การสื่อสารที่ดีและมีประสิทธิภาพ นับว่าเป็นพื้นฐานหลักที่สำคัญในการป้องกันและแก้ปัญหาความขัดแย้ง โดยเฉพาะถ้าเป็นความขัดแย้งทางด้านค่านิยมหรือความเชื่อซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ยากในการที่จะให้คนใดคนหนึ่งปรับเปลี่ยนความคิดความเชื่อของเขา อย่างไรก็ตาม แม้ว่าแต่ละคนจะมีความเชื่ออย่างสุดโต่งและให้คุณค่าของสิ่งหนึ่งสิ่งใดต่างกัน แต่ถ้าหากทั้งสองฝ่ายได้มีการสื่อสาร มี “การประชาเสวนา” Citizens Dialogue หรือ “การสานเสวนา” หรือการพูดคุยและทำความเข้าใจซึ่งกันและกันแล้วอย่างสันติวิธี ความขัดแย้งก็อาจจะไม่เกิดก็ได้หากพิจารณาดูให้ดีจะพบว่าในแต่ละวันมนุษย์ทุกคนต่างมีการสื่อสารกับสิ่งที่อยู่รอบตัวโดยปริยายอยู่แล้ว เริ่มตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งถึงเข้านอน แต่เรามักจะละเลยไม่ให้ความสนใจกับ
การสื่อสารเหล่านี้ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาและเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ ซึ่งคิดว่าคนอื่นน่าจะรับรู้เรื่องของเรา รู้ว่าเราคิดอะไร ซึ่งในความเป็นจริงก็อาจเข้าใจอะไรที่ผิดๆ ไปก็ได้ ดังนั้น หากเรานึกดูให้ดีในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงานหรือการดำเนินชีวิต เราควรน่าจะมีการสื่อสารพูดคุยกันอย่างต่อเนื่องจะดีหรือไม่ เพราะจะเห็นว่าถ้าเรามีการสื่อสารที่ดีต่อกันแล้ว การสื่อสารจะช่วยป้องกันและแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ง่ายขึ้น
การสานเสวนา: กลไกแห่งความสำเร็จในการจัดการความขัดแย้งและเสริมสร้างสมานฉันท์เราทราบกันแล้วว่าปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นเรื่องที่สลับซับซ้อนและมักจะสร้างความลำบากใจให้แก่หน่วยงานและผู้ปฏิบัติงานที่รับผิดชอบเป็นอย่างมาก เพราะปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมักจะเกิดควบคู่ไปกับปัญหาอื่นๆ ไปพร้อมๆ กัน รวมถึงความรุนแรงในปัจจุบัน พบว่ากลุ่มคนหรือหน่วยงานหนึ่งหน่วยงานใดเพียงลำพังไม่อาจจะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของสังคมที่มีความสลับซับซ้อนได้ด้วยตัวเอง สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือหลายคนคิดว่าการใช้ความรุนแรงอย่างเด็ดขาดน่าจะเป็นเครื่องมือหรือวิธีการที่สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้ แต่ความเป็นจริงแล้วความรุนแรงก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ หากแต่เราควรจะต้องนำกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของประชาชนเข้ามาใช้ในการแก้ปัญหา โดยจะต้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและผู้ได้รับผลกระทบไม่ว่าจะเป็นผลกระทบทางตรงหรือทางอ้อมก็ตามได้เข้ามามีส่วนร่วมในการ
แก้ไขปัญหาของตัวเอง เพราะจะเห็นได้จากในอดีตว่ามีนโยบายสาธารณะจำนวนมากที่ออกมาแล้วก่อให้เกิดปัญหาความยุ่งยาก มีสลับซับซ้อนเกินไป ยากต่อการจัดการ ควบคุม และในที่สุดไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้ ซึ่งหลายต่อหลายครั้งพบว่า “ไม่มีทางออกหรือไม่มีแนวทางแก้ไข” หรือมีก็มีเพียงแต่แนวทางแก้ไขชั่วคราวหรือไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ เพราะโดยแท้จริงแล้วการที่ไม่นำกระบวนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของประชาชนไปใช้ในการแก้ปัญหาเหล่านั้นนับว่าเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ไม่ยั่งยืนหรือไม่
นอกจากนี้ การนำวิธีการแก้ปัญหาที่เน้นเฉพาะทางด้านเทคนิคและวิชาการมาใช้เป็นมาตรการในการแก้ปัญหาเพื่อ “การตัดช่องว่างหรือตัดตอน” เพียงอย่างเดียวคงจะไม่เกิดประโยชน์และไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เพราะสิ่งสำคัญคือจะทำอย่างไรให้เสียง ความต้องการหรือความคิดเห็นของสาธารณชนได้รับการรับฟังและหาทางแก้ปัญหาอย่างแท้จริง ทั้งนี้ เพื่อนำมาปรับปรุงนโยบายหรือโครงการที่กำลังดำเนินการให้ทุกฝ่ายยอมรับโดยทั่วกัน
ปัญหาที่พบส่วนใหญ่คือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ได้รับผลกระทบจากการกำหนดนโยบายหรือการแก้ปัญหามักจะมีความต้องการที่แตกต่างกันไปต่างๆ นาๆ ซึ่งการที่คนได้รับผลกระทบมากหรือน้อยนั้นจะขึ้นอยู่กับความต้องการเฉพาะของผู้นั้น ซึ่งอาจเป็นความต้องการในด้านค่านิยมคุณค่า ความเชื่อ วิถีวัฒนธรรม ประเพณี หรือโลกทัศน์ ซึ่งจะเห็นว่าความต้องการเหล่านั้นเป็นผลกระทบที่อยู่นอกเหนือไปกว่าประเด็นปัญหาที่มีการบัญญัติไว้เป็นกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ หรือข้อมูลด้านเทคนิคที่มีอยู่ ซึ่งบ่อยครั้งที่สังคมมีการละเลยกับประเด็นเหล่านี้เพราะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยไม่สำคัญเท่าไร แต่ความจริงเรื่องที่คิดว่าไม่เป็นเรื่องก็เป็นปัญหาใหญ่และทำให้สาธารณชนเกิดความไม่ลงรอยกันและแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายกลายเป็นประเด็นปัญหาใหญ่เกิดขึ้น มีข้อสังเกตว่า กระบวนการที่ให้สาธารณชนเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องนั้น ไม่ได้เป็น
เครื่องหมายยืนยันหรือหมายความว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนจะเป็นยาสารพัดโรคที่จะช่วยแก้ไขปัญหาได้ทุกเรื่อง เพราะเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือผู้ปฏิบัติงานด้านนี้ก็คงรับรู้ถึงความท้าท้ายของปัญหาที่ยากเหล่านี้ได้ เพราะแม้จะพยายามให้สาธารณชนมาร่วมให้ข้อมูลและแก้ไขปัญหาหลายต่อหลายครั้ง แต่ปัญหาก็ไม่สามารถแก้ไขได้สำเร็จ คำถามคือทำไมไม่สำเร็จ อาจตอบได้ว่าเพราะกระบวนการมีส่วนร่วมที่จัดหรือเวทีประชุมสาธารณะมักจะมีแนวโน้มที่ไม่ค่อยสนับสนุนกระบวนการมีส่วนร่วมแก่ประชาชนอย่างแท้จริงใช่หรือไม่
สิ่งที่เราควรปฏิบัติกันขณะนี้และน่าจะทำต่อๆ ไปในอนาคตคือเราต้องใช้วิธีการที่แตกต่างไปจากวิธีการที่เคยปฏิบัติกันมาในอดีตจะดีกว่าไหม โดยอาจเริ่มตั้งแต่การใช้คำพูดที่ทำให้ทุกคนรู้สึกว่าเป็นพวกหรือฝ่ายเดียวกันก่อน เช่น ใช้คำพูดแทนทุกคนว่า “พวกเรา” น่าจะดีกว่าไหม โดยไม่ใช้คำว่า “ผมไม่เห็นด้วยกับคุณ” หรือ “พวกผมไม่เห็นด้วยกับพวกคุณ” เพราะการพูดว่าผมหรือพวกผมจะก่อให้เกิดแบ่งเป็นฝ่ายๆ มีฝ่ายผมและฝ่ายคุณ ดังนั้น วิธีการแบบใหม่และง่ายที่สุดคือการใช้คำพูดว่า “พวกเรา” น่าจะช่วยทำให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวกันไหมเพราะการพูดแบบนี้จะเป็นการเปิดโอกาสให้สาธารณชนรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน รู้สึกเป็นเจ้าของ ได้เข้ามามีส่วนร่วม ช่วยดำเนินการและริเริ่มการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของโครงการกระบวนการสื่อสารสองทางนี้เป็นกลไกที่ทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้กำหนดนโยบายและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายสาธารณะโดยใช้วิธีการที่เรียกว่า “สานเสวนา” หรือ “ประชาเสวนา” (Citizen Dialogue)
การสานเสวนา (Citizen Dialogue) คือ กระบวนการมีส่วนร่วมอย่างหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญต่อการป้องกันและแก้ปัญหาความขัดแย้ง การสานเสวนาจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการเป็นฝักเป็นฝ่ายหรือตรงข้ามกัน โดยจะช่วยทำปัญหาหรือความต้องการที่ฝ่ายหนึ่งต้องเลือกว่า “ใช่” และอีกฝ่ายหนึ่งที่ต้องเลือกว่า “ไม่ใช่” ง่ายขึ้นต่อการจัดการและแก้ปัญหาได้ เพราะกระบวนการสานเสวนาจะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกคนช่วยกันสะท้อนมุมมองและความคิดเห็นซึ่งแม้มีความแตกต่างกัน ให้เกิดความเข้าใจและเรียนรู้ร่วมกันได้ง่ายขึ้น การสานเสวนาจะช่วยสร้างบรรทัดฐานในการประเมินแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างกว้างขวาง และสามารถนำไปสู่การตัดสินใจร่วมกัน แต่มีข้อสังเกตว่าบรรทัดฐานดังกล่าวต้องอยู่บนพื้นฐานความต้องการที่แท้จริงของแต่ละฝ่าย ซึ่งอาจมีความแตกต่างกันไปก็ได้
การสานเสวนา (Citizen Dialogue) จะช่วยเสริมสร้างความสามารถของประชาชนหรือผู้เข้าร่วมสานเสวนาในการที่จะ “คิด” “พูด” และ “ปฏิบัติ” ร่วมกันต่อประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นหรือโครงการที่ทุกคนต้องการให้เกิดขึ้น กระบวนการสานเสวนาถูกออกแบบมาเพื่อสร้างให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันของทุกคน โดยมุ่งหวังที่จะให้เป็นรูปแบบและแนวทางการที่ก่อให้เกิดกระบวนการปฏิสัมพันธ์ของประชาชนอย่างเป็นปกตินิสัย และเป็นประเพณีที่ใช้ต่อไปทุกๆ ครั้งที่เกิดปัญหาความขัดแย้งในสังคม เพราะการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีบทบาทได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาอย่างชอบธรรมจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีซึ่งกันและกันมากขึ้นซึ่งนับว่าเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของสังคม กระบวนการที่ให้ประชาชนรวมตัวกันเพื่อสานเสวนาในปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะมาจากนโยบายสาธารณะหรือความขัดแย้งเรื่องอื่นๆ ก็ตาม จะเป็นคล้ายๆ เครื่องมือที่มากำกับกระบวนการบังคับให้ประชาชนหรือผู้เกี่ยวข้องหันหน้ามาคุยกันว่าแต่ละฝ่ายมีความต้องการ ห่วงกังวลหรือมีความสนใจเรื่อง
อะไรอยู่ ตลอดจนพิจารณาถึงคุณค่าความต้องการของคนอื่นว่าเป็นอย่างไร จนในที่สุดสามารถจะรับรู้ถึงความต้องการของตัวเองและผู้อื่นได้ โดยทุกคนอาจจะไม่สามารถ “ได้รับสิ่งที่ต้องการได้ทั้งหมด” แต่ก็เป็นฉันทามติร่วมกันได้ ดังนั้น กระบวนการสานเสวนาแสดงให้เห็นว่าเมื่อประชาชนไม่ได้เป็นฝ่ายตรงกันข้ามแล้ว พวกเขาจะช่วยกันค้นหาสิ่งที่พวกเขาสามารถแบ่งปันร่วมกันได้แม้ว่าพวกเขาจะไม่เห็นด้วยทั้งหมดในเรื่องนั้นก็ตาม
โดยสรุป การสานเสวนา (Citizens Dialogue) คือ กระบวนการมีส่วนร่วมที่เน้นการฟังอย่างตั้งใจ และการทำความเข้าใจซึ่งกันและกันของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ซึ่งเป้าหมายของกระบวนสานเสวนาหรือ Dialogue ไม่จำเป็นต้องให้ได้ทางออกในการแก้ปัญหาทุกๆ ครั้งในทันทีก็ได้ แต่เป็นกระบวนการที่ทำให้ทุกฝ่ายเกิดความรู้สึกหรือมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันการสานเสวนามักเป็นกระบวนการอย่างไม่เป็นทางการและ ไม่มีโครงสร้างตายตัว
เป้าหมายหรือผลสำเร็จของการสานเสวนาอาจไม่ใช่เพื่อค้นหาข้อยุติและนำไปสู่การตัดสินใจหรือการปฏิบัติได้ในทันที แต่เพื่อต้องการทำให้เกิดความเข้าใจร่วมกันอย่างท่องแท้ต่อประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งปัญหาเหล่านั้นมีความสลับซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน โดยจะเน้นการทำความเข้าใจในประเด็นที่ยังไม่เข้าใจกัน
กระบวนการสานเสวนาเป็นเครื่องมือที่ช่วยป้องกันความขัดแย้งและช่วยลดการอคติของคนการสานเสวนา หรือ Dialogueเป็นเรื่องเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เป็นวิถีทางในการคิดที่ช่วยสะท้อนหรือตอบสนองความคิดเห็นร่วมกันไม่ใช่กระบวนการที่คุณทำให้แก่คนอื่นแต่เป็นกระบวนการที่คุณทำร่วมกับคนอื่น
กล่าวโดยสรุป จะเห็นว่ากระบวนการเสวนาเพื่อสร้างฉันทามติเป็นกระบวนการหรือวิธีการที่ให้เปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องได้แสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์และสันติวิธีต่อสิ่งที่ตัวเองปรารถนาและต้องการให้เกิดขึ้น ดังนั้น หัวข้อที่ตั้งไว้ว่า “การสานเสวนา: กลไกแห่งความสำเร็จในการจัดการความขัดแย้งจริงไหม?” น่าจะได้คำตอบกันแล้วว่าการประชาเสวนาหรือสานเสวนาเป็นเครื่องมือที่สำคัญต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีเราจึงควรหันหน้ามาใช้กระบวนการประชาเสวนากันดีไหม
ที่มา:
ศุภณัฐ เพิ่มพูนวิวัฒน์
นักวิชาการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า
มหาวิทยามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ห้องเรียนสุราษฎร์ วัดพัฒนาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
"ทางออกจากกับดักวิกฤติการณ์" "เครื่องมือเหล่านั้นเพียงพอ หรือสอดคล้องกับวิกฤติการณ์ในสถานการณ์ปัจจุบันมากน้อยเพียงใด"