ถ้าเรามองย้อนกลับไปถึงอดีตของมนุษย์ตั้งแต่ในยุคแรกของสังคม มนุษย์ที่มีการยังชีพแบบการล่าสัตว์และหาของป่านั้นผู้หญิงเป็นผู้หาอาหารมาเลี้ยงดูครอบครัวเสียเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นความสำคัญหรือบทบาทของผู้หญิงในยุคนั้นย่อมเท่าเทียมกับผู้ชาย หรือบางทีอาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำไป และเมื่อเรามองเปรียบเทียบถึงเรื่องอำนาจ และสถานภาพของผู้หญิงกับผู้ชายก็จะเห็นว่าไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ชายในด้านใดเลย ยิ่งไปกว่านั้นการมีส่วนร่วม และความรับผิดชอบในสิ่งที่เราเรียกว่า เป็นกิจกรรมหรือพฤติกรรมในทางศาสนาก็เท่าเทียมกับผู้ชายมาโดยตลอด
แต่อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงและหลักฐานทางด้านสรีระหรือองค์ประกอบทางร่างกายหรือชีวภาพก็เป็นปัจจัยที่สำคัญในการกำหนดให้เห็นชัดเจนว่า งานหรือภารกิจของผู้ชายและผู้หญิงย่อมจะต้องแตกต่างออกไป ซึ่งเราต้องยอมรับกันว่า มีส่วนสำคัญอย่างมากประการหนึ่งในการกำหนด บทบาทและสถานภาพระหว่างเพศ ผู้หญิงจะต้องเป็นฝ่ายตั้งท้องเพื่อผลิตสมาชิกให้แก่สังคม ซึ่งถือได้ว่ามีความสำคัญมากในสังคมที่มีการยังชีพแบบหาของป่า และล่าสัตว์เช่นนั้น งานของผู้หญิงนั้นต้องเกี่ยวข้องกับบริเวณที่อยู่หรือแถวๆ กระท่อมที่อาศัย และโดยตัวผู้หญิงเองก็ต้องเลี้ยงดูเด็กๆ ด้วย ศูนย์กลางการหาอาหารมายังชีพก็คงจะเป็นการเก็บหาอาหารพวกมัน เผือก ผลไม้ ฯลฯ รอบๆ ที่พักอาศัยซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก เพราะจะสะดวกในการดูแลเอาใจใส่เด็กๆ และดูแลบ้านเรือนตลอดจนที่พักอาศัย ข้างฝ่ายผู้ชายก็เป็นผู้ออกไปล่าสัตว์ ซึ่งอยู่ในเขตป่าห่างไกลจากชุมชนที่อยู่เป็นอันมาก จากลักษณะงานที่แตกต่างกันในการยังชีพเช่นนี้จะเห็นได้ว่า ลักษณะงานของสตรีก็เป็นตัวกำหนดขอบเขตความสำคัญของบทบาทและสถานภาพของผู้หญิงในอีกระดับหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม ในยุคนี้สถานภาพของสตรีก็ยังสูงเด่นอยู่ อันเนื่องมาจากในสังคมเช่นนั้นต้องการ การเพิ่มขึ้นของสมาชิกอยู่เป็นอันมาก ซึ่งผู้หญิงก็มีบทบาทอย่างยิ่งต่อการดูแลเอาใจใส่เพื่อการอยู่รอดของสมาชิกใหม่ของสังคม บทบาทของผู้หญิงก็ยังไม่ได้ลดลง
พอเข้ามาสู่สังคมยุคที่มนุษย์เริ่มรู้จักเกษตรกรรมเพาะปลูก ซึ่งเป็นยุคที่มนุษย์เรียนรู้ถึงความสัมพันธ์แบบเป็นเหตุเป็นผลของการเพาะปลูก ซึ่งอาจเกิดการเรียนรู้จากการที่กินผลไม้แล้วทิ้งเมล็ดจนงอกเจริญเติบโต หรือไม่ก็ตาม บทบาทของผู้หญิงก็ลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และผู้หญิงอีกนั้นแหละที่เป็นคนเพาะปลูก ดูแลรักษา และเก็บเกี่ยวผลทางการเกษตรเหล่านั้น ในขณะที่ผู้ชายมักจะแสวงหาการละเล่นต่างๆ มาเล่นเกมเพื่อความบันเทิงใจ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าบทบาทของผู้หญิงในยุคนั้นก็ยังมีความมั่นคงอยู่ เนื่องจากการเป็นผู้มีบทบาทในการหาอาหารมาเลี้ยงดูครอบครัว เป็นสิ่งสนับสนุนสถานภาพอยู่ ดังนั้น เราจะสามารถพบว่า ในบางพื้นที่มีลักษณะความเป็นอยู่แบบถือแม่เป็นใหญ่ (Matrilineal) พบได้เท่าๆ กับลักษณะความเป็นอยู่แบบถือพ่อเป็นใหญ่ (Patrilineal) เช่นกัน ความเป็นอิสระในทางเพศก็ปรากฏให้เห็นเด่นชัด ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการร่วมหอตกลงแต่งงาน การหย่าร้าง ก็มักพบว่า ผู้ชายและผู้หญิงมีอิสระเท่ากัน ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ในยุคนี้สถานภาพของผู้ชายและผู้หญิงแตกต่างกันน้อยมาก
เมื่อมีการเลี้ยงสัตว์ตามมา ไม่ว่าเพื่อช่วยเหลือในการเพาะปลูกหรือเป็นอาหารก็ตาม บทบาทของผู้ชายในขบวนการผลิตอาหารเพื่อการยังชีพก็เริ่มต้นมีความสำคัญ และสูงเด่นกว่าผู้หญิง เพราะไม่ว่าจะเป็นการใช้สัตว์เลี้ยงช่วยในการเพาะปลูก (การไถคราด ฯลฯ) หรือการควบคุมดูแล ตลอดจนฆ่าเพื่อมาประกอบอาหารนั้น ต้องใช้พลังในอีกระดับหนึ่ง ซึ่งผู้ชายก็มีความแข็งแกร่งทางร่างกายที่เหนือกว่าผู้หญิงในงานหรือภารกิจเช่นนี้ จุดนี้เองถือได้ว่าเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อในการเปลี่ยนแปลงสถานภาพและบทบาทของสตรี และเมื่อก้าวเข้าสู่ยุคมีการพัฒนาการทางเทคโนโลยี และวิวัฒนาการของสังคมสูงขึ้น ผู้หญิงยิ่งต้องเพิ่มการพึ่งพาผู้ชายมากขึ้น แม้ว่าผู้หญิงจะมีบทบาทสำคัญในการเลี้ยงดูและดูแลเด็ก การเตรียมอาหารและการดูแลบ้านเรือน โอกาสและเวลาที่จะมาจับงานทางด้านเทคโนโลยีและการผลิตต่างๆ ยิ่งลดน้อยถอยห่างออกไปทุกที ซึ่งไม่เพียงแต่ขาดโอกาสในเรื่องการเป็นผู้ผลิตเท่านั้น แต่การมีส่วนร่วมในขบวนการผลิตก็แทบจะไม่มีเลย ดังนั้น “เมื่อมีการพึ่งพาเพิ่มขึ้นมากเท่าไหร่ สถานภาพและบทบาทก็จะลดลงมากเท่านั้น” และสภาวะเช่นนี้เกิดขึ้นติดต่อกันเรื่อยมาเป็นเวลานาน พร้อมๆ กับการพัฒนาการของสังคมที่เกิดขึ้น และแม้ว่า โดยข้อเท็จจริงแล้วเราจะเห็นว่าจะเริ่มเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า Industrialization ซึ่งผู้หญิงได้กลับเข้ามามีบทบาทในขบวนการของการผลิต ในฐานะเป็นผู้ร่วมผลิตอีกครั้ง ซึ่งเราจะเห็นได้ว่ามีการใช้แรงงานทั้งผู้ชาย ผู้หญิงและแม้กระทั้งแรงงานเด็ก (ซึ่งมีประวัติเริ่มต้นจากการผลิตอุตสาหกรรมในครัวเรือนก่อน) แต่สถานภาพของผู้หญิงก็มิได้รับการส่งเสริมให้ดีขึ้นเลย บางคนถึงกับกล่าวว่า เป็นคนที่อยู่ในชนชั้นที่ถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างไม่เปลี่ยนแปลง นักเขียนเกี่ยวกับเรื่องสิทธิสตรีบางคนที่มองในเชิงเศรษฐศาสตร์เปรียบเทียบว่า ผู้หญิงเสมือนผู้ผลิตในขณะที่ผู้ชายเหมือนพ่อค้าคนกลางที่พยายามกดราคาสินค้า แต่นำไปฉกฉวยผลประโยชน์มากขึ้นอีกต่อหนึ่ง ลักษณะของงานอุตสาหกรรมที่ทำให้ผู้หญิงออกนอกบ้านมามีส่วนร่วมในการเลี้ยงชีพนั้น เกิดขึ้นครั้งแรกสุด เชื่อกันว่าในโรงงานอุตสาหกรรมทอผ้า (textile) เพราะเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะละเอียดอ่อนซึ่งผู้หญิงมักอดทนและทำได้ดีกว่าผู้ชาย กอรปกับเป็นงานที่เน้นทักษะที่ผู้หญิงถนัดอยู่แล้วด้วย แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้เป็นงานที่ที่ต้องใช้แรงกายมากกว่าจะใช้สติปัญญาในระดับสูง จึงส่งผลกระทบก็ คือ ผู้หญิงส่วนมากมักจะมีการศึกษาน้อย ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วมีการศึกษาในช่วงประถมศึกษา-มัธยมศึกษา เพราะเป็นสิ่งเพิ่มรายได้แก่ครอบครัว โดยไม่ต้องการสติปัญญามากนัก ยิ่งทำให้การศึกษาของผู้หญิงลดลงต่ำอีกต่อไป และสวัสดิการต่างๆ ก็เริ่มเลวลงไม่มีหลักประกันในทางสังคม แต่อย่างไรก็ตาม งานการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิของผู้หญิงนั้นก็ได้เริ่มขึ้นในยุคแรกๆ ของสังคมแบบอุตสาหกรรมเช่นกัน จุดเคลื่อนไหวประการแรกคือ การออกหนังสือที่ชื่อ The Vindication of the Rights of Woman ซึ่งตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1792 และต่อมาในปี ค.ศ. 1848 ได้มีการประชุมร่วมกันในกลุ่มผู้หญิงชาวอเมริกัน ซึ่งนำโดย Lucretia Molt และElizabeth Cady Stanton ซึ่งชื่อเสียงของผู้นำหญิงทั้งสองคนนี้เป็นที่รู้จักกันมากในกลุ่มนักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีในศตวรรษที่ 19
มหาวิทยามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ห้องเรียนสุราษฎร์ วัดพัฒนาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
"ทางออกจากกับดักวิกฤติการณ์" "เครื่องมือเหล่านั้นเพียงพอ หรือสอดคล้องกับวิกฤติการณ์ในสถานการณ์ปัจจุบันมากน้อยเพียงใด"