลาดมาใช้ในกิจการทางศาสนา
อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะพยายามเพียงใดการเผยแผ่พุทธศาสนาโดยพึ่งพาตลาดหรือระบบทุนนิยมอย่างเดียว เป็นอันตรายต่อพุทธศาสนาเอง เพราะยากที่จะป้องกันมิให้พุทธศาสนากลายเป็นสินค้าเต็มรูปแบบได้โดยเฉพาะในยุค “ตลาดเสรี” ซึ่งให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนในการทำเช่นนั้นได้ ถ้าไม่ถึงกับเป็นการลบหลู่ศาสนา สิ่งที่ต้องตระหนักก็คือว่า ถึงอย่างไรพุทธศาสนาในยุคนี้ก็ไม่ได้เผยแผ่โดยอาศัยระบบตลาดล้วนๆ หรือทำตัวเองให้เป็นสินค้าเท่านั้น ยังมีอีกช่องทางหนึ่งก็คือ “ทาน” หรือธรรมทาน เช่น การทำหนังสือแจกในวันสำคัญ หรือการบริจาคเงินทำรายการธรรมะทางโทรทัศน์ ประเพณีธรรมทานนี้มีมาช้านาน และควรที่จะส่งเสริมกันให้มากขึ้น อย่างน้อยก็เพื่อป้องกันมิให้ตลาดเป็นผู้ผูกขาดการเผยแผ่ธรรมในยุคบริโภคนิยม ธรรมทานนี้อิงอาศัยความเชื่อเรื่องบุญเป็นฐาน ทำให้มีการบริจาคเงินเพื่อเผยแผ่ธรรมมาโดยตลอด
“ระบบบุญนิยม” นี้เองที่สามารถช่วยถ่วงดุลระบบทุนนิยมมิให้แปรศาสนาเป็นสินค้าไปเสียหมด ดังนั้นจึงควรที่จะพัฒนาให้เป็นระบบหรือวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง เช่นมีการจัดตั้งองค์กรเพื่อรณรงค์หาทุนเผยแผ่ธรรม ตามสื่อต่างๆ รวมทั้งวิทยุ โทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต ไม่ว่าในรูปสารคดี การเสวนา ละคร หรือแม้แต่สปอต “โฆษณา”

จ. การนำธรรมะมากำกับทุนและการบริโภค
เงินตราและการบริโภคมีอิทธิพลต่อความเชื่อของคนสมัยนี้ ไม่ต่างจากที่คนสมัยก่อนนับถือไสยศาสตร์ ท่าทีของพุทธศาสนาในอดีตคือรับไสยศาสตร์เข้ามาโดยมีศีลธรรมกำกับฉันใด ปัจจุบันพุทธศาสนาก็จำเป็นต้องรับเอาธรรมะมากำกับเงินตราและการบริโภคฉันนั้น
แม้ว่าพุทธศาสนาจะมีหลักธรรมว่าด้วยทรัพย์และการบริโภคอยู่หลายหมวด แต่จุดอ่อน (ซึ่งเป็นจุดแข็งในเวลาเดียวกัน) ประการหนึ่งก็คือ หลักธรรมเหล่านั้นมักจะเป็นหลักการเกี่ยวกับท่าทีหรือทัศนคติ หาไม่ก็เป็นแนวปฏิบัติอย่างกว้างๆ (เช่น ความสันโดษ การรู้จักประมาณ) จุดอ่อนคือไม่มีรายละเอียดที่เฉพาะเจาะจงสำหรับคนปัจจุบัน ทำให้ขาดน้ำหนักหรือถูกมองข้ามไปได้ง่าย จุดแข็งก็คือ เปิดช่องให้คิดค้นรายละเอียดสำหรับนำมาปฏิบัติอย่างสอดคล้องกับแต่ละยุคสมัย ดังนั้น มาถึงยุคนี้จำเป็นที่จะต้องนำหลักธรรมดังกล่าวมาแตกเป็นรายละเอียด หรือถอดเป็นรูปธรรมเพื่อเป็นข้อปฏิบัติที่ชัดเจนสำหรับคนส่วนใหญ่
ในเรื่องการหาทรัพย์ ท่าทีหลักของพุทธศาสนาก็คือ ต้องไม่เบียดเบียนผู้อื่น ดังได้ระบุการค้าที่เป็นมิจฉา (มิจฉาวณิชชา) ๕ ประการ แต่ในส่วนที่เป็นมิจฉาอาชีวะนั้นกล่าวไว้อย่างกว้างๆ (เช่น โกง ล่อลวงตลบแตลง ทำอุบายโกง เอาลาภต่อลาภ) มาถึงปัจจุบันควรมีการระบุให้ชัดเจนว่ามิจฉาอาชีวะนี้รวมถึงการค้ากำไรเกินควร และการลงทุนในกิจการที่สัมพันธ์กับมิจฉาวณิชชา เช่น ค้าอาวุธ ค้ายาพิษ ค้าสัตว์ด้วย
สำหรับการใช้ทรัพย์นั้น ท่าทีหลักของพุทธศาสนาคือต้องไม่เบียดเบียนตน กับควรเกื้อกูลผู้อื่นด้วยการไม่เบียดเบียนตน นี้หมายถึงการใช้ทรัพย์เลี้ยงตนให้สุขสบาย แต่มิใช่เพื่อโก้เก๋ หรูหรา ไม่รู้จักประมาณซึ่งเป็นการเบียดเบียนตนในอีกรูปหนึ่ง คือสร้างอกุศลธรรมแก่ตน นี้ก็เช่นกัน มาถึงยุคปัจจุบันจำต้องมีการแปรหลักการดังกล่าวเป็นรูปธรรม เพื่อปฏิบัติกับชีวิตอย่างได้ผล โดยเฉพาะข้อปฏิบัติเกี่ยวกับการจับจ่ายเงิน (หรือช็อปปิ้ง) ซึ่งกำลังเป็นสิ่งเสพติดไปอีกประเภทหนึ่งแล้ว ยิ่งมีเครดิตการ์ดก็ยิ่งจับจ่ายกันง่ายและคล่องจนหลายคนพบว่าแทบจะควบคุมตนเองไม่ได้ ดังนั้น จึงควรมีการเสนอข้อปฏิบัติหรือวินัยส่วนตัว เช่น ไม่พกเครดิตการ์ด ไม่หยิบยืมเงินใครเพื่อการจับจ่ายสิ่งนอกเหนือปัจจัย ๔ กำหนดเงื่อนไขกับตนเองเวลาเข้าห้าง เช่น เข้าต่อเมื่อมีรายการซื้อของแล้ว หรือไม่เข้าห้างในวันหยุด หรือจำกัดและจัดสรรงบประมาณว่า จะซื้ออะไรได้เท่าไร เข้าห้างได้สัปดาห์ละกี่วัน ข้อปฏิบัติดังกล่าวควรเป็นวินัยเฉพาะตัว กล่าวคือแต่ละคนเลือกนำไปปฏิบัติตามความเหมาะสมของตน เป็นส่วนที่เสริมจากศีล ๕ ซึ่งเป็นศีลพื้นฐานหรือขั้นต่ำ
ข้อปฏิบัติดังกล่าวควรรวมไปถึงการใช้ทรัพย์หรือบริโภคในลักษณะอื่นๆ ด้วย เช่น การใช้ข้าวของเครื่องใช้พลังงาน และทรัพยากรอย่างประหยัด ซ่อมแซมเมื่อเสีย เอาของเก่ามาปรับแก้ใหม่ หรือใช้ซ้ำ ข้อปฏิบัติดังกล่าวนอกจากจะเป็นประโยชน์แก่ตนเองแล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น เช่น ไม่ก่อปัญหาสิ่งแวดล้อม หรือสร้างภาระแก่สังคม
การกำหนดรายละเอียดเป็นรูปธรรมเหล่านี้มีความสำคัญตรงที่ช่วยให้การการนำธรรมะไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันมีความชัดเจนขึ้น การฝึกฝนพัฒนาตนเป็นไปอย่างจริงจังมากขึ้น และช่วยให้พึ่งพาวัตถุหรือบริโภคนิยมน้อยลง มีอิสรภาพมากขึ้น
ข้อปฏิบัติเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องให้คณะสงฆ์ออกเป็นข้อกำหนด แต่พระสงฆ์ในฐานะที่เป็นผู้เผยแผ่พุทธศาสนาควรชี้แนะเป็นแนวทางแก่ญาติโยม หาไม่ก็ควรเป็นความริเริ่มจากกลุ่มชาวพุทธที่เห็นถึงความสำคัญดังกล่าว เพื่อเสนอเป็นทางเลือกให้แก่ผู้คน
อย่างไรก็ตาม ที่กล่าวข้างต้นเป็นเพียงธรรมในระดับศีล (หรือพฤติกรรม) ธรรมที่เป็นการฝึกจิตและปัญญาโดยตรง ก็เป็นประโยชน์ในการกำกับทุนและการบริโภคเช่นกัน ธรรมที่เนื่องด้วยจิตได้แก่ ความสันโดษ หรือความยินดีในสิ่งที่ตนหาได้โดยชอบธรรม และการพอใจในความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย การมีสติในการบริโภคและใช้จ่ายทรัพย์ ความรู้จักอดกลั้นหรืออดใจรอ การทำสมาธิภาวนาเพื่อเข้าถึงความสุขอันประณีต ซึ่งช่วยให้พึ่งพาความสุขจากวัตถุ (กามสุข) น้อยลง ส่วนธรรมฝ่ายปัญญา ได้แก่การรู้จักแยกแยะระหว่างคุณค่าแท้กับคุณค่าเทียม การพิจารณาคุณและโทษของสินค้า ตลอดจนข้อดีข้อเสียจากการซื้อของแต่ละชิ้นๆ การไตร่ตรองแน่ชัดในความต้องการของตน และตระหนักว่าสิ่งที่จะซื้อนั้นเป็นสิ่งที่ตนต้องการจริงๆ รวมทั้งการพิจารณาเห็นถึงคุณและโทษของกามสุขซึ่งจะช่วยให้เห็นถึงความจำเป็นในการเป็นอิสระจากสุขทางกาม
การประสานพุทธศาสนาเข้ากับบริโภคนิยม หรือการเอาบริโภคนิยมมาเป็นส่วนหนึ่งของพุทธศาสนานั้น เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องให้ความใส่ใจ แม้หลักการจะมีอยู่ว่าประสานโดยที่ยังรักษาหลักการของพุทธศาสนาไว้ได้ แต่ประสานแค่ไหนจึงจะรักษาหลักไว้ได้ เป็นคำถามใหญ่ที่หาคำตอบไม่ได้ง่ายๆ ที่แน่ๆ ก็คือ ตราบใดที่พุทธศาสนาปฏิเสธบริโภคนิยมอย่างสิ้นเชิง หรือไม่สามารถประสานให้เข้ากับพุทธศาสนาได้
พุทธศาสนาจะไม่สามารถมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของคนกลุ่มใหญ่ได้เลย ซึ่งนั่นอาจหมายความถึง อนาคตที่ตีบตันของพุทธศาสนา ในเมืองไทยก็ได้
________________________________________
เชิงอรรถ
๑ พัฒนาการดังกล่าวแลเห็นได้จากโฆษณาสินค้า ในยุคแรกจะเน้นคุณสมบัติหรือประโยชน์ใช้สอยของผลิตภัณฑ์ แต่มาปัจจุบันจะให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์หรือบุคคลิกของพรีเซนเตอร์ โดยบางครั้งไม่พูดถึงคุณสมบัติของตัวสินค้าเลย ทั้งนี้สิ่งที่ผู้ผลิตนำมาเสนอขายจริง ๆ มิใช่ผลิตภัณฑ์ หากเป็นภาพลักษณ์ที่ผูกติดกับผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ต่างหาก ดังบริษัทโค้กเคยประกาศว่า โค้กไม่ได้ขายผลิตภัณฑ์ แต่ขายภาพลักษณ์ ในทำนองเดียวกันแมคโดนัลด์ก็ไม่ได้ขายสารอาหาร และไนกี้ก็เคยประกาศว่า ตนไม่ใช่บริษัทผลิตรองเท้าแต่เป็นบริษัทกีฬา
๒ ทัศนะของเดวิด ลอยในที่นี้ สรุปจากบทความของเขา ๒ ชิ้นคือ “Buddhism and Money” ใน Radical Conservatism และ “The Spiritual Roots of Modernity” ใน Socially Engaged Buddhism for the New Millenniu

มหาวิทยามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ห้องเรียนสุราษฎร์ธานี วัดพัฒนาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

"ทางออกจากกับดักวิกฤติการณ์" "เครื่องมือเหล่านั้นเพียงพอ หรือสอดคล้องกับวิกฤติการณ์ในสถานการณ์ปัจจุบันมากน้อยเพียงใด"