“ในสังคมที่แสนจะสับสน วุ่นวาย พุทธศาสนาเป็นปัจจัยทางบวกที่ทำให้จิตใจของคนในสังคมดีงาม ได้อยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขสงบมากขึ้น แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันนั้นพุทธศาสนาก็มีความอ่อนแอทรุดโทรมย่ำแย่ ความทรุดโทรมของพุทธศาสนามีผลกระทบต่อชีวิตและสังคมอย่างไรบ้าง และเราควรต้องสำเหนียกรู้ว่า ปัจจัยที่ทำให้พุทธศาสนาอ่อนแอลงมาจากอะไรบ้าง แล้วในอนาคตเราจะฟื้นฟูพุทธศาสนาอย่างไรบ้าง เพื่อทำให้ตอบสนองกับความต้องการของคน และสังคมที่เป็นอยู่”
บทบาทของพุทธศาสนา
ความทรุดโทรมของศาสนา เป็นเรื่องที่เราพบเห็นกันมานาน และถ้าดูตามประวัติศาสตร์โดยเฉพาะในสังคมตะวันตก มันเป็นปรากฏการณ์ที่ชัดเจนมาตลอดในช่วงสองถึงสามร้อยปีว่า การเกิดขึ้นและการขยายตัวของวิทยาศาสตร์ แนวความคิดใหม่ๆ ทำให้ศาสนามีอิทธิพลและมีบทบาทน้อยลงตามลำดับ จนกระทั่งเมื่อ ๓๐ ปีก่อน นักสังคมวิทยาหรือว่านักประวัติศาสตร์ชั้นนำหลายคนพยากรณ์ว่า ศาสนาในศตวรรษนี้ คือ ศตวรรษที่ ๒๑ แทบจะไม่มีบทบาทอะไรมาก เพียงแค่เป็นสิ่งที่นับถือกันของหมู่คนกลุ่มเล็กๆ ที่เชื่อว่าจะเป็นศตวรรษของความรุ่งเรืองทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะเบียดขับศาสนาออกไป คำทำนายนี้เมื่อ ๓๐ ปีก่อน ก็ดูเหมือนว่าเป็นของที่แน่นอน แต่ว่ามาถึงตอนนี้ก็ไม่ชัดเจนอีกต่อไปแล้ว
ทั่วโลก สังคมเติบใหญ่ขึ้นและมีการหวนกลับมาของศาสนาในหลายลักษณะ ทั้งศาสนาที่นับถือกันอยู่เดิมหรือมีศาสนาใหม่ที่เกิดขึ้น และบทบาทของศาสนาซึ่งเคยคิดว่าจำกัดอยู่เฉพาะคนหมู่เล็กๆ เป็นลักษณะปัจเจกบุคคลเท่านั้น ในตอนนี้ศาสนากลายเป็นตัวแปรตัวหนึ่งที่สำคัญในทางการเมือง วัฒนธรรม หรือแม้แต่เศรษฐกิจและสังคม ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ กลุ่มบิน ลาเดน, อัลเคด้า ก็เป็นกลุ่มศาสนาซึ่งมีอิทธิพลกระทบต่อวิถีชีวิตตามปกติทั่วทั้งโลก ทำให้เห็นว่ากลุ่มที่มีศาสนาเป็นแรงบันดาลใจได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไม่ใช่น้อย
ในแต่ละประเทศมีศาสนา มีนิกายเป็นตัวที่มีบทบาทอย่างมากในเรื่องการเมือง เช่น ในอินเดีย มีความขัดแย้งระหว่างมุสลิมกับฮินดูและระหว่างอินเดียกับปากีสถาน ในลังกา มีความขัดแย้งระหว่างทมิฬกับสิงหล ในสหรัฐอเมริกา ศาสนามีบทบาทในฐานะที่เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม เพื่อที่จะคัดค้านการทำแท้งเสรี การโคลนนิ่ง ศาสนาได้มีบทบาทเป็นกลุ่มกดดันบางอย่างอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คงจะพูดไม่ได้ว่าศาสนาเสื่อมถอยลงไป เพียงแต่ว่าศาสนาได้เปลี่ยนรูป และมาในรูปลักษณ์ที่เราอาจจะไม่สังเกตเพียงพอ
ในอนาคตจะยังคงมีพุทธศาสนาหรือศาสนาอื่นๆ อยู่ แต่จะมีบทบาทอย่างไร ศาสนาไม่มีวันตาย เพียงแต่ศาสนาอาจจะทำบทบาทเพียงแค่เป็นศาสนาของพิธีศพอย่างในญี่ปุ่น บางคนบอกว่า มนุษย์คือสัตว์ที่มีศาสนา หรือจะพูดอย่างหนึ่งว่าศาสนานั้นคู่กับมนุษย์ ซึ่งการค้นคว้าด้านวิทยาศาสตร์ประสาทวิทยา เริ่มยอมรับมากขึ้นว่า ในสมองมนุษย์มีกลไกที่เอื้อให้รู้สึกถึงการมีอยู่ของศาสนาแม้กระทั่งเรื่องของพระเจ้า ถึงกับพูดกันอย่างนี้ว่า ศาสนาถูกโปรแกรมไว้ในสมองมนุษย์ ไว้ในยีนแล้ว เพราะฉะนั้น ศาสนาจะไม่หายไปจากโลกนี้อย่างง่ายๆ
การที่ศาสนาไม่หายไป เพราะว่าสามารถตอบสนองความต้องการของมนุษย์ได้หลายอย่าง อะไรคือบทบาทหรือว่าคุณประโยชน์ของศาสนา บางคนคิดว่าศาสนามีบทบาทในเรื่องจิตใจ แต่ที่จริงแล้วศาสนามีบทบาทมากกว่านั้น คือในเรื่องของวัตถุ ศาสนากับวัตถุมันไม่ได้แยกจากกัน บทบาทของศาสนาในเรื่องวัตถุนี้มีมาตลอดและจะมีต่อไป เช่น ในตะวันออกกลางหรือว่าในหลายประเทศที่ยากจน ศาสนามีบทบาทมาก มีคนนับถือมาก เพราะว่าศาสนาได้ทำกิจกรรมสังคมสงเคราะห์ บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ มีโรงพยาบาลเพื่อคนยากจน หรือว่ามีการจัดหางานให้แก่คนยากจน ดังนั้น บทบาทอันหนึ่งที่ศาสนามีตลอด คือ ด้านช่วยเหลือชีวิตความเป็นอยู่ ด้านวัตถุ ด้านปัจจัยสี่ แม้ในบางครั้งไม่ให้วัตถุ แต่ได้ให้ความหวังเรื่องวัตถุ บทบาทอีกด้านของศาสนาคือการให้ความหวังเกี่ยวกับวัตถุ
ประเด็นต่อมาคือ บทบาทด้านการตอบสนองความต้องการทางสังคม คือ การมีกลุ่ม มีผู้คนที่เข้าร่วมสังกัด มีกัลยาณมิตร เพราะมนุษย์ต้องการเพื่อน ต้องการกลุ่ม ซึ่งกลุ่มไม่ได้ช่วยเฉพาะในเรื่องการทำบุญเท่านั้น แต่ช่วยกันทั้งในเรื่องการทำมาหากิน การกู้ยืมเงินกันได้ อันนี้คือบทบาทของศาสนา ปรากฏการณ์นี้ชัดเจนมากเมื่อเกิดการอพยพเข้ามาในเมือง
ประเด็นที่สาม คือการตอบสนองด้านจิตวิญญาณ เช่น การต้องการที่พึ่ง การต้องการความปรารถนาที่จะรู้สึกมั่นคง โดยเฉพาะในโลกที่แปรเปลี่ยน วุ่นวาย คนก็จะรู้สึกว่าต้องการอะไรที่มันเป็นหลักยึด เพราะเหตุนี้ ในโลกโลกาภิวัตน์ สำนักหรือนิกายใหม่ๆ ก็จะระบาดไปทั่ว เพราะว่าคนต้องการอะไรที่มั่นคง มีที่พักพิง หรือสามารถอธิบายได้ว่าทำไมโลกถึงได้วุ่นวายขนาดนี้ ความต้องการคำตอบที่ทำให้เขารู้สึกมั่นคง มั่นใจ ยิ่งในยุคความเสื่อมถอย มนุษย์เข้าหาศาสนามากขึ้น โดยเฉพาะนักธุรกิจเมื่อเขารู้สึกว่าชีวิตเขาเสี่ยงมาก และเขาก็ไม่สามารถหาความแน่นอนอะไรได้ เขามีความรู้จำกัด ทำให้ต้องไปหาศาสนา หรือกลุ่มไสยศาสตร์ และความต้องการทางด้านจิตวิญญาณนั้น ก็อาจเป็นการต้องการตอบสนองตัวตน ความต้องการที่หาทางแก้ปัญหาตัวตนบางอย่าง ความรู้สึกถึงชีวิตที่มันไร้ค่า หรือความต้องการให้ตัวตนของเรามีความต่อเนื่อง อันนี้เป็นสิ่งที่ศาสนาทำมาตลอด
ความอ่อนแอของพุทธศาสนา
สมัยก่อนศาสนามีความมั่นคง เพราะสามารถตอบสนองความต้องการ ๔ ระดับนี้ได้ ความต้องการทางด้านวัตถุ ด้านสังคม ด้านอารมณ์และจิตใจ และด้านจิตวิญญาณ แต่เมื่อสังคมมีการพัฒนามากขึ้น เช่น รัฐบาลมีโรงเรียน แยกโรงเรียนออกจากวัด มีอนามัย สาธารณสุข ที่แยกจากวัด รัฐบาลสามารถตอบสนองความต้องการทางวัตถุได้ คนก็ห่างวัด และยิ่งพระไม่ออกนอกวัดเพื่อที่จะไปมีปฏิสัมพันธ์กับคน รอแต่ให้คนเข้าวัด วัดก็เลยไม่สามารถตอบสนองความต้องการทางด้านสังคมได้ คือความต้องการทางด้านวัตถุ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษา เศรษฐกิจ และพยาบาล รัฐได้เอาไปหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสังคมสงเคราะห์วัดก็ไม่มีบทบาททางด้านนี้ แม้จะมีคนยากจนอยู่รอบวัดก็ไม่ได้ทำอะไร แม้จะมีคนป่วยอยู่ในชุมชนก็ไม่ได้ทำอะไร เพิ่งจะมามีบทบาทในระยะหลังนี้ที่พระมาทำด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทำศูนย์เด็ก ทำด้านสงเคราะห์ การฝึกอาชีพ เอดส์ แต่ก็มีน้อย บทบาทในเรื่องการตอบสนองจิตใจ ก็เป็นเรื่องความต้องการที่พึ่งมากกว่า ความหวังว่าจะรวย จะมั่งมีศรีสุข หรือการบริโภคนิยม วัตถุนิยม บทบาทที่วัดเคยทำก็ไม่ได้ทำ นี้ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้พุทธศาสนาเสื่อมถอยลง และอีกประการหนึ่ง คือการที่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้คนได้ และก็ไม่สามารถอธิบายโลกได้ แต่ก่อนศาสนามีพลังเพราะสามารถอธิบายโลกได้ ใช้ระบบไตรภูมิอธิบายโลก และกฎแห่งกรรมทำให้เราทุกข์ ทำให้คนรวย ทำให้คนจน
ในสังคมเมื่อหลายร้อยปีก่อน การอธิบายแบบนี้มีพลัง ทำให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคม ต่างคนต่างยอมรับกันคนละบทบาท แต่ในปัจจุบันคนไม่ได้มีความคิดความเชื่อแบบไตรภูมิ คนไม่เชื่อว่ามันมีสวรรค์ นรก และไม่เชื่อเรื่องชาติหน้า พุทธศาสนาในปัจจุบันก็ไม่มีคำตอบที่มีพลังเพียงพอที่จะอธิบายความเป็นไปของโลกและชีวิตที่เป็นอยู่ได้ ขณะที่ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์ การเมือง เหล่านี้อธิบายได้ว่า ทำไมโลกเป็นแบบนี้ ความรู้ใหม่ๆ มาทำหน้าที่แย่งชิงบทบาทในการอธิบายโลก ซึ่งแต่ก่อนการอธิบายโลกและจักรวาลเป็นของศาสนา แต่ตอนนี้คนเชื่อเรื่องศาสนาน้อยลง เพราะวิทยาศาสตร์ตอบได้ดีกว่า พุทธศาสนาไม่ปรับตัวที่จะอธิบายความเป็นจริงของโลกได้ดีพอ โดยไปเน้นในเรื่องของการเกิดดับ หรือปัจจัยในเรื่องปัจเจกบุคคลว่าตัวคุณเป็นอย่างนี้เพราะคุณทำเอง ที่คุณจนเพราะว่าคุณขี้เกียจ หรือเป็นกรรมชาติที่แล้ว ไม่สามารถที่จะไปเชื่อมโยงถึงปัจจัยที่อยู่รอบตัว ปัจจัยทางด้านสังคมหรือโครงสร้าง
สถาบันสงฆ์ตอนนี้ขาดความเข้มแข็ง ๓ อย่าง คือ
๑. ทางด้านจริยธรรม
๒. ทางด้านสติปัญญา
๓. ทางด้านจิตวิญญาณ
ความเข้มแข็งทางด้านจริยธรรม อะไรที่ไม่ถูกต้อง คือ เป็นสัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์สุจริต คุณธรรม มีคนเห็นว่าพระโกงกินเวียนเทียน บิณฑบาตไม่โปร่งใส หรือว่าทำผิดแล้วปกปิดช่วยเหลือกัน เวลาสอบนักธรรมก็โกงกันมาก นักธรรมในต่างจังหวัดจะลือกัน เป็นที่รู้กันดี ทำให้พลังหรือความเข้มแข็งทางด้านจริยธรรมอ่อน
ความเข้มแข็งทางด้านสติปัญญา พระส่วนใหญ่มีความรู้อ่อนมาก การมีสติปัญญาไม่ได้รวมถึงวุฒิการศึกษา หรือต้องผ่านระบบการศึกษาเท่านั้น แต่หมายถึงการที่จะสามารถเท่าทันโลก หรือสามารถที่จะนำพาญาติโยมไปสู่สิ่งที่ดีงามและตอบปัญหาชีวิตเขาได้
ความอ่อนแอทางด้านจิตวิญญาณ ที่เห็นได้ชัดคือการอยู่ภายใต้การนำของระบบบริโภคนิยม เกิดแฟชั่นไล่ล่าสมณศักดิ์ หรือหารถประจำตำแหน่ง อันนี้คือสาเหตุของการเสื่อมโทรมของพุทธศาสนา ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปกันให้มาก
เหล่านี้คือสาเหตุที่ทำให้พุทธศาสนาเสื่อมลงไป แล้วก็มีคนนับถือน้อยลง แต่ขณะเดียวกันในแง่หนึ่ง ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ก็ทำให้คนที่มีการศึกษา ชนชั้นกลางหันมาสนใจศาสนาพุทธมากขึ้น จะเห็นความตื่นตัว ความสนใจเรื่องการทำสมาธิภาวนามีมากขึ้น แต่ว่าเป็นศาสนาที่ไม่สังกัดองค์กร ไม่สังกัดวัด เป็นพุทธศาสนาแบบทุนนิยม คือ นับถือศาสนาแต่ไม่เข้าวัด ก็ด้วยสาเหตุหลายอย่าง เช่น ไม่มีเวลา ไม่มีแรงดึงดูดใจเพียงพอ หรือว่าอาจถึงขั้นต่อต้าน แต่คนเหล่านี้สนใจศาสนาในเรื่องสมาธิภาวนา เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลมาก ปฏิเสธพิธีกรรมและการนับถือศาสนาตามครอบครัว หรือชุมชน ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างวัดกับผู้คน และวัดก็ไม่ใช่เป็นแรงบันดาลใจทางศาสนาหรือจริยธรรมอีกต่อไป
ปัจจุบันคนที่เข้าวัดก็คือคนที่ไม่มีทางไปแล้ว เพราะคนที่มีทางไปก็จะเข้าโรงเรียนทางโลกหรือไม่ก็ไปเมืองนอก สถาบันสงฆ์จึงขาดคนรุ่นใหม่ ขาดเรื่องใหม่ที่มีคุณภาพ คนที่อยู่ก็เพราะว่าไม่มีทางไป อยู่แล้วสบาย อาศัยว่าเป็นแหล่งทำมาหากิน เป็นพระแล้วทำอะไรชาวบ้านก็เห็นสมควร และพระส่วนใหญ่ก็ทำได้แค่ประกอบพิธีกรรม เรื่องบรรยายธรรมก็ไม่มีความมั่นใจที่จะทำ ลึกๆ แล้วก็รู้สึกไม่ค่อยแน่ใจว่าจะเทศน์ให้ฆราวาสฟัง เพราะฆราวาสมีการศึกษาสูงกว่า ก็เกิดความไม่มั่นใจ ตรงนี้คือปัญหา
พุทธศาสนาที่เชื่อมโยงไปเรื่องระบบการศึกษาของสงฆ์ และระบบการปกครอง
ระบบการศึกษา เน้นการท่องจำมาก และเป็นการท่องจำหลักธรรมซึ่งไม่สอนให้รู้จักคิด ไม่สอนให้เชื่อมโยงกับชีวิตของสังคม ของผู้คน พระไม่เข้าใจว่าทำไมคนรวยจึงต้องฆ่าตัวตาย รู้อยู่ว่าตัณหามันไม่รู้จักพอ แต่ว่าไม่สามารถจะเข้าใจและลึกซึ้งจริงจัง เพราะตัวท่านก็ยังปรารถนาในวัตถุอยู่ จึงไม่สามารถเข้าสู่ความสุขอย่างสันโดษได้ ถ้าไม่เข้าใจถึงความสุขจากสันโดษ ยังไล่ตามวัตถุอยู่ ก็ไม่เข้าใจหรอกว่าทำไมคนรวยจึงฆ่าตัวตาย แล้วระบบการศึกษามีปัญหามาก คือเน้นในเรื่องปริยัติแบบท่องจำแทนที่จะสอนให้รู้จักคิดและนำไปสู่การปฏิบัติไปด้วย
ระบบการปกครองของคณะสงฆ์ ไม่ส่งเสริมให้พระที่ทำหน้าที่นี้ ไม่ส่งเสริมในเรื่องของการเทศน์ การสอนชาวบ้าน แม้กระทั่งการนำการสอนให้ชาวบ้านนั่งสมาธิภาวนา เพราะว่าพระที่จะได้รับการยกย่องทางสมณศักดิ์ต้องเป็นพระที่ทำหน้าที่ด้านปกครอง สร้างโบสถ์ สร้างวิหาร จึงเป็นผลงานที่สามารถเสนอขอสมณศักดิ์ได้
ระบบฆราวาส จะถวาย ลาภสักการะ แก่พระทำหน้าที่ด้านเทศน์ ด้านสวด ถ้าไม่สวดเอาแต่สอนหนังสือ หรือพระที่ทำสมาธิภาวนา ก็ไม่มีลาภสักการะ นี่คือระบบของฆราวาสที่เป็นอยู่ปัจจุบัน จึงไม่ค่อยจะมีพระที่อยากไปสอนหนังสือให้พระ เณร แสดงธรรมเทศนา เพราะมันไม่มีกลไกที่จะส่งเสริม แท้ที่จริงแล้วต้องเป็นระบบที่ส่งเสริมทางด้านการสร้างแรงจูงใจภายใน ไม่ใช่ระบบภายนอก สร้างแรงจูงใจ คือ ทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่ทำมีคุณค่ามีความสำคัญ แต่ตอนนี้คนที่ทำดี คิดว่าสิ่งที่เขาทำมีคุณค่า มีความหมายหรือไม่ ต้องมีชุมชน มีกัลยาณมิตร อันจะมีกำลังใจส่งเสริมในการทำความดี
ลาภสักการะเป็นเหมือนดาบสองคม คือถ้าทำพอดีก็เป็นกำลังใจ แต่ว่าปัญหา คือลาภสักการะมาลงที่ตัวบุคคลแล้วมันทำให้เขาเสียได้ หากลาภสักการะนี้ลงมาที่คณะสงฆ์ ที่หมู่คณะ ที่ชุมชน มันก็จะเป็นพลังได้ และนี่ก็เป็นเหตุผลที่พระพุทธเจ้าสรรเสริญการถวายสังฆทาน เพราะไม่มีเรื่องการอิจฉาริษยากัน แต่ถ้าถวายเป็นบุคคลจะเกิดการอิจฉากัน อันนี้ก็เป็นภูมิปัญญาของพระพุทธเจ้าที่สรรเสริญการถวายสังฆทานยิ่งกว่าการถวายเป็นตัวบุคคล แม้ว่าผู้นั้นจะเป็นพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ก็ตาม
ปัญหาในช่วง ๑๕๐ ปีหลัง คณะสงฆ์ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของรัฐ เป็นส่วนหนึ่งของระบบราชการ ในปัจจุบันคณะสงฆ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยมี พ.ร.บ.สงฆ์ รัฐจึงเข้ามาควบคุมคณะสงฆ์ได้ พุทธศาสนาไทยต้องอาศัยหลักสำคัญ ๓ อย่างคือ
๑. ความสัมพันธ์ระหว่างพระสงฆ์
๒. ความสัมพันธ์กับรัฐ
๓. ความสัมพันธ์กับประชาชน
ทั้ง ๓ ส่วนต้องเกื้อกูลกัน คือชาวบ้านอุปถัมภ์คณะสงฆ์ด้วยปัจจัยสี่ และขณะเดียวกันก็ดูแลควบคุมการปฏิบัติของพระ ส่วนพระก็ดูแลชาวบ้านให้อยู่ในศีลในธรรม เช่นเดียวกัน ส่วนรัฐก็ดูแลส่งเสริมคณะสงฆ์ และคณะสงฆ์ก็ดูแลให้รัฐอยู่ในความชอบธรรม เป็นความสัมพันธ์ ๓ ฝ่าย แต่ครั้นพอรัฐดึงคณะสงฆ์ให้ไปอยู่ใกล้ ทำให้ความสัมพันธ์กับชาวบ้านเสียไป ตัวอย่างเช่น วัด ตามประเพณีของพุทธเป็นของชาวบ้าน พระเป็นเพียงผู้มาอาศัย เมื่อออกพรรษาเสร็จชาวบ้านจะนิมนต์ให้อยู่ต่อ แต่ในปัจจุบันวัดกลายเป็นของคณะสงฆ์หรือเป็นของรัฐ การสร้างวัดต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา ต้องผ่านกระบวนการทางฝ่ายรัฐ ให้วัดเป็นของแผ่นดิน ของรัฐ รัฐได้ดึงวัดออกจากชาวบ้าน การที่คณะสงฆ์ไปใกล้ชิดกับรัฐ เป็นส่วนหนึ่งของรัฐ ของระบบราชการนี้ทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่าเขาไม่ได้มีหน้าที่ที่จะดูแลวัด กำกับพระ เวลาเจอพระที่ทำตัวไม่เหมาะสมชาวบ้านนึกถึงกรมศาสนา สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้องค์กรเหล่านี้มาจัดการ
เมื่อเดือนธันวาคม ปี ๒๕๔๖ มีการสัมมนาพระที่ทำเนียบรัฐบาล ได้พูดถึงเรื่องพุทธศาสนากับความมั่นคงของชาติ ได้นิมนต์พระสังฆาธิการมาจำนวน ๓๐๐ - ๔๐๐ รูป มาพูดถึงเรื่องการปรับปรุงพุทธศาสนา คณะสงฆ์ และปรับปรุงพุทธศาสนาในหลายๆ ด้าน เช่น การปรับปรุงการศึกษา การให้ความรู้เจ้าอาวาส สังฆาธิการ รวมถึงการมีสถาบันศึกษาวิจัย ทั้งหมดเรียกร้องให้รัฐทำ เป็นเรื่องของรัฐบาล จริงๆ แล้วต้องเป็นเรื่องของมหาเถรสมาคมที่จะต้องทำ ต้องขวนขวายเพราะเป็นเรื่องของคณะสงฆ์โดยตรง พูดอีกอย่างคือ พึ่งตัวเองไม่ได้ ไม่รู้จักพึ่งตัวเอง ซึ่งเป็นวิธีคิดที่หยั่งรากลึก ทุกอย่างให้รัฐเข้ามาจัดการ แต่ไม่ได้คิดถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน
ตอนนี้สำนึกของคนไทยไปหวังพึ่งกลไกทางรัฐมาก ความสัมพันธ์ ๓ อย่างเลยสาบสูญไป ทำให้คณะสงฆ์ไปพึ่งพิงรัฐมากขึ้น รัฐอุปถัมภ์ จึงไม่คิดที่จะตอบแทนชาวบ้าน เพราะว่าดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่ที่รัฐบาล ไม่ได้อยู่ที่ชาวบ้าน
เมื่อโครงสร้างสถาบันเป็นอย่างนี้ จำเป็นต้องเอาความเข้าใจเรื่องโครงสร้างสังคมเข้ามาเสริมกับสิ่งที่เป็นสัจธรรม เรียกว่า อักกาสิโก พุทธศาสนาในเมืองไทย ปัจจุบันนี้ยังไม่ก้าวไปไกลมากนัก มีท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก และอาจารย์พุทธทาสที่ทำเรื่องนี้ แต่ยังไม่ถึงกับเป็นกระแสหลัก คือได้ยกระดับพุทธศาสนามามิได้ทำให้เป็นแค่มุมมองของชีวิต แต่คิดทำให้เป็นโลกทัศน์นำมาใช้อธิบายปัญหาของโลก โดยเชื่อมโยงกับเศรษฐศาสตร์แบบพุทธ การเมืองแบบพุทธ วิทยาศาสตร์แบบพุทธ ซึ่งในแง่หลักธรรมต้องมี นั่นหมายถึงการรวมประสานหยิบยืมเอาแนวคิดใหม่ๆ ของตะวันตกมาใช้ เช่น วิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ มาร์กซิสต์ หรือปรัชญาแบบโพสต์โมเดิร์น (post modern) ซึ่งต้องอาศัยการเปิดใจกว้างให้รับรู้ หมายถึงการที่พุทธศาสนาต้องเข้าไปปะทะกับศาสตร์พวกนี้ และร่วมกันอธิบายบางอย่างให้ชัดเจนมากขึ้น
แม้กระทั่งเรื่องจิตใจก็ต้องเรียนรู้เรื่องจิตวิทยาสมัยใหม่ แต่จะต้องระวังไม่ให้พุทธศาสนาถูกครอบด้วยศาสตร์สมัยใหม่ หรือจนกระทั่งกลายเป็นจิตบำบัดอีกแขนงหนึ่ง แต่ไปไม่ถึงขั้นตอนการลด ละ กิเลส แค่เป็นวิธีที่ทำให้จิตใจหายจากความเครียดมาก ตอนนี้พุทธศาสนามีอย่างแพร่หลาย คนเสียเงินจำนวนมากเพื่อไปเรียน ไปปฏิบัติพุทธศาสนา โดยปฏิเสธพิธีกรรม ไม่มีการสวดมนต์ประกอบพิธีกรรมอันใด แต่จะเน้นเรื่องการทำสมาธิ และไปไม่ถึงเรื่องปัญญา อัตตา แม้กระทั่งเรื่องทาน ศีล ก็ไม่มี คือว่า แม้คุณจะเสพตามปกติก็เสพไป เปรียบเสมือนว่าจะทำกิจกรรมใดๆ ตามปกติ และต้องมานั่งสมาธิ ถ้าเครียดก็มานั่งสมาธิ หายใจเข้าสดชื่น หายใจออกปล่อยวาง แต่กิเลสไม่ลด
แต่ประเด็นที่แท้จริง คือศาสนาควรให้คำตอบของชีวิตและโลกได้ รวมทั้งทำให้เราเข้าใจโลกนี้ที่ผันผวน ปรวนแปร ที่เรียกว่าโลกาภิวัตน์ และสามารถเข้าไปมีท่าทีที่ถูกต้องและตอบปัญหาเหล่านี้ได้
ท่าทีของพุทธศาสนาต่อสังคมปัจจุบัน
พุทธศาสนาจะต้องเข้าไปมีท่าทีที่ถูกต้องต่อปรากฏการณ์ที่กำลังเป็นอยู่ในสังคมปัจจุบัน การเอารัดเอาเปรียบ มีการกดขี่ จนกระทั่งคนรวยกับคนจนห่างจากกันเรื่อยๆ พุทธศาสนาต้องให้คำตอบว่า ทำอย่างไรกับเศรษฐกิจที่เกิดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน จะทำอย่างไรกับวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีที่ทำลายสิ่งแวดล้อม และจะทำอย่างไรกับปัญหาประชาธิปไตยที่รวมศูนย์ผูกขาดกันมาก ต้องมีการเสนอท่าทีที่ถูกต้องมากกว่าการปล่อยวาง แต่ปัญหาคือว่าเราจะเข้าไปจัดการอย่างไร
นี่เป็นเรื่องของหลักธรรม โดยนอกเหนือจากการรื้อฟื้นให้เข้าใจหลักธรรมที่ถูกต้องซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ตั้งแต่เรื่องธรรมะพื้นๆ เช่น เรื่องบุญ ทาน จนถึงเรื่องนิพพาน เพี้ยนกันไปหมด จนเข้าใจกันว่าการทำบุญคือการให้ทานกับพระ รวมถึงการถวายสังฆทาน เลี้ยงพระ จนมองข้ามการทำบุญด้วยใจที่แท้จริง เช่น บางท่านเป็นเจ้าของโรงเรียน พอเด็กไม่มีเงินค่าเล่าเรียนก็ไล่ออกไปเลยทั้งๆ ที่เด็กก็จน แต่เวลาทำบุญกลับทำหนักเต็มที่ การฟื้นฟูหลักธรรมเรื่องพื้นฐาน คือ เรื่องบุญกุศล จนถึงเรื่องนิพพานจึงเป็นเรื่องที่ใหญ่
นอกจากการให้พุทธศาสนาเป็นคำตอบเรื่องโลกและชีวิตสมัยใหม่ได้ ยังรวมถึงการเสนอวิธีคิดและท่าทีต่อโลกอย่างสอดคล้องกับปัจจุบัน ซึ่งท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎกได้ทำไว้มากกับเรื่องท่าทีต่อโลก ส่วนหนึ่งเริ่มต้นจากความเข้าใจปัญหาที่เรียกว่า ทุกข์ สมุทัย ถ้าไม่เข้าใจก็อธิบายลำบากว่าจะมีหน้าที่ ท่าทีอย่างไรต่อการค้าเงิน เล่นหุ้น ท่าทีอย่างไรต่อบริโภคนิยม และยิ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายมากกับเรื่องนโยบายรัฐบาลปัจจุบัน เหล่านี้เป็นอบายมุข อันนี้เป็นแง่คิดที่เราจะต้องพิจารณา
ทำให้พุทธศาสนาตอบสนองปัญหาที่เกิดในระดับชีวิตกับระดับสังคม ปัญหาชีวิตของผู้คนเวลานี้มีเรื่องความทุกข์ ความแปลกแยก จะวนอยู่ในเรื่องเงิน เรื่องความสัมพันธ์ เรื่องเพศ ความรัก การทำงาน ความสุข เทคโนโลยี การตาย เป็นปัญหาโลกปัจจุบัน พุทธศาสนาได้ให้ข้อคิดอย่างไร และการเสนอทางออกให้กับโลก เศรษฐศาสตร์ชาวพุทธหรือวิทยาศาสตร์อย่างที่ท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎกกล่าวไว้ เป็นเรื่องที่เป็นแนวคิด จะต้องโยงเกี่ยวกับการสร้างสถาบัน การสร้างชุมชนที่จะเกื้อกูลในการสร้างทางออกไว้ด้วย พอพูดถึงสถาบันก็นึกถึงสถาบันสงฆ์ ในสถาบันสงฆ์จะต้องมีการปฏิรูปมาก ทั้งในด้านการปกครอง การบริหารคณะสงฆ์ ที่สำคัญคือการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ การปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์เพื่อให้มีการกระจายอำนาจมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องทำให้มีประสิทธิภาพและไม่ใกล้ชิดกับรัฐจนเกินไป และต้องให้สังคม ชุมชน ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม
เรื่องปฏิรูปการศึกษา การศึกษาที่เปรียบเป็นหัวใจจะมีการปฏิรูปช้ามาก ช้ากว่าสำนึกที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองคณะสงฆ์ ส่วนหนึ่งเพราะความสำเร็จในยุคของพระมหาสมณเจ้าได้ทำไว้อย่างดี คนรุ่นหลังเลยไม่กล้าแตะ และคนที่ได้รับความรู้จากท่าน การศึกษาจากท่าน ก็ชื่นชมท่านว่าเป็นบิดาของการศึกษาคณะสงฆ์สมัยใหม่เลยไม่กล้าทำอะไรนอกทางหรือเปลี่ยนแปลง โดยขณะที่ทางฝ่ายฆราวาสปฏิรูป มีการเปลี่ยนแปลงมากมายไป แต่คณะสงฆ์ยังไม่มีการพัฒนา กลับอยู่กับที่
เรื่องระหว่างพระกับฆราวาส ทำอย่างไรให้ฆราวาสได้เข้ามามีส่วนร่วมกับคณะสงฆ์ โดยเริ่มจากวัด ทำอย่างไรให้ชาวบ้านได้มามีส่วนร่วมในการปกครองหรือสนับสนุนพระสงฆ์ อย่างเช่น แม้บัญชีในวัดชาวบ้านยังไม่มีส่วนรับรู้ได้เลย ในยุคนี้เรียกร้องความโปร่งใสในระบบราชการ แต่กับคณะสงฆ์กลับสวนทางในเรื่องนี้มาก ควรได้เห็นความโปร่งใสในบัญชีของเงินวัดด้วย
ขณะเดียวกันให้ชาวบ้านเข้าไปช่วยวัด แล้วพระก็จะช่วยชาวบ้าน ให้ชาวบ้านเข้าไปช่วยดูแลวัด อุปถัมภ์ค้ำจุน เข้าไปช่วยเหลือและร่วมบริหาร ในขณะเดียวกันวัดก็จะเข้าไปสนับสนุนส่งเสริมกิจการของชุมชน และเป็นที่พึ่งทางจิตวิญญาณ นี่เป็นเรื่องความสัมพันธ์ของคณะสงฆ์กับฆราวาส ซึ่งจะต้องเป็นถึงในระบบระหว่างประเทศ การที่จะมีตัวแทนหรือพุทธบริษัทมาเป็นสภาชาวพุทธ เข้ามาหารือกับมหาเถรสมาคมหรือองค์กรที่เกี่ยวกับการบริหารพระสงฆ์ล้วนมีข้อจำกัดมาก องค์กรปกครองคณะสงฆ์ควรมีตัวแทนพระสงฆ์จากที่ต่างๆ มา มหาเถรสมาคมจะเป็นเพียงที่ปรึกษาเพราะมีอายุมากควรที่จะให้พักบ้าง
ตอนนี้พระพุทธศาสนาในเมืองไทย ทางออกน่าจะอยู่ที่ฆราวาสมากกว่าที่คณะสงฆ์ ในแง่ที่ว่าขณะนี้คณะสงฆ์ไม่สามารถที่จะปฏิรูปตนเองได้ และประวัติศาสตร์ของคณะสงฆ์เถรวาทก็ไม่เคยปฏิรูปตนเองเลยสักครั้ง
ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปคณะสงฆ์ ฆราวาสจะต้องทำให้พุทธศาสนาในแบบฆราวาสอยู่ในระดับที่ดีเสียก่อน ตอนนี้พุทธศาสนาในแบบฆราวาสเป็นกระแสหนึ่งในสังคม ฆราวาสกำลังมีบทบาทมาก เป็นพุทธศาสนาซึ่งมีแนวโน้มว่าจะโตขึ้นเรื่อยๆ และเป็นกระแสหนึ่งของโลก
ตอนนี้พุทธศาสนาแบบฆราวาสเป็นแบบปัจเจกบุคคลและแบบผสมผสาน จนบางทีเละเทะ คือเอาทั้งสายบาบา ทั้งธรรมกาย ทั้งอาจารย์ชา บางทีก็มีตันตระและพราหมณ์เข้าไปด้วย หลายๆ อย่างพร้อมๆ กัน หรือกวนอิม ก็ให้เข้ามา ยกตัวอย่างบางวัดจะมีพระพุทธรูป กวนอิม ฮินดู พราหมณ์ พุทธ เราจะเห็นได้มากขึ้น ผสมกันไปหมด หรืออาจจะเป็นจุดขาย คือ ต้องการให้คนเข้าวัดมีจำนวนมากหลายสำนัก
ก็เป็นข้อดี ทำให้เกิดความหลากหลาย เกิดการปรับปรุงให้เกิดความเข้มแข็ง แต่บางทีจะเรียกว่ามั่วก็ได้ แล้วก็มีลักษณะปัจเจกนิยมสูง ซึ่งบางครั้งก็ปฏิเสธพิธีกรรม หรือปฏิเสธการที่จะรวมกลุ่มกันเพื่อที่จะทำอะไรเพื่อส่วนรวม สนใจแต่จะปฏิบัติธรรมเพื่อส่วนตัว ไม่สนใจรับผิดชอบเรื่องส่วนรวม สนใจแต่เรื่องส่วนตัว และถ้านับถือพระพุทธรูป เจ้าแม่กวนอิมในฐานะที่จะพึ่งพาท่าน เหมือนเป็นเทพอย่างหนึ่งที่จะดลบันดาลอะไรให้ได้ ซึ่งเป็นท่าทีที่มันทำให้ไม่รู้จักพึ่งตนเอง ก็ไม่เป็นประโยชน์เท่าไร
พุทธศาสนากับบริโภคนิยม
พุทธศาสนาแบบฆราวาสนิยม มีอิทธิพลของการบริโภคนิยมมาก มีกลิ่นอายของบริโภคนิยมมาก คือต้องการความสงบ แต่ก็ยังต้องการความมั่งมีศรีสุข คือยังอยากจะมีชีวิตแบบหรูหราแต่สงบไปด้วย จับปลาสองมือ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะชีวิตที่หรูหรานี้ทำให้เรายึดติดกับมัน พอยึดติดเมื่อมันแปรเปลี่ยนไปแค่รถติดหรือว่าแอร์ไม่ทำงานก็ทุกข์แล้ว
ทำอย่างไรถึงจะท้าทายกับบริโภคนิยมให้ได้มากกว่านี้ แม้กระทั่งจะนั่งสมาธิได้ต้องมีระฆัง มีเบาะ มีธูป ต้องติดแอร์ถึงจะนั่งสมาธิได้ กลายเป็นเรื่องเสพวัตถุ ซึ่งสมาธินั้นทำได้เลยไม่ต้องไปรอระฆัง แต่ทำไมต้องไปรอทำได้เลย ทำไมต้องไปมีของพวกนี้ด้วย กลายเป็นเรื่องของอัตลักษณ์ เรื่องของภาพลักษณ์ คือไปติดกับบริโภคนิยม การเสพวัตถุเพราะว่าลึกๆ ต้องการเสพอัตลักษณ์ คุณต้องการซื้ออัตลักษณ์ ซื้อภาพลักษณ์ มีเบาะนั่งสมาธิจะรู้สึกปลื้ม ในเมืองนอกพุทธศาสนาจะมีภาพลักษณ์ที่ดี เพราะฉะนั้นสัญลักษณ์อะไรที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา คนก็จะนิยมตาม เป็นการเสพอัตลักษณ์ไป ซึ่งอัตลักษณ์ของการเป็นพุทธ เป็นผู้มีรสนิยมทางจิตวิญญาณ
ส่วนหนึ่งกลุ่มบริโภคนิยมทำโดยไม่รู้ตัว เพราะบริโภคนิยมก็เป็นการตอบสนองอัตลักษณ์ เบื้องต้นก็คือ ทำให้สะดวกสบาย ตา หู จมูก ลิ้น กาย อาหารอร่อย อากาศเย็นสบาย แต่พอถึงจุดอิ่มตัวแล้วก็ต้องการมากกว่านั้น ต้องการเสพภาพลักษณ์ อัตลักษณ์กัน เราต้องการเป็นคนทันสมัย บริโภคนิยมนั้นไปถึงขั้นเสพภาพลักษณ์หรืออัตลักษณ์ เสพตัวตนหรือภาพตัวตน
แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องการตัวตนที่ดูดีด้วย เป็นภวะตัณหา หรือเรียกว่ามานะก็ได้ ตรงนี้ก็คือปัญหาของคนยุคปัจจุบัน ปัญหาของคนในปัจจุบันนี้คือปัญหาเรื่องตัวตน ซึ่งมีตั้งแต่ปัญหาความเครียด ความทุกข์ การสร้างความต้องการ การสร้างตัวตนที่ดูดี แล้วบริโภคนิยมเข้ามาตอบสนองตรงนี้ มันเป็นเรื่องของตัวตนความรู้สึก มีแล้วรู้สึกว่าชีวิตมีความมั่นคง จิตใจมีความอบอุ่นมากขึ้น ถ้าไม่มีแล้วรู้สึกว่าด้อย รู้สึกอายเพื่อน หรือว่าตนเองไม่มีความมั่นใจในตัวเอง รวมไปถึงการผ่าตัด ทำศัลยกรรม เพราะว่าหลายคนนั้นหมายถึงการมีชีวิตใหม่ การมีตัวตนใหม่ที่ดีกว่าเดิม ตรงนี้เป็นปัญหาตัวตน เป็นปัญหาสำคัญของคนยุคปัจจุบัน และบริโภคนิยมมาตอบสนองตรงนี้ ไม่แค่ตอบสนองความสบายพื้นๆ อย่างเดียว แต่ตอบสนองตัวตนที่ดูดีด้วย
ตรงนี้พุทธศาสนาสามารถทำให้ผู้คนเข้าใจลึกซึ้ง เพราะพุทธศาสนาเป็นเรื่องที่เข้าไปจัดการกับเรื่องตัวตน เข้าไปตอบปัญหาเรื่องตัวตนได้ โดยการเชื่ออย่างหนึ่งว่า มายาภาพของภาพตัวตนนั้นไม่จริง แล้วยิ่งไปยึดถือมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นทุกข์มากเท่านั้น ต้องปล่อยวาง ต้องเริ่มจากรู้เท่าทันเสียก่อน บริโภคนิยมเป็นศาสนาหนึ่งไปแล้วที่ให้คำตอบเรื่องตัวตนได้ แล้วเราก็ได้ตระหนักด้วยว่า มันเป็นศาสนาหนึ่งไปแล้ว ไม่ใช่ลัทธิอย่างเดียว เป็นศาสนาหนึ่งซึ่งมีมิติด้านศาสนาด้วยคือ การตอบสนองด้านจิตวิญญาณที่เป็นการตอบสนองความรู้สึกที่ได้จะมีตัวตนที่ถาวร เพราะนี่คือสัญชาตญาณส่วนลึกของมนุษย์ที่ต้องการมีตัวตนที่เป็นนิรันดร
David พูดไว้ว่า มนุษย์เราจะรู้สึกพร่องอยู่ลึกๆ จะมีความรู้สึกว่าตัวตนไม่มีอยู่จริง เราจะรู้สึกว่าเมื่อเกิดความพร่องจะทำให้กระสับกระส่าย เราจะรู้สึกว่าไม่สามารถยอมรับความจริงว่าตัวตนนั้นไม่มีอยู่จริง เพราะฉะนั้นจะต้องหาอะไรมายึด มายอมรับ และยืนยันว่าตัวตนนั้นมีอยู่ แล้วสิ่งหนึ่งที่จะมารองรับก็คือวัตถุ วัตถุนั้นจับต้องได้ และรู้สึกว่ามันมั่นคง ว่าตัวตนนั้นมีอยู่จริง หมายถึงการมีบ้านหลังใหญ่ การมีรถคันใหญ่ การที่เราเอาตัวตนไปผูกติดกับทรัพย์สินเหล่านี้ ทำให้รู้สึกว่าตัวตนมีอยู่จริง มั่นคง
และคนเราต้องการโลกหน้า เพราะว่ายอมรับไม่ได้ว่าตัวตนนั้นจะดับสูญ เราต้องการจะรู้สึกสบายใจถ้าตัวตนสามารถที่จะสืบต่อในภพหน้าได้ คนสมัยก่อนไม่ค่อยกลัวความตาย เพราะเขารู้สึกว่าตายไปชาติหน้าก็จะไปเกิดใหม่ ตัวตนไม่ได้ดับสูญไป หรือถ้าเป็นศาสนาคริสต์ตายไปแล้วก็ไปรวมกับพระเจ้า ถ้าเป็นฮินดูตายไปแล้วไปรวมกับปรมาตมัน สิ่งที่ทำให้คนสมัยก่อนไม่กลัวกับความตายคือ ตัวตนนี้สืบเนื่องไปได้ แต่พอปัจจุบันคน ไม่เชื่อในเรื่องโลกหน้า ไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า ไม่เชื่อเรื่องพรหม ไม่เชื่อเรื่องปรมาตมัน ก็รู้สึกว่าตายแล้วจะดับสูญ ก็ยอมรับไม่ได้ ทำให้กระสับกระส่ายมาก วิธีหาทางออกของโลกปัจจุบัน คือว่าถึงคุณตายแล้วแต่ชื่อยัง ถึงคุณตายก็ตายแต่ตัว แต่ถ้าคุณตายเพื่อชาติ ชื่อของคุณก็จะถูกจดจำไปเรื่อย เป็นอนุสาวรีย์ เพราะฉะนั้นจะรู้สึกว่ายังเป็นอมตะอยู่ ฉันยังมีชื่อให้คนระลึกถึง เป็นอนุสาวรีย์ ชาตินิยมมามีอิทธิพลมากจนกลายเป็นศาสนาหนึ่ง ก็เพราะมีคำตอบว่า คุณตายแต่ตัวแต่ชื่อคุณยังอยู่
การบริโภคนิยมมาตอบสนองอีกแบบหนึ่ง คือ มีวัตถุแล้วมีบ้านหลังใหญ่ๆ แล้ว มีเงินในธนาคารแล้ว สิ่งเหล่านี้จะมาตอบสนอง มายืนยันความเป็นตัวตนของคุณให้หนักแน่น มั่นคง สบายใจ เพราะยอมรับไม่ได้ที่จะพบว่าตัวตนไม่มีอยู่จริง แต่ทางพุทธศาสนานั้นตัวตนไม่มีอยู่จริง ในที่สุดคุณก็สังเกต รู้สึกได้ แต่คุณจะยอมรับได้หรือเปล่า หรือจะกดมันเอาไว้ สิ่งใดมีอยู่จริง ตัวตนมันเปลี่ยนไปเรื่อย ถ้าเราสังเกตและเราก็รู้สึกได้ว่าตัวตนเปลี่ยนไปอยู่เรื่อย ตอนนี้เวลาเจอคุณ รู้สึกว่าฉันเป็นพระ แต่พอไปเจอครูบาอาจารย์ ความรู้สึกก็จะเปลี่ยนไปว่าฉันเป็นลูกศิษย์ พอไปเจอฝรั่งความรู้สึกฉันว่าเป็นคนไทย พอเจอคนอีสานก็รู้สึกว่าบ้านเดียวกัน ตัวตนเปลี่ยนไปเรื่อย
และบางทีมันก็หายไป เช่น ความรู้สึกว่าฉันเป็นผู้ชนะ ฉันเก่ง ฉันเขียนหนังสือเล่มนี้ได้ ฉันเก่ง แต่พอโดนวิจารณ์ ความรู้สึกที่ว่าฉันเก่งมันหายไปเลย มันชรา มันมรณะไปเลย ตายไปเลย เราก็ต้องรู้สึกได้ว่า ตัวตนมันไม่มีอยู่จริง ที่เราคิดว่าเป็นตัวตนนั้นเราสร้างขึ้นมา เราจะรู้สึกได้ด้วยจิตสำนึกว่า มันเป็นสิ่งที่แอบเข้ามาและยอมรับไม่ได้ คนปัจจุบันนี้ยอมรับไม่ได้ ต้องเอาวัตถุขึ้นมาเพื่อรองรับตัวตน บริโภคนิยมเลยกลายเป็นศาสนาหนึ่งเพราะตอบสนองความต้องการเรื่องตัวตนได้ แต่ตอบสนองแบบชั่วคราว ซึ่งวันหนึ่งคุณก็ต้องรู้สึกว่าไม่ใช่ เพราะว่าคุณได้เท่าไหร่ก็ยังรู้สึกเคว้งคว้างอยู่ ยังรู้สึกว่าชีวิตนั้นมันขาดอะไรไปบางอย่าง หรือเรียกว่า ชีวิตพร่อง มันจะทำลายจิตใจมาก ซึ่งในพุทธศาสนาจะมีบทบาททางนี้ คือการบำบัดความรู้สึกพร่อง ทำให้คุณยอมรับว่าตัวตนไม่มีอยู่จริง เมื่อคุณยอมรับก็จะปล่อยวาง แล้วเมื่อคุณปล่อยวางตรงนี้ได้ความรู้สึกก็จะเบาไปเรื่อยๆ เราก็จะมีความสุขมาก ตรงนี้เป็นจุดแข็งของพุทธศาสนาที่จะเข้ามาตอบสนองได้ ถ้าถามว่าพุทธศาสนาจะมีบทบาทอย่างไรในอนาคต คำตอบหนึ่ง คือทำให้คนเข้าใจปัญหาเรื่องตัวตนให้ได้ ไม่ใช่แค่ทำใจให้สงบ ผ่อนคลาย ซึ่งก็มีประโยชน์แต่ก็หายแค่ชั่วเวลาไม่นาน เดี๋ยวก็เกิดทุกข์ขึ้นมาใหม่
เพราะฉะนั้น พุทธศาสนาต้องไปให้ถึงเรื่องปัญญา โลกทัศน์ ความเชื่อ จนถึงเรื่องตัวตนเลย อันนี้คือสิ่งที่พุทธศาสนาต้องเผชิญ เผชิญกับบริโภคนิยมให้ได้ เพราะฉะนั้น อยากถามว่าพุทธศาสนาในอนาคตจะมีบทบาทอย่างไร ต้องสู้กับบริโภคนิยมได้ ตอนนี้บริโภคนิยมเป็นเรื่องสำคัญมาก เป็นปัญหาใหญ่ที่บั่นทอนกับทุกศาสนาเลย อันตรายกว่าคอมมิวนิสต์ คอมมิวนิสต์ประกาศว่าฉันจะทำลายทุกศาสนา เสร็จแล้วคอมมิวนิสต์ไปก่อนศาสนา แต่บริโภคนิยมบอกศาสนาว่าเราอยู่ด้วยกันได้อย่างสันติ แต่ก็คอยทำลายศาสนาไปเรื่อยๆ เช่น ทำให้พุทธศาสนาเป็นร่างทรงบริโภคนิยม และในที่สุดก็เอาพุทธศาสนาเป็นของเล่น ทำให้ศาสนาเป็นสินค้า ตั้งแต่พระพุทธรูป สมาธิภาวนา ทำให้เป็นสินค้าได้หมดเลย
แม้จะฟังดูแล้วรู้สึกว่าทำยาก แต่ถ้ามองในภาพรวมแล้วยังมีความหวัง เพราะว่าในระดับโลกตอนนี้พุทธศาสนามีการเติบโตที่น่าสนใจ โลกาภิวัตน์นี้จะรู้ว่าพุทธศาสนานี้กว้างมาก หนังสือพุทธศาสนาขายดี มีคนให้ความสนใจมาก
ในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างพระกับฆราวาส ต้องมีการรับผิดชอบร่วมกัน ไปด้วยกัน แต่ว่าก็น่าเป็นห่วง เพราะว่าในหลายประเทศ พุทธศาสนากับฆราวาสแข็งมากและไปไกล เช่นในสหรัฐฯ และในยุโรป ไม่จำเป็นต้องพึ่งพระเลย ไม่เห็นความจำเป็นของพระ เพราะว่าอาจารย์กรรมฐานก็เป็นฆราวาสเยอะ และรู้สึกว่าในสหรัฐอเมริกาพระไม่จำเป็น แต่อาตมาว่าจำเป็น ในแง่ที่เป็นสถาบัน แต่ฆราวาสนั้น การสืบทอดไม่ต่อเนื่องเท่ากับสถาบันสงฆ์
การประพฤติพรหมจรรย์ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับโลกสมัยใหม่อยู่ การมีครอบครัวนั้นดีแต่ต้องไปให้ถึงชีวิตพรหมจรรย์ด้วย มองในแง่กว้างๆ ยังมีความหวัง แต่ว่าทำอย่างไรให้ฆราวาสเห็นคุณค่าของพระสงฆ์ หรือว่าแบบแผนชีวิตการประพฤติพรหมจรรย์ ส่งเสริมให้เกิดพุทธบริษัทที่เข้มแข็งได้ แม้จะเป็นพุทธศาสนาแบบฆราวาสก็เป็นไป แต่ต้องให้เข้ารูปเข้ารอย อีกด้านหนึ่งก็ต้องมาหนุนช่วยดูแลตรวจสอบทางสมณะสงฆ์ด้วย
สรุปส่งท้าย
ในแง่ที่จะให้พุทธศาสนามาตอบคำถามเรื่องการใช้ชีวิตในโลกได้อย่างสมสมัย มีข้อที่จะต้องปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมดังนี้
๑. การศึกษาและการปฏิบัติต้องเริ่มต้นจากการทำความรู้จักหรือศึกษาพุทธศาสนาให้ดี และนำมาปฏิบัติกับชีวิตได้ด้วย เพราะตอนนี้ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องพุทธศาสนานั้นมีมาก ข้อดี คือเรามีโอกาสที่จะศึกษาสิ่งที่ส่งเสริมให้เข้าใจถูกต้องก็มีมาก แค่พระไตรปิฎกก็แพร่หลายง่าย เพราะเดี๋ยวนี้มีการบรรจุลงในซีดี แต่ว่าคนเราไม่สามารถศึกษาพุทธศาสนาจากในซีดีหรือในพระไตรปิฎกได้ จากอาจารย์ที่ถูกต้อง เช่น พระธรรมปิฎก จากอาจารย์พุทธทาส ก็เป็นทางเลือกหนึ่ง หรือว่าอาจารย์หลายท่าน หลวงพ่อชา เป็นต้น
เริ่มต้นจากการศึกษาตัวเอง การศึกษาที่ดีนั้น ควรศึกษาด้วยตัวเอง ควรจะรวมกันเป็นกลุ่มชาวพุทธควรให้ความสำคัญกับ สังฆะ ชุมชนให้มาก เราเรียกว่า กัลยาณมิตร จะช่วยให้เรามีกำลังใจทำให้ไปได้ถูกทิศถูกทาง คล้ายกับว่าทำอย่างไรจะไม่ติดนิสัย shopping ได้ แค่เรื่องเดียวก็รู้ว่าเพื่อนจะช่วยได้มาก เพราะเดี๋ยวนี้บางคนติดการ shopping มาก อยากเลิกแต่เลิกไม่ได้ แต่ถ้ามีเพื่อนเป็นนี่ก็จะช่วยได้
การทำอะไรเป็นกลุ่มก็จะมีพลังมาก และถ้าเป็นไปได้สามารถที่จะเป็นกลุ่มที่จะส่งเสริมการศึกษาและปฏิบัติได้ด้วย การปฏิบัติก็จะมีตั้งแต่ทาน ศีล ภาวนา ถ้าจะปฏิบัติพุทธศาสนาก็ต้องให้ครบถ้วนเป็นองค์รวม ทาน ศีล ภาวนา คืออันหนึ่งโดยธรรม ขณะเดียวกันก็ไม่ได้เป็นเพียงบุคคลอย่างเดียว มองเป็นเรื่องมิติสังคมด้วย
๒. สิ่งที่พุทธศาสนาขาดไปในรอบ ๑๐๐ ปี จนถึงปัจจุบัน คือ มิติทางด้านสังคม โดยไปเน้นในเรื่องปัจเจกมาก มองข้ามมิติทางสังคม ไม่ได้มองว่าปัจจัยทางด้านสังคมมีส่วนกระทบต่อชีวิตเราอย่างไร และเราจะมีบทบาทต่อสังคมอย่างไร เวลาพูดถึงคุณและโทษของศีล ก็จะพูดถึงว่าศีลมีคุณโทษต่อตัวเราอย่างไร แต่ไม่ได้พูดว่าศีลจะทำให้เราอยู่ด้วยกันได้โดยปกติสุขหรือไม่ การทำบุญก็จะเป็นว่า จะมั่งมีศรีสุขได้อย่างไรจากการทำบุญ แต่ไม่ได้คิดว่า เมื่อทำบุญแล้วสังคมก็จะสุขด้วย เมื่อให้ทานแล้วอานิสงส์ก็จะมีต่อสังคมด้วย ไม่ใช่แต่ตัวเอง ถ้าเราศึกษาพุทธศาสนาครบถ้วน ต้องมีทั้งด้านส่วนตัวและส่วนรวม ภายในและภายนอก ซึ่งเป็นหัวใจของพุทธศาสนา ที่เรียกว่า กัลยาณมิตร
๓. ตั้งแนวทาง พยายามที่จะขับเคลื่อนสถาบัน ต่อมาก็พยายามที่จะทำให้สังคมปรับปรุงให้ดีขึ้น เราจะต้องรู้สึกอนาทรร้อนใจ เมื่อบอกว่าจะมีการสร้างอบายมุข คือ entertainment complex เป็นนโยบายของรัฐบาล เราไม่ควรจะนิ่งดูดายต่อนโยบาย ระบบการศึกษา ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้คนเห็นแก่ตัวมากขึ้น ก็ต้องหาทางที่จะเกื้อกูลต่อความเป็นมนุษย์ ต่อจริยธรรม นี่คือสิ่งที่อยากจะให้ชาวพุทธควรทำกันด้วย
สิ่งที่พูดไปก็เป็นเพียงแค่ความคิด แต่ว่ายังไม่ใช่สัจจะ สิ่งที่จะเป็นสัจจะคือสิ่งที่ปรากฏแก่จิตใจของเรา อยากให้ทุกคนได้ศึกษาเรียนรู้เรื่องสัจจะ ความจริงที่ปรากฏในจิตใจของเราด้วย ไม่ว่าจะเรียนรู้เรื่องใดก็ต้องกลับมาที่ตัวเรา จัดระบบกับสิ่งที่ได้เรียนรู้มา เพื่อให้กลายเป็นหนึ่งเดียวกับเรา ก็ทำใจให้สงบเพื่อที่จะได้เชื่อมโยงทั้งความคิดและหัวใจ
___พระไพศาล วิสาโล
_____________________________________
มหาวิทยามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ห้องเรียนสุราษฎร์ธานี วัดพัฒนาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น
"ทางออกจากกับดักวิกฤติการณ์" "เครื่องมือเหล่านั้นเพียงพอ หรือสอดคล้องกับวิกฤติการณ์ในสถานการณ์ปัจจุบันมากน้อยเพียงใด"