“ในสังคมที่แสนจะสับสน วุ่นวาย พุทธศาสนาเป็นปัจจัยทางบวกที่ทำให้จิตใจของคนในสังคมดีงาม ได้อยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขสงบมากขึ้น แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันนั้นพุทธศาสนาก็มีความอ่อนแอทรุดโทรมย่ำแย่ ความทรุดโทรมของพุทธศาสนามีผลกระทบต่อชีวิตและสังคมอย่างไรบ้าง และเราควรต้องสำเหนียกรู้ว่า ปัจจัยที่ทำให้พุทธศาสนาอ่อนแอลงมาจากอะไรบ้าง แล้วในอนาคตเราจะฟื้นฟูพุทธศาสนาอย่างไรบ้าง เพื่อทำให้ตอบสนองกับความต้องการของคน และสังคมที่เป็นอยู่”
บทบาทของพุทธศาสนา
ความทรุดโทรมของศาสนา เป็นเรื่องที่เราพบเห็นกันมานาน และถ้าดูตามประวัติศาสตร์โดยเฉพาะในสังคมตะวันตก มันเป็นปรากฏการณ์ที่ชัดเจนมาตลอดในช่วงสองถึงสามร้อยปีว่า การเกิดขึ้นและการขยายตัวของวิทยาศาสตร์ แนวความคิดใหม่ๆ ทำให้ศาสนามีอิทธิพลและมีบทบาทน้อยลงตามลำดับ จนกระทั่งเมื่อ ๓๐ ปีก่อน นักสังคมวิทยาหรือว่านักประวัติศาสตร์ชั้นนำหลายคนพยากรณ์ว่า ศาสนาในศตวรรษนี้ คือ ศตวรรษที่ ๒๑ แทบจะไม่มีบทบาทอะไรมาก เพียงแค่เป็นสิ่งที่นับถือกันของหมู่คนกลุ่มเล็กๆ ที่เชื่อว่าจะเป็นศตวรรษของความรุ่งเรืองทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะเบียดขับศาสนาออกไป คำทำนายนี้เมื่อ ๓๐ ปีก่อน ก็ดูเหมือนว่าเป็นของที่แน่นอน แต่ว่ามาถึงตอนนี้ก็ไม่ชัดเจนอีกต่อไปแล้ว
ทั่วโลก สังคมเติบใหญ่ขึ้นและมีการหวนกลับมาของศาสนาในหลายลักษณะ ทั้งศาสนาที่นับถือกันอยู่เดิมหรือมีศาสนาใหม่ที่เกิดขึ้น และบทบาทของศาสนาซึ่งเคยคิดว่าจำกัดอยู่เฉพาะคนหมู่เล็กๆ เป็นลักษณะปัจเจกบุคคลเท่านั้น ในตอนนี้ศาสนากลายเป็นตัวแปรตัวหนึ่งที่สำคัญในทางการเมือง วัฒนธรรม หรือแม้แต่เศรษฐกิจและสังคม ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ กลุ่มบิน ลาเดน, อัลเคด้า ก็เป็นกลุ่มศาสนาซึ่งมีอิทธิพลกระทบต่อวิถีชีวิตตามปกติทั่วทั้งโลก ทำให้เห็นว่ากลุ่มที่มีศาสนาเป็นแรงบันดาลใจได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไม่ใช่น้อย
ในแต่ละประเทศมีศาสนา มีนิกายเป็นตัวที่มีบทบาทอย่างมากในเรื่องการเมือง เช่น ในอินเดีย มีความขัดแย้งระหว่างมุสลิมกับฮินดูและระหว่างอินเดียกับปากีสถาน ในลังกา มีความขัดแย้งระหว่างทมิฬกับสิงหล ในสหรัฐอเมริกา ศาสนามีบทบาทในฐานะที่เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคม เพื่อที่จะคัดค้านการทำแท้งเสรี การโคลนนิ่ง ศาสนาได้มีบทบาทเป็นกลุ่มกดดันบางอย่างอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คงจะพูดไม่ได้ว่าศาสนาเสื่อมถอยลงไป เพียงแต่ว่าศาสนาได้เปลี่ยนรูป และมาในรูปลักษณ์ที่เราอาจจะไม่สังเกตเพียงพอ
ในอนาคตจะยังคงมีพุทธศาสนาหรือศาสนาอื่นๆ อยู่ แต่จะมีบทบาทอย่างไร ศาสนาไม่มีวันตาย เพียงแต่ศาสนาอาจจะทำบทบาทเพียงแค่เป็นศาสนาของพิธีศพอย่างในญี่ปุ่น บางคนบอกว่า มนุษย์คือสัตว์ที่มีศาสนา หรือจะพูดอย่างหนึ่งว่าศาสนานั้นคู่กับมนุษย์ ซึ่งการค้นคว้าด้านวิทยาศาสตร์ประสาทวิทยา เริ่มยอมรับมากขึ้นว่า ในสมองมนุษย์มีกลไกที่เอื้อให้รู้สึกถึงการมีอยู่ของศาสนาแม้กระทั่งเรื่องของพระเจ้า ถึงกับพูดกันอย่างนี้ว่า ศาสนาถูกโปรแกรมไว้ในสมองมนุษย์ ไว้ในยีนแล้ว เพราะฉะนั้น ศาสนาจะไม่หายไปจากโลกนี้อย่างง่ายๆ
การที่ศาสนาไม่หายไป เพราะว่าสามารถตอบสนองความต้องการของมนุษย์ได้หลายอย่าง อะไรคือบทบาทหรือว่าคุณประโยชน์ของศาสนา บางคนคิดว่าศาสนามีบทบาทในเรื่องจิตใจ แต่ที่จริงแล้วศาสนามีบทบาทมากกว่านั้น คือในเรื่องของวัตถุ ศาสนากับวัตถุมันไม่ได้แยกจากกัน บทบาทของศาสนาในเรื่องวัตถุนี้มีมาตลอดและจะมีต่อไป เช่น ในตะวันออกกลางหรือว่าในหลายประเทศที่ยากจน ศาสนามีบทบาทมาก มีคนนับถือมาก เพราะว่าศาสนาได้ทำกิจกรรมสังคมสงเคราะห์ บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ มีโรงพยาบาลเพื่อคนยากจน หรือว่ามีการจัดหางานให้แก่คนยากจน ดังนั้น บทบาทอันหนึ่งที่ศาสนามีตลอด คือ ด้านช่วยเหลือชีวิตความเป็นอยู่ ด้านวัตถุ ด้านปัจจัยสี่ แม้ในบางครั้งไม่ให้วัตถุ แต่ได้ให้ความหวังเรื่องวัตถุ บทบาทอีกด้านของศาสนาคือการให้ความหวังเกี่ยวกับวัตถุ
ประเด็นต่อมาคือ บทบาทด้านการตอบสนองความต้องการทางสังคม คือ การมีกลุ่ม มีผู้คนที่เข้าร่วมสังกัด มีกัลยาณมิตร เพราะมนุษย์ต้องการเพื่อน ต้องการกลุ่ม ซึ่งกลุ่มไม่ได้ช่วยเฉพาะในเรื่องการทำบุญเท่านั้น แต่ช่วยกันทั้งในเรื่องการทำมาหากิน การกู้ยืมเงินกันได้ อันนี้คือบทบาทของศาสนา ปรากฏการณ์นี้ชัดเจนมากเมื่อเกิดการอพยพเข้ามาในเมือง
ประเด็นที่สาม คือการตอบสนองด้านจิตวิญญาณ เช่น การต้องการที่พึ่ง การต้องการความปรารถนาที่จะรู้สึกมั่นคง โดยเฉพาะในโลกที่แปรเปลี่ยน วุ่นวาย คนก็จะรู้สึกว่าต้องการอะไรที่มันเป็นหลักยึด เพราะเหตุนี้ ในโลกโลกาภิวัตน์ สำนักหรือนิกายใหม่ๆ ก็จะระบาดไปทั่ว เพราะว่าคนต้องการอะไรที่มั่นคง มีที่พักพิง หรือสามารถอธิบายได้ว่าทำไมโลกถึงได้วุ่นวายขนาดนี้ ความต้องการคำตอบที่ทำให้เขารู้สึกมั่นคง มั่นใจ ยิ่งในยุคความเสื่อมถอย มนุษย์เข้าหาศาสนามากขึ้น โดยเฉพาะนักธุรกิจเมื่อเขารู้สึกว่าชีวิตเขาเสี่ยงมาก และเขาก็ไม่สามารถหาความแน่นอนอะไรได้ เขามีความรู้จำกัด ทำให้ต้องไปหาศาสนา หรือกลุ่มไสยศาสตร์ และความต้องการทางด้านจิตวิญญาณนั้น ก็อาจเป็นการต้องการตอบสนองตัวตน ความต้องการที่หาทางแก้ปัญหาตัวตนบางอย่าง ความรู้สึกถึงชีวิตที่มันไร้ค่า หรือความต้องการให้ตัวตนของเรามีความต่อเนื่อง อันนี้เป็นสิ่งที่ศาสนาทำมาตลอด
ความอ่อนแอของพุทธศาสนา
สมัยก่อนศาสนามีความมั่นคง เพราะสามารถตอบสนองความต้องการ ๔ ระดับนี้ได้ ความต้องการทางด้านวัตถุ ด้านสังคม ด้านอารมณ์และจิตใจ และด้านจิตวิญญาณ แต่เมื่อสังคมมีการพัฒนามากขึ้น เช่น รัฐบาลมีโรงเรียน แยกโรงเรียนออกจากวัด มีอนามัย สาธารณสุข ที่แยกจากวัด รัฐบาลสามารถตอบสนองความต้องการทางวัตถุได้ คนก็ห่างวัด และยิ่งพระไม่ออกนอกวัดเพื่อที่จะไปมีปฏิสัมพันธ์กับคน รอแต่ให้คนเข้าวัด วัดก็เลยไม่สามารถตอบสนองความต้องการทางด้านสังคมได้ คือความต้องการทางด้านวัตถุ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษา เศรษฐกิจ และพยาบาล รัฐได้เอาไปหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสังคมสงเคราะห์วัดก็ไม่มีบทบาททางด้านนี้ แม้จะมีคนยากจนอยู่รอบวัดก็ไม่ได้ทำอะไร แม้จะมีคนป่วยอยู่ในชุมชนก็ไม่ได้ทำอะไร เพิ่งจะมามีบทบาทในระยะหลังนี้ที่พระมาทำด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทำศูนย์เด็ก ทำด้านสงเคราะห์ การฝึกอาชีพ เอดส์ แต่ก็มีน้อย บทบาทในเรื่องการตอบสนองจิตใจ ก็เป็นเรื่องความต้องการที่พึ่งมากกว่า ความหวังว่าจะรวย จะมั่งมีศรีสุข หรือการบริโภคนิยม วัตถุนิยม บทบาทที่วัดเคยทำก็ไม่ได้ทำ นี้ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้พุทธศาสนาเสื่อมถอยลง และอีกประการหนึ่ง คือการที่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้คนได้ และก็ไม่สามารถอธิบายโลกได้ แต่ก่อนศาสนามีพลังเพราะสามารถอธิบายโลกได้ ใช้ระบบไตรภูมิอธิบายโลก และกฎแห่งกรรมทำให้เราทุกข์ ทำให้คนรวย ทำให้คนจน
ในสังคมเมื่อหลายร้อยปีก่อน การอธิบายแบบนี้มีพลัง ทำให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคม ต่างคนต่างยอมรับกันคนละบทบาท แต่ในปัจจุบันคนไม่ได้มีความคิดความเชื่อแบบไตรภูมิ คนไม่เชื่อว่ามันมีสวรรค์ นรก และไม่เชื่อเรื่องชาติหน้า พุทธศาสนาในปัจจุบันก็ไม่มีคำตอบที่มีพลังเพียงพอที่จะอธิบายความเป็นไปของโลกและชีวิตที่เป็นอยู่ได้ ขณะที่ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์ การเมือง เหล่านี้อธิบายได้ว่า ทำไมโลกเป็นแบบนี้ ความรู้ใหม่ๆ มาทำหน้าที่แย่งชิงบทบาทในการอธิบายโลก ซึ่งแต่ก่อนการอธิบายโลกและจักรวาลเป็นของศาสนา แต่ตอนนี้คนเชื่อเรื่องศาสนาน้อยลง เพราะวิทยาศาสตร์ตอบได้ดีกว่า พุทธศาสนาไม่ปรับตัวที่จะอธิบายความเป็นจริงของโลกได้ดีพอ โดยไปเน้นในเรื่องของการเกิดดับ หรือปัจจัยในเรื่องปัจเจกบุคคลว่าตัวคุณเป็นอย่างนี้เพราะคุณทำเอง ที่คุณจนเพราะว่าคุณขี้เกียจ หรือเป็นกรรมชาติที่แล้ว ไม่สามารถที่จะไปเชื่อมโยงถึงปัจจัยที่อยู่รอบตัว ปัจจัยทางด้านสังคมหรือโครงสร้าง
สถาบันสงฆ์ตอนนี้ขาดความเข้มแข็ง ๓ อย่าง คือ
๑. ทางด้านจริยธรรม
๒. ทางด้านสติปัญญา
๓. ทางด้านจิตวิญญาณ
ความเข้มแข็งทางด้านจริยธรรม อะไรที่ไม่ถูกต้อง คือ เป็นสัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์สุจริต คุณธรรม มีคนเห็นว่าพระโกงกินเวียนเทียน บิณฑบาตไม่โปร่งใส หรือว่าทำผิดแล้วปกปิดช่วยเหลือกัน เวลาสอบนักธรรมก็โกงกันมาก นักธรรมในต่างจังหวัดจะลือกัน เป็นที่รู้กันดี ทำให้พลังหรือความเข้มแข็งทางด้านจริยธรรมอ่อน
ความเข้มแข็งทางด้านสติปัญญา พระส่วนใหญ่มีความรู้อ่อนมาก การมีสติปัญญาไม่ได้รวมถึงวุฒิการศึกษา หรือต้องผ่านระบบการศึกษาเท่านั้น แต่หมายถึงการที่จะสามารถเท่าทันโลก หรือสามารถที่จะนำพาญาติโยมไปสู่สิ่งที่ดีงามและตอบปัญหาชีวิตเขาได้
ความอ่อนแอทางด้านจิตวิญญาณ ที่เห็นได้ชัดคือการอยู่ภายใต้การนำของระบบบริโภคนิยม เกิดแฟชั่นไล่ล่าสมณศักดิ์ หรือหารถประจำตำแหน่ง อันนี้คือสาเหตุของการเสื่อมโทรมของพุทธศาสนา ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปกันให้มาก
เหล่านี้คือสาเหตุที่ทำให้พุทธศาสนาเสื่อมลงไป แล้วก็มีคนนับถือน้อยลง แต่ขณะเดียวกันในแง่หนึ่ง ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ก็ทำให้คนที่มีการศึกษา ชนชั้นกลางหันมาสนใจศาสนาพุทธมากขึ้น จะเห็นความตื่นตัว ความสนใจเรื่องการทำสมาธิภาวนามีมากขึ้น แต่ว่าเป็นศาสนาที่ไม่สังกัดองค์กร ไม่สังกัดวัด เป็นพุทธศาสนาแบบทุนนิยม คือ นับถือศาสนาแต่ไม่เข้าวัด ก็ด้วยสาเหตุหลายอย่าง เช่น ไม่มีเวลา ไม่มีแรงดึงดูดใจเพียงพอ หรือว่าอาจถึงขั้นต่อต้าน แต่คนเหล่านี้สนใจศาสนาในเรื่องสมาธิภาวนา เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลมาก ปฏิเสธพิธีกรรมและการนับถือศาสนาตามครอบครัว หรือชุมชน ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างวัดกับผู้คน และวัดก็ไม่ใช่เป็นแรงบันดาลใจทางศาสนาหรือจริยธรรมอีกต่อไป
ปัจจุบันคนที่เข้าวัดก็คือคนที่ไม่มีทางไปแล้ว เพราะคนที่มีทางไปก็จะเข้าโรงเรียนทางโลกหรือไม่ก็ไปเมืองนอก สถาบันสงฆ์จึงขาดคนรุ่นใหม่ ขาดเรื่องใหม่ที่มีคุณภาพ คนที่อยู่ก็เพราะว่าไม่มีทางไป อยู่แล้วสบาย อาศัยว่าเป็นแหล่งทำมาหากิน เป็นพระแล้วทำอะไรชาวบ้านก็เห็นสมควร และพระส่วนใหญ่ก็ทำได้แค่ประกอบพิธีกรรม เรื่องบรรยายธรรมก็ไม่มีความมั่นใจที่จะทำ ลึกๆ แล้วก็รู้สึกไม่ค่อยแน่ใจว่าจะเทศน์ให้ฆราวาสฟัง เพราะฆราวาสมีการศึกษาสูงกว่า ก็เกิดความไม่มั่นใจ ตรงนี้คือปัญหา
พุทธศาสนาที่เชื่อมโยงไปเรื่องระบบการศึกษาของสงฆ์ และระบบการปกครอง
ระบบการศึกษา เน้นการท่องจำมาก และเป็นการท่องจำหลักธรรมซึ่งไม่สอนให้รู้จักคิด ไม่สอนให้เชื่อมโยงกับชีวิตของสังคม ของผู้คน พระไม่เข้าใจว่าทำไมคนรวยจึงต้องฆ่าตัวตาย รู้อยู่ว่าตัณหามันไม่รู้จักพอ แต่ว่าไม่สามารถจะเข้าใจและลึกซึ้งจริงจัง เพราะตัวท่านก็ยังปรารถนาในวัตถุอยู่ จึงไม่สามารถเข้าสู่ความสุขอย่างสันโดษได้ ถ้าไม่เข้าใจถึงความสุขจากสันโดษ ยังไล่ตามวัตถุอยู่ ก็ไม่เข้าใจหรอกว่าทำไมคนรวยจึงฆ่าตัวตาย แล้วระบบการศึกษามีปัญหามาก คือเน้นในเรื่องปริยัติแบบท่องจำแทนที่จะสอนให้รู้จักคิดและนำไปสู่การปฏิบัติไปด้วย
ระบบการปกครองของคณะสงฆ์ ไม่ส่งเสริมให้พระที่ทำหน้าที่นี้ ไม่ส่งเสริมในเรื่องของการเทศน์ การสอนชาวบ้าน แม้กระทั่งการนำการสอนให้ชาวบ้านนั่งสมาธิภาวนา เพราะว่าพระที่จะได้รับการยกย่องทางสมณศักดิ์ต้องเป็นพระที่ทำหน้าที่ด้านปกครอง สร้างโบสถ์ สร้างวิหาร จึงเป็นผลงานที่สามารถเสนอขอสมณศักดิ์ได้
ระบบฆราวาส จะถวาย ลาภสักการะ แก่พระทำหน้าที่ด้านเทศน์ ด้านสวด ถ้าไม่สวดเอาแต่สอนหนังสือ หรือพระที่ทำสมาธิภาวนา ก็ไม่มีลาภสักการะ นี่คือระบบของฆราวาสที่เป็นอยู่ปัจจุบัน จึงไม่ค่อยจะมีพระที่อยากไปสอนหนังสือให้พระ เณร แสดงธรรมเทศนา เพราะมันไม่มีกลไกที่จะส่งเสริม แท้ที่จริงแล้วต้องเป็นระบบที่ส่งเสริมทางด้านการสร้างแรงจูงใจภายใน ไม่ใช่ระบบภายนอก สร้างแรงจูงใจ คือ ทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่ทำมีคุณค่ามีความสำคัญ แต่ตอนนี้คนที่ทำดี คิดว่าสิ่งที่เขาทำมีคุณค่า มีความหมายหรือไม่ ต้องมีชุมชน มีกัลยาณมิตร อันจะมีกำลังใจส่งเสริมในการทำความดี
ลาภสักการะเป็นเหมือนดาบสองคม คือถ้าทำพอดีก็เป็นกำลังใจ แต่ว่าปัญหา คือลาภสักการะมาลงที่ตัวบุคคลแล้วมันทำให้เขาเสียได้ หากลาภสักการะนี้ลงมาที่คณะสงฆ์ ที่หมู่คณะ ที่ชุมชน มันก็จะเป็นพลังได้ และนี่ก็เป็นเหตุผลที่พระพุทธเจ้าสรรเสริญการถวายสังฆทาน เพราะไม่มีเรื่องการอิจฉาริษยากัน แต่ถ้าถวายเป็นบุคคลจะเกิดการอิจฉากัน อันนี้ก็เป็นภูมิปัญญาของพระพุทธเจ้าที่สรรเสริญการถวายสังฆทานยิ่งกว่าการถวายเป็นตัวบุคคล แม้ว่าผู้นั้นจะเป็นพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ก็ตาม
ปัญหาในช่วง ๑๕๐ ปีหลัง คณะสงฆ์ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของรัฐ เป็นส่วนหนึ่งของระบบราชการ ในปัจจุบันคณะสงฆ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยมี พ.ร.บ.สงฆ์ รัฐจึงเข้ามาควบคุมคณะสงฆ์ได้ พุทธศาสนาไทยต้องอาศัยหลักสำคัญ ๓ อย่างคือ
๑. ความสัมพันธ์ระหว่างพระสงฆ์
๒. ความสัมพันธ์กับรัฐ
๓. ความสัมพันธ์กับประชาชน
ทั้ง ๓ ส่วนต้องเกื้อกูลกัน คือชาวบ้านอุปถัมภ์คณะสงฆ์ด้วยปัจจัยสี่ และขณะเดียวกันก็ดูแลควบคุมการปฏิบัติของพระ ส่วนพระก็ดูแลชาวบ้านให้อยู่ในศีลในธรรม เช่นเดียวกัน ส่วนรัฐก็ดูแลส่งเสริมคณะสงฆ์ และคณะสงฆ์ก็ดูแลให้รัฐอยู่ในความชอบธรรม เป็นความสัมพันธ์ ๓ ฝ่าย แต่ครั้นพอรัฐดึงคณะสงฆ์ให้ไปอยู่ใกล้ ทำให้ความสัมพันธ์กับชาวบ้านเสียไป ตัวอย่างเช่น วัด ตามประเพณีของพุทธเป็นของชาวบ้าน พระเป็นเพียงผู้มาอาศัย เมื่อออกพรรษาเสร็จชาวบ้านจะนิมนต์ให้อยู่ต่อ แต่ในปัจจุบันวัดกลายเป็นของคณะสงฆ์หรือเป็นของรัฐ การสร้างวัดต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา ต้องผ่านกระบวนการทางฝ่ายรัฐ ให้วัดเป็นของแผ่นดิน ของรัฐ รัฐได้ดึงวัดออกจากชาวบ้าน การที่คณะสงฆ์ไปใกล้ชิดกับรัฐ เป็นส่วนหนึ่งของรัฐ ของระบบราชการนี้ทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่าเขาไม่ได้มีหน้าที่ที่จะดูแลวัด กำกับพระ เวลาเจอพระที่ทำตัวไม่เหมาะสมชาวบ้านนึกถึงกรมศาสนา สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้องค์กรเหล่านี้มาจัดการ
เมื่อเดือนธันวาคม ปี ๒๕๔๖ มีการสัมมนาพระที่ทำเนียบรัฐบาล ได้พูดถึงเรื่องพุทธศาสนากับความมั่นคงของชาติ ได้นิมนต์พระสังฆาธิการมาจำนวน ๓๐๐ - ๔๐๐ รูป มาพูดถึงเรื่องการปรับปรุงพุทธศาสนา คณะสงฆ์ และปรับปรุงพุทธศาสนาในหลายๆ ด้าน เช่น การปรับปรุงการศึกษา การให้ความรู้เจ้าอาวาส สังฆาธิการ รวมถึงการมีสถาบันศึกษาวิจัย ทั้งหมดเรียกร้องให้รัฐทำ เป็นเรื่องของรัฐบาล จริงๆ แล้วต้องเป็นเรื่องของมหาเถรสมาคมที่จะต้องทำ ต้องขวนขวายเพราะเป็นเรื่องของคณะสงฆ์โดยตรง พูดอีกอย่างคือ พึ่งตัวเองไม่ได้ ไม่รู้จักพึ่งตัวเอง ซึ่งเป็นวิธีคิดที่หยั่งรากลึก ทุกอย่างให้รัฐเข้ามาจัดการ แต่ไม่ได้คิดถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน
ตอนนี้สำนึกของคนไทยไปหวังพึ่งกลไกทางรัฐมาก ความสัมพันธ์ ๓ อย่างเลยสาบสูญไป ทำให้คณะสงฆ์ไปพึ่งพิงรัฐมากขึ้น รัฐอุปถัมภ์ จึงไม่คิดที่จะตอบแทนชาวบ้าน เพราะว่าดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่ที่รัฐบาล ไม่ได้อยู่ที่ชาวบ้าน
เมื่อโครงสร้างสถาบันเป็นอย่างนี้ จำเป็นต้องเอาความเข้าใจเรื่องโครงสร้างสังคมเข้ามาเสริมกับสิ่งที่เป็นสัจธรรม เรียกว่า อักกาสิโก พุทธศาสนาในเมืองไทย ปัจจุบันนี้ยังไม่ก้าวไปไกลมากนัก มีท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก และอาจารย์พุทธทาสที่ทำเรื่องนี้ แต่ยังไม่ถึงกับเป็นกระแสหลัก คือได้ยกระดับพุทธศาสนามามิได้ทำให้เป็นแค่มุมมองของชีวิต แต่คิดทำให้เป็นโลกทัศน์นำมาใช้อธิบายปัญหาของโลก โดยเชื่อมโยงกับเศรษฐศาสตร์แบบพุทธ การเมืองแบบพุทธ วิทยาศาสตร์แบบพุทธ ซึ่งในแง่หลักธรรมต้องมี นั่นหมายถึงการรวมประสานหยิบยืมเอาแนวคิดใหม่ๆ ของตะวันตกมาใช้ เช่น วิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ มาร์กซิสต์ หรือปรัชญาแบบโพสต์โมเดิร์น (post modern) ซึ่งต้องอาศัยการเปิดใจกว้างให้รับรู้ หมายถึงการที่พุทธศาสนาต้องเข้าไปปะทะกับศาสตร์พวกนี้ และร่วมกันอธิบายบางอย่างให้ชัดเจนมากขึ้น
แม้กระทั่งเรื่องจิตใจก็ต้องเรียนรู้เรื่องจิตวิทยาสมัยใหม่ แต่จะต้องระวังไม่ให้พุทธศาสนาถูกครอบด้วยศาสตร์สมัยใหม่ หรือจนกระทั่งกลายเป็นจิตบำบัดอีกแขนงหนึ่ง แต่ไปไม่ถึงขั้นตอนการลด ละ กิเลส แค่เป็นวิธีที่ทำให้จิตใจหายจากความเครียดมาก ตอนนี้พุทธศาสนามีอย่างแพร่หลาย คนเสียเงินจำนวนมากเพื่อไปเรียน ไปปฏิบัติพุทธศาสนา โดยปฏิเสธพิธีกรรม ไม่มีการสวดมนต์ประกอบพิธีกรรมอันใด แต่จะเน้นเรื่องการทำสมาธิ และไปไม่ถึงเรื่องปัญญา อัตตา แม้กระทั่งเรื่องทาน ศีล ก็ไม่มี คือว่า แม้คุณจะเสพตามปกติก็เสพไป เปรียบเสมือนว่าจะทำกิจกรรมใดๆ ตามปกติ และต้องมานั่งสมาธิ ถ้าเครียดก็มานั่งสมาธิ หายใจเข้าสดชื่น หายใจออกปล่อยวาง แต่กิเลสไม่ลด
แต่ประเด็นที่แท้จริง คือศาสนาควรให้คำตอบของชีวิตและโลกได้ รวมทั้งทำให้เราเข้าใจโลกนี้ที่ผันผวน ปรวนแปร ที่เรียกว่าโลกาภิวัตน์ และสามารถเข้าไปมีท่าทีที่ถูกต้องและตอบปัญหาเหล่านี้ได้
ท่าทีของพุทธศาสนาต่อสังคมปัจจุบัน
พุทธศาสนาจะต้องเข้าไปมีท่าทีที่ถูกต้องต่อปรากฏการณ์ที่กำลังเป็นอยู่ในสังคมปัจจุบัน การเอารัดเอาเปรียบ มีการกดขี่ จนกระทั่งคนรวยกับคนจนห่างจากกันเรื่อยๆ พุทธศาสนาต้องให้คำตอบว่า ทำอย่างไรกับเศรษฐกิจที่เกิดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน จะทำอย่างไรกับวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีที่ทำลายสิ่งแวดล้อม และจะทำอย่างไรกับปัญหาประชาธิปไตยที่รวมศูนย์ผูกขาดกันมาก ต้องมีการเสนอท่าทีที่ถูกต้องมากกว่าการปล่อยวาง แต่ปัญหาคือว่าเราจะเข้าไปจัดการอย่างไร
นี่เป็นเรื่องของหลักธรรม โดยนอกเหนือจากการรื้อฟื้นให้เข้าใจหลักธรรมที่ถูกต้องซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ตั้งแต่เรื่องธรรมะพื้นๆ เช่น เรื่องบุญ ทาน จนถึงเรื่องนิพพาน เพี้ยนกันไปหมด จนเข้าใจกันว่าการทำบุญคือการให้ทานกับพระ รวมถึงการถวายสังฆทาน เลี้ยงพระ จนมองข้ามการทำบุญด้วยใจที่แท้จริง เช่น บางท่านเป็นเจ้าของโรงเรียน พอเด็กไม่มีเงินค่าเล่าเรียนก็ไล่ออกไปเลยทั้งๆ ที่เด็กก็จน แต่เวลาทำบุญกลับทำหนักเต็มที่ การฟื้นฟูหลักธรรมเรื่องพื้นฐาน คือ เรื่องบุญกุศล จนถึงเรื่องนิพพานจึงเป็นเรื่องที่ใหญ่
นอกจากการให้พุทธศาสนาเป็นคำตอบเรื่องโลกและชีวิตสมัยใหม่ได้ ยังรวมถึงการเสนอวิธีคิดและท่าทีต่อโลกอย่างสอดคล้องกับปัจจุบัน ซึ่งท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎกได้ทำไว้มากกับเรื่องท่าทีต่อโลก ส่วนหนึ่งเริ่มต้นจากความเข้าใจปัญหาที่เรียกว่า ทุกข์ สมุทัย ถ้าไม่เข้าใจก็อธิบายลำบากว่าจะมีหน้าที่ ท่าทีอย่างไรต่อการค้าเงิน เล่นหุ้น ท่าทีอย่างไรต่อบริโภคนิยม และยิ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายมากกับเรื่องนโยบายรัฐบาลปัจจุบัน เหล่านี้เป็นอบายมุข อันนี้เป็นแง่คิดที่เราจะต้องพิจารณา
ทำให้พุทธศาสนาตอบสนองปัญหาที่เกิดในระดับชีวิตกับระดับสังคม ปัญหาชีวิตของผู้คนเวลานี้มีเรื่องความทุกข์ ความแปลกแยก จะวนอยู่ในเรื่องเงิน เรื่องความสัมพันธ์ เรื่องเพศ ความรัก การทำงาน ความสุข เทคโนโลยี การตาย เป็นปัญหาโลกปัจจุบัน พุทธศาสนาได้ให้ข้อคิดอย่างไร และการเสนอทางออกให้กับโลก เศรษฐศาสตร์ชาวพุทธหรือวิทยาศาสตร์อย่างที่ท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎกกล่าวไว้ เป็นเรื่องที่เป็นแนวคิด จะต้องโยงเกี่ยวกับการสร้างสถาบัน การสร้างชุมชนที่จะเกื้อกูลในการสร้างทางออกไว้ด้วย พอพูดถึงสถาบันก็นึกถึงสถาบันสงฆ์ ในสถาบันสงฆ์จะต้องมีการปฏิรูปมาก ทั้งในด้านการปกครอง การบริหารคณะสงฆ์ ที่สำคัญคือการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ การปฏิรูปการปกครองคณะสงฆ์เพื่อให้มีการกระจายอำนาจมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องทำให้มีประสิทธิภาพและไม่ใกล้ชิดกับรัฐจนเกินไป และต้องให้สังคม ชุมชน ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม
เรื่องปฏิรูปการศึกษา การศึกษาที่เปรียบเป็นหัวใจจะมีการปฏิรูปช้ามาก ช้ากว่าสำนึกที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองคณะสงฆ์ ส่วนหนึ่งเพราะความสำเร็จในยุคของพระมหาสมณเจ้าได้ทำไว้อย่างดี คนรุ่นหลังเลยไม่กล้าแตะ และคนที่ได้รับความรู้จากท่าน การศึกษาจากท่าน ก็ชื่นชมท่านว่าเป็นบิดาของการศึกษาคณะสงฆ์สมัยใหม่เลยไม่กล้าทำอะไรนอกทางหรือเปลี่ยนแปลง โดยขณะที่ทางฝ่ายฆราวาสปฏิรูป มีการเปลี่ยนแปลงมากมายไป แต่คณะสงฆ์ยังไม่มีการพัฒนา กลับอยู่กับที่
เรื่องระหว่างพระกับฆราวาส ทำอย่างไรให้ฆราวาสได้เข้ามามีส่วนร่วมกับคณะสงฆ์ โดยเริ่มจากวัด ทำอย่างไรให้ชาวบ้านได้มามีส่วนร่วมในการปกครองหรือสนับสนุนพระสงฆ์ อย่างเช่น แม้บัญชีในวัดชาวบ้านยังไม่มีส่วนรับรู้ได้เลย ในยุคนี้เรียกร้องความโปร่งใสในระบบราชการ แต่กับคณะสงฆ์กลับสวนทางในเรื่องนี้มาก ควรได้เห็นความโปร่งใสในบัญชีของเงินวัดด้วย
ขณะเดียวกันให้ชาวบ้านเข้าไปช่วยวัด แล้วพระก็จะช่วยชาวบ้าน ให้ชาวบ้านเข้าไปช่วยดูแลวัด อุปถัมภ์ค้ำจุน เข้าไปช่วยเหลือและร่วมบริหาร ในขณะเดียวกันวัดก็จะเข้าไปสนับสนุนส่งเสริมกิจการของชุมชน และเป็นที่พึ่งทางจิตวิญญาณ นี่เป็นเรื่องความสัมพันธ์ของคณะสงฆ์กับฆราวาส ซึ่งจะต้องเป็นถึงในระบบระหว่างประเทศ การที่จะมีตัวแทนหรือพุทธบริษัทมาเป็นสภาชาวพุทธ เข้ามาหารือกับมหาเถรสมาคมหรือองค์กรที่เกี่ยวกับการบริหารพระสงฆ์ล้วนมีข้อจำกัดมาก องค์กรปกครองคณะสงฆ์ควรมีตัวแทนพระสงฆ์จากที่ต่างๆ มา มหาเถรสมาคมจะเป็นเพียงที่ปรึกษาเพราะมีอายุมากควรที่จะให้พักบ้าง
ตอนนี้พระพุทธศาสนาในเมืองไทย ทางออกน่าจะอยู่ที่ฆราวาสมากกว่าที่คณะสงฆ์ ในแง่ที่ว่าขณะนี้คณะสงฆ์ไม่สามารถที่จะปฏิรูปตนเองได้ และประวัติศาสตร์ของคณะสงฆ์เถรวาทก็ไม่เคยปฏิรูปตนเองเลยสักครั้ง
ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปคณะสงฆ์ ฆราวาสจะต้องทำให้พุทธศาสนาในแบบฆราวาสอยู่ในระดับที่ดีเสียก่อน ตอนนี้พุทธศาสนาในแบบฆราวาสเป็นกระแสหนึ่งในสังคม ฆราวาสกำลังมีบทบาทมาก เป็นพุทธศาสนาซึ่งมีแนวโน้มว่าจะโตขึ้นเรื่อยๆ และเป็นกระแสหนึ่งของโลก
ตอนนี้พุทธศาสนาแบบฆราวาสเป็นแบบปัจเจกบุคคลและแบบผสมผสาน จนบางทีเละเทะ คือเอาทั้งสายบาบา ทั้งธรรมกาย ทั้งอาจารย์ชา บางทีก็มีตันตระและพราหมณ์เข้าไปด้วย หลายๆ อย่างพร้อมๆ กัน หรือกวนอิม ก็ให้เข้ามา ยกตัวอย่างบางวัดจะมีพระพุทธรูป กวนอิม ฮินดู พราหมณ์ พุทธ เราจะเห็นได้มากขึ้น ผสมกันไปหมด หรืออาจจะเป็นจุดขาย คือ ต้องการให้คนเข้าวัดมีจำนวนมากหลายสำนัก
ก็เป็นข้อดี ทำให้เกิดความหลากหลาย เกิดการปรับปรุงให้เกิดความเข้มแข็ง แต่บางทีจะเรียกว่ามั่วก็ได้ แล้วก็มีลักษณะปัจเจกนิยมสูง ซึ่งบางครั้งก็ปฏิเสธพิธีกรรม หรือปฏิเสธการที่จะรวมกลุ่มกันเพื่อที่จะทำอะไรเพื่อส่วนรวม สนใจแต่จะปฏิบัติธรรมเพื่อส่วนตัว ไม่สนใจรับผิดชอบเรื่องส่วนรวม สนใจแต่เรื่องส่วนตัว และถ้านับถือพระพุทธรูป เจ้าแม่กวนอิมในฐานะที่จะพึ่งพาท่าน เหมือนเป็นเทพอย่างหนึ่งที่จะดลบันดาลอะไรให้ได้ ซึ่งเป็นท่าทีที่มันทำให้ไม่รู้จักพึ่งตนเอง ก็ไม่เป็นประโยชน์เท่าไร
พุทธศาสนากับบริโภคนิยม
พุทธศาสนาแบบฆราวาสนิยม มีอิทธิพลของการบริโภคนิยมมาก มีกลิ่นอายของบริโภคนิยมมาก คือต้องการความสงบ แต่ก็ยังต้องการความมั่งมีศรีสุข คือยังอยากจะมีชีวิตแบบหรูหราแต่สงบไปด้วย จับปลาสองมือ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะชีวิตที่หรูหรานี้ทำให้เรายึดติดกับมัน พอยึดติดเมื่อมันแปรเปลี่ยนไปแค่รถติดหรือว่าแอร์ไม่ทำงานก็ทุกข์แล้ว
ทำอย่างไรถึงจะท้าทายกับบริโภคนิยมให้ได้มากกว่านี้ แม้กระทั่งจะนั่งสมาธิได้ต้องมีระฆัง มีเบาะ มีธูป ต้องติดแอร์ถึงจะนั่งสมาธิได้ กลายเป็นเรื่องเสพวัตถุ ซึ่งสมาธินั้นทำได้เลยไม่ต้องไปรอระฆัง แต่ทำไมต้องไปรอทำได้เลย ทำไมต้องไปมีของพวกนี้ด้วย กลายเป็นเรื่องของอัตลักษณ์ เรื่องของภาพลักษณ์ คือไปติดกับบริโภคนิยม การเสพวัตถุเพราะว่าลึกๆ ต้องการเสพอัตลักษณ์ คุณต้องการซื้ออัตลักษณ์ ซื้อภาพลักษณ์ มีเบาะนั่งสมาธิจะรู้สึกปลื้ม ในเมืองนอกพุทธศาสนาจะมีภาพลักษณ์ที่ดี เพราะฉะนั้นสัญลักษณ์อะไรที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา คนก็จะนิยมตาม เป็นการเสพอัตลักษณ์ไป ซึ่งอัตลักษณ์ของการเป็นพุทธ เป็นผู้มีรสนิยมทางจิตวิญญาณ
ส่วนหนึ่งกลุ่มบริโภคนิยมทำโดยไม่รู้ตัว เพราะบริโภคนิยมก็เป็นการตอบสนองอัตลักษณ์ เบื้องต้นก็คือ ทำให้สะดวกสบาย ตา หู จมูก ลิ้น กาย อาหารอร่อย อากาศเย็นสบาย แต่พอถึงจุดอิ่มตัวแล้วก็ต้องการมากกว่านั้น ต้องการเสพภาพลักษณ์ อัตลักษณ์กัน เราต้องการเป็นคนทันสมัย บริโภคนิยมนั้นไปถึงขั้นเสพภาพลักษณ์หรืออัตลักษณ์ เสพตัวตนหรือภาพตัวตน
แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องการตัวตนที่ดูดีด้วย เป็นภวะตัณหา หรือเรียกว่ามานะก็ได้ ตรงนี้ก็คือปัญหาของคนยุคปัจจุบัน ปัญหาของคนในปัจจุบันนี้คือปัญหาเรื่องตัวตน ซึ่งมีตั้งแต่ปัญหาความเครียด ความทุกข์ การสร้างความต้องการ การสร้างตัวตนที่ดูดี แล้วบริโภคนิยมเข้ามาตอบสนองตรงนี้ มันเป็นเรื่องของตัวตนความรู้สึก มีแล้วรู้สึกว่าชีวิตมีความมั่นคง จิตใจมีความอบอุ่นมากขึ้น ถ้าไม่มีแล้วรู้สึกว่าด้อย รู้สึกอายเพื่อน หรือว่าตนเองไม่มีความมั่นใจในตัวเอง รวมไปถึงการผ่าตัด ทำศัลยกรรม เพราะว่าหลายคนนั้นหมายถึงการมีชีวิตใหม่ การมีตัวตนใหม่ที่ดีกว่าเดิม ตรงนี้เป็นปัญหาตัวตน เป็นปัญหาสำคัญของคนยุคปัจจุบัน และบริโภคนิยมมาตอบสนองตรงนี้ ไม่แค่ตอบสนองความสบายพื้นๆ อย่างเดียว แต่ตอบสนองตัวตนที่ดูดีด้วย
ตรงนี้พุทธศาสนาสามารถทำให้ผู้คนเข้าใจลึกซึ้ง เพราะพุทธศาสนาเป็นเรื่องที่เข้าไปจัดการกับเรื่องตัวตน เข้าไปตอบปัญหาเรื่องตัวตนได้ โดยการเชื่ออย่างหนึ่งว่า มายาภาพของภาพตัวตนนั้นไม่จริง แล้วยิ่งไปยึดถือมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นทุกข์มากเท่านั้น ต้องปล่อยวาง ต้องเริ่มจากรู้เท่าทันเสียก่อน บริโภคนิยมเป็นศาสนาหนึ่งไปแล้วที่ให้คำตอบเรื่องตัวตนได้ แล้วเราก็ได้ตระหนักด้วยว่า มันเป็นศาสนาหนึ่งไปแล้ว ไม่ใช่ลัทธิอย่างเดียว เป็นศาสนาหนึ่งซึ่งมีมิติด้านศาสนาด้วยคือ การตอบสนองด้านจิตวิญญาณที่เป็นการตอบสนองความรู้สึกที่ได้จะมีตัวตนที่ถาวร เพราะนี่คือสัญชาตญาณส่วนลึกของมนุษย์ที่ต้องการมีตัวตนที่เป็นนิรันดร
David พูดไว้ว่า มนุษย์เราจะรู้สึกพร่องอยู่ลึกๆ จะมีความรู้สึกว่าตัวตนไม่มีอยู่จริง เราจะรู้สึกว่าเมื่อเกิดความพร่องจะทำให้กระสับกระส่าย เราจะรู้สึกว่าไม่สามารถยอมรับความจริงว่าตัวตนนั้นไม่มีอยู่จริง เพราะฉะนั้นจะต้องหาอะไรมายึด มายอมรับ และยืนยันว่าตัวตนนั้นมีอยู่ แล้วสิ่งหนึ่งที่จะมารองรับก็คือวัตถุ วัตถุนั้นจับต้องได้ และรู้สึกว่ามันมั่นคง ว่าตัวตนนั้นมีอยู่จริง หมายถึงการมีบ้านหลังใหญ่ การมีรถคันใหญ่ การที่เราเอาตัวตนไปผูกติดกับทรัพย์สินเหล่านี้ ทำให้รู้สึกว่าตัวตนมีอยู่จริง มั่นคง
และคนเราต้องการโลกหน้า เพราะว่ายอมรับไม่ได้ว่าตัวตนนั้นจะดับสูญ เราต้องการจะรู้สึกสบายใจถ้าตัวตนสามารถที่จะสืบต่อในภพหน้าได้ คนสมัยก่อนไม่ค่อยกลัวความตาย เพราะเขารู้สึกว่าตายไปชาติหน้าก็จะไปเกิดใหม่ ตัวตนไม่ได้ดับสูญไป หรือถ้าเป็นศาสนาคริสต์ตายไปแล้วก็ไปรวมกับพระเจ้า ถ้าเป็นฮินดูตายไปแล้วไปรวมกับปรมาตมัน สิ่งที่ทำให้คนสมัยก่อนไม่กลัวกับความตายคือ ตัวตนนี้สืบเนื่องไปได้ แต่พอปัจจุบันคน ไม่เชื่อในเรื่องโลกหน้า ไม่เชื่อเรื่องพระเจ้า ไม่เชื่อเรื่องพรหม ไม่เชื่อเรื่องปรมาตมัน ก็รู้สึกว่าตายแล้วจะดับสูญ ก็ยอมรับไม่ได้ ทำให้กระสับกระส่ายมาก วิธีหาทางออกของโลกปัจจุบัน คือว่าถึงคุณตายแล้วแต่ชื่อยัง ถึงคุณตายก็ตายแต่ตัว แต่ถ้าคุณตายเพื่อชาติ ชื่อของคุณก็จะถูกจดจำไปเรื่อย เป็นอนุสาวรีย์ เพราะฉะนั้นจะรู้สึกว่ายังเป็นอมตะอยู่ ฉันยังมีชื่อให้คนระลึกถึง เป็นอนุสาวรีย์ ชาตินิยมมามีอิทธิพลมากจนกลายเป็นศาสนาหนึ่ง ก็เพราะมีคำตอบว่า คุณตายแต่ตัวแต่ชื่อคุณยังอยู่
การบริโภคนิยมมาตอบสนองอีกแบบหนึ่ง คือ มีวัตถุแล้วมีบ้านหลังใหญ่ๆ แล้ว มีเงินในธนาคารแล้ว สิ่งเหล่านี้จะมาตอบสนอง มายืนยันความเป็นตัวตนของคุณให้หนักแน่น มั่นคง สบายใจ เพราะยอมรับไม่ได้ที่จะพบว่าตัวตนไม่มีอยู่จริง แต่ทางพุทธศาสนานั้นตัวตนไม่มีอยู่จริง ในที่สุดคุณก็สังเกต รู้สึกได้ แต่คุณจะยอมรับได้หรือเปล่า หรือจะกดมันเอาไว้ สิ่งใดมีอยู่จริง ตัวตนมันเปลี่ยนไปเรื่อย ถ้าเราสังเกตและเราก็รู้สึกได้ว่าตัวตนเปลี่ยนไปอยู่เรื่อย ตอนนี้เวลาเจอคุณ รู้สึกว่าฉันเป็นพระ แต่พอไปเจอครูบาอาจารย์ ความรู้สึกก็จะเปลี่ยนไปว่าฉันเป็นลูกศิษย์ พอไปเจอฝรั่งความรู้สึกฉันว่าเป็นคนไทย พอเจอคนอีสานก็รู้สึกว่าบ้านเดียวกัน ตัวตนเปลี่ยนไปเรื่อย
และบางทีมันก็หายไป เช่น ความรู้สึกว่าฉันเป็นผู้ชนะ ฉันเก่ง ฉันเขียนหนังสือเล่มนี้ได้ ฉันเก่ง แต่พอโดนวิจารณ์ ความรู้สึกที่ว่าฉันเก่งมันหายไปเลย มันชรา มันมรณะไปเลย ตายไปเลย เราก็ต้องรู้สึกได้ว่า ตัวตนมันไม่มีอยู่จริง ที่เราคิดว่าเป็นตัวตนนั้นเราสร้างขึ้นมา เราจะรู้สึกได้ด้วยจิตสำนึกว่า มันเป็นสิ่งที่แอบเข้ามาและยอมรับไม่ได้ คนปัจจุบันนี้ยอมรับไม่ได้ ต้องเอาวัตถุขึ้นมาเพื่อรองรับตัวตน บริโภคนิยมเลยกลายเป็นศาสนาหนึ่งเพราะตอบสนองความต้องการเรื่องตัวตนได้ แต่ตอบสนองแบบชั่วคราว ซึ่งวันหนึ่งคุณก็ต้องรู้สึกว่าไม่ใช่ เพราะว่าคุณได้เท่าไหร่ก็ยังรู้สึกเคว้งคว้างอยู่ ยังรู้สึกว่าชีวิตนั้นมันขาดอะไรไปบางอย่าง หรือเรียกว่า ชีวิตพร่อง มันจะทำลายจิตใจมาก ซึ่งในพุทธศาสนาจะมีบทบาททางนี้ คือการบำบัดความรู้สึกพร่อง ทำให้คุณยอมรับว่าตัวตนไม่มีอยู่จริง เมื่อคุณยอมรับก็จะปล่อยวาง แล้วเมื่อคุณปล่อยวางตรงนี้ได้ความรู้สึกก็จะเบาไปเรื่อยๆ เราก็จะมีความสุขมาก ตรงนี้เป็นจุดแข็งของพุทธศาสนาที่จะเข้ามาตอบสนองได้ ถ้าถามว่าพุทธศาสนาจะมีบทบาทอย่างไรในอนาคต คำตอบหนึ่ง คือทำให้คนเข้าใจปัญหาเรื่องตัวตนให้ได้ ไม่ใช่แค่ทำใจให้สงบ ผ่อนคลาย ซึ่งก็มีประโยชน์แต่ก็หายแค่ชั่วเวลาไม่นาน เดี๋ยวก็เกิดทุกข์ขึ้นมาใหม่
เพราะฉะนั้น พุทธศาสนาต้องไปให้ถึงเรื่องปัญญา โลกทัศน์ ความเชื่อ จนถึงเรื่องตัวตนเลย อันนี้คือสิ่งที่พุทธศาสนาต้องเผชิญ เผชิญกับบริโภคนิยมให้ได้ เพราะฉะนั้น อยากถามว่าพุทธศาสนาในอนาคตจะมีบทบาทอย่างไร ต้องสู้กับบริโภคนิยมได้ ตอนนี้บริโภคนิยมเป็นเรื่องสำคัญมาก เป็นปัญหาใหญ่ที่บั่นทอนกับทุกศาสนาเลย อันตรายกว่าคอมมิวนิสต์ คอมมิวนิสต์ประกาศว่าฉันจะทำลายทุกศาสนา เสร็จแล้วคอมมิวนิสต์ไปก่อนศาสนา แต่บริโภคนิยมบอกศาสนาว่าเราอยู่ด้วยกันได้อย่างสันติ แต่ก็คอยทำลายศาสนาไปเรื่อยๆ เช่น ทำให้พุทธศาสนาเป็นร่างทรงบริโภคนิยม และในที่สุดก็เอาพุทธศาสนาเป็นของเล่น ทำให้ศาสนาเป็นสินค้า ตั้งแต่พระพุทธรูป สมาธิภาวนา ทำให้เป็นสินค้าได้หมดเลย
แม้จะฟังดูแล้วรู้สึกว่าทำยาก แต่ถ้ามองในภาพรวมแล้วยังมีความหวัง เพราะว่าในระดับโลกตอนนี้พุทธศาสนามีการเติบโตที่น่าสนใจ โลกาภิวัตน์นี้จะรู้ว่าพุทธศาสนานี้กว้างมาก หนังสือพุทธศาสนาขายดี มีคนให้ความสนใจมาก
ในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างพระกับฆราวาส ต้องมีการรับผิดชอบร่วมกัน ไปด้วยกัน แต่ว่าก็น่าเป็นห่วง เพราะว่าในหลายประเทศ พุทธศาสนากับฆราวาสแข็งมากและไปไกล เช่นในสหรัฐฯ และในยุโรป ไม่จำเป็นต้องพึ่งพระเลย ไม่เห็นความจำเป็นของพระ เพราะว่าอาจารย์กรรมฐานก็เป็นฆราวาสเยอะ และรู้สึกว่าในสหรัฐอเมริกาพระไม่จำเป็น แต่อาตมาว่าจำเป็น ในแง่ที่เป็นสถาบัน แต่ฆราวาสนั้น การสืบทอดไม่ต่อเนื่องเท่ากับสถาบันสงฆ์
การประพฤติพรหมจรรย์ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับโลกสมัยใหม่อยู่ การมีครอบครัวนั้นดีแต่ต้องไปให้ถึงชีวิตพรหมจรรย์ด้วย มองในแง่กว้างๆ ยังมีความหวัง แต่ว่าทำอย่างไรให้ฆราวาสเห็นคุณค่าของพระสงฆ์ หรือว่าแบบแผนชีวิตการประพฤติพรหมจรรย์ ส่งเสริมให้เกิดพุทธบริษัทที่เข้มแข็งได้ แม้จะเป็นพุทธศาสนาแบบฆราวาสก็เป็นไป แต่ต้องให้เข้ารูปเข้ารอย อีกด้านหนึ่งก็ต้องมาหนุนช่วยดูแลตรวจสอบทางสมณะสงฆ์ด้วย
สรุปส่งท้าย
ในแง่ที่จะให้พุทธศาสนามาตอบคำถามเรื่องการใช้ชีวิตในโลกได้อย่างสมสมัย มีข้อที่จะต้องปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมดังนี้
๑. การศึกษาและการปฏิบัติต้องเริ่มต้นจากการทำความรู้จักหรือศึกษาพุทธศาสนาให้ดี และนำมาปฏิบัติกับชีวิตได้ด้วย เพราะตอนนี้ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องพุทธศาสนานั้นมีมาก ข้อดี คือเรามีโอกาสที่จะศึกษาสิ่งที่ส่งเสริมให้เข้าใจถูกต้องก็มีมาก แค่พระไตรปิฎกก็แพร่หลายง่าย เพราะเดี๋ยวนี้มีการบรรจุลงในซีดี แต่ว่าคนเราไม่สามารถศึกษาพุทธศาสนาจากในซีดีหรือในพระไตรปิฎกได้ จากอาจารย์ที่ถูกต้อง เช่น พระธรรมปิฎก จากอาจารย์พุทธทาส ก็เป็นทางเลือกหนึ่ง หรือว่าอาจารย์หลายท่าน หลวงพ่อชา เป็นต้น
เริ่มต้นจากการศึกษาตัวเอง การศึกษาที่ดีนั้น ควรศึกษาด้วยตัวเอง ควรจะรวมกันเป็นกลุ่มชาวพุทธควรให้ความสำคัญกับ สังฆะ ชุมชนให้มาก เราเรียกว่า กัลยาณมิตร จะช่วยให้เรามีกำลังใจทำให้ไปได้ถูกทิศถูกทาง คล้ายกับว่าทำอย่างไรจะไม่ติดนิสัย shopping ได้ แค่เรื่องเดียวก็รู้ว่าเพื่อนจะช่วยได้มาก เพราะเดี๋ยวนี้บางคนติดการ shopping มาก อยากเลิกแต่เลิกไม่ได้ แต่ถ้ามีเพื่อนเป็นนี่ก็จะช่วยได้
การทำอะไรเป็นกลุ่มก็จะมีพลังมาก และถ้าเป็นไปได้สามารถที่จะเป็นกลุ่มที่จะส่งเสริมการศึกษาและปฏิบัติได้ด้วย การปฏิบัติก็จะมีตั้งแต่ทาน ศีล ภาวนา ถ้าจะปฏิบัติพุทธศาสนาก็ต้องให้ครบถ้วนเป็นองค์รวม ทาน ศีล ภาวนา คืออันหนึ่งโดยธรรม ขณะเดียวกันก็ไม่ได้เป็นเพียงบุคคลอย่างเดียว มองเป็นเรื่องมิติสังคมด้วย
๒. สิ่งที่พุทธศาสนาขาดไปในรอบ ๑๐๐ ปี จนถึงปัจจุบัน คือ มิติทางด้านสังคม โดยไปเน้นในเรื่องปัจเจกมาก มองข้ามมิติทางสังคม ไม่ได้มองว่าปัจจัยทางด้านสังคมมีส่วนกระทบต่อชีวิตเราอย่างไร และเราจะมีบทบาทต่อสังคมอย่างไร เวลาพูดถึงคุณและโทษของศีล ก็จะพูดถึงว่าศีลมีคุณโทษต่อตัวเราอย่างไร แต่ไม่ได้พูดว่าศีลจะทำให้เราอยู่ด้วยกันได้โดยปกติสุขหรือไม่ การทำบุญก็จะเป็นว่า จะมั่งมีศรีสุขได้อย่างไรจากการทำบุญ แต่ไม่ได้คิดว่า เมื่อทำบุญแล้วสังคมก็จะสุขด้วย เมื่อให้ทานแล้วอานิสงส์ก็จะมีต่อสังคมด้วย ไม่ใช่แต่ตัวเอง ถ้าเราศึกษาพุทธศาสนาครบถ้วน ต้องมีทั้งด้านส่วนตัวและส่วนรวม ภายในและภายนอก ซึ่งเป็นหัวใจของพุทธศาสนา ที่เรียกว่า กัลยาณมิตร
๓. ตั้งแนวทาง พยายามที่จะขับเคลื่อนสถาบัน ต่อมาก็พยายามที่จะทำให้สังคมปรับปรุงให้ดีขึ้น เราจะต้องรู้สึกอนาทรร้อนใจ เมื่อบอกว่าจะมีการสร้างอบายมุข คือ entertainment complex เป็นนโยบายของรัฐบาล เราไม่ควรจะนิ่งดูดายต่อนโยบาย ระบบการศึกษา ระบบเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้คนเห็นแก่ตัวมากขึ้น ก็ต้องหาทางที่จะเกื้อกูลต่อความเป็นมนุษย์ ต่อจริยธรรม นี่คือสิ่งที่อยากจะให้ชาวพุทธควรทำกันด้วย
สิ่งที่พูดไปก็เป็นเพียงแค่ความคิด แต่ว่ายังไม่ใช่สัจจะ สิ่งที่จะเป็นสัจจะคือสิ่งที่ปรากฏแก่จิตใจของเรา อยากให้ทุกคนได้ศึกษาเรียนรู้เรื่องสัจจะ ความจริงที่ปรากฏในจิตใจของเราด้วย ไม่ว่าจะเรียนรู้เรื่องใดก็ต้องกลับมาที่ตัวเรา จัดระบบกับสิ่งที่ได้เรียนรู้มา เพื่อให้กลายเป็นหนึ่งเดียวกับเรา ก็ทำใจให้สงบเพื่อที่จะได้เชื่อมโยงทั้งความคิดและหัวใจ
___พระไพศาล วิสาโล
_____________________________________
มหาวิทยามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ห้องเรียนสุราษฎร์ธานี วัดพัฒนาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
โลกในปัจจุบันนี้ตกอยู่ในความแปรปรวน ทั้งที่เกิดจากภัยธรรมชาติ และการกระทำของมนุษย์เอง บทความต่างๆ อันเกี่ยวศาสนาทุกบทความล้วนมีคุณค่า ในการกระตุ้นเตือนการกระทำของมนุษย์ ทั้งดี-ชั่ว
วันอังคารที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2553
พุทธศาสนากับทางเลือกในยุคบริโภคนิยม
ตัดทอนจากบทความเรื่อง
“พุทธศาสนากับบริโภคนิยม”
อันเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยเรื่อง อนาคตของพุทธศาสนาในประเทศไทย
ของ พระไพศาล วิสาโล
เหตุผลที่มนุษย์ต้องการศาสนา
ความรู้สึกพร่อง : รากเหง้าแห่งความทุกข์
แรงดึงดูดและข้อจำกัดของบริโภคนิยม
ทางเลือกจากบริโภคนิยม
ก. สนองความต้องการทางวัตถุ
ข. มีความหลากหลาย
ค. ให้ความหมายใหม่แก่ศัพท์ทางบริโภคนิยม
ง. ประสานกับระบบตลาด
จ. การนำธรรมมากำกับทุนและการบริโภค
ในยุคนี้ยากจะมีอุดมการณ์ใดที่ทรงพลังเท่าบริโภคนิยม ในรัสเซียและยุโรปตะวันออก ระบอบคอมมิวนิสต์นอกจากสกัดกั้นมันไม่ได้แล้ว ยังต้องพังทลายเพื่อเปิดทางให้มันได้แพร่หลายอย่างเสรี ในจีนและเวียดนาม ความอยู่รอดของระบอบคอมมิวนิสต์ขึ้นอยู่ว่า ยอมลัทธิบริโภคนิยมแค่ไหน ส่วนลัทธิชาตินิยมถึงจะยังบงการจิตใจของผู้คนได้มาก แต่ก็ไม่สามารถควบคุมแบบแผนการใช้ชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะการบริโภคได้อีกต่อไป (จะให้เป็นไทยอย่างไรก็ไม่ว่า แต่อย่าห้ามซื้อของนอก) อธิปไตยของชาตินับวันจะคลายความศักดิ์สิทธิ์ลง เมื่อเผชิญกับการรุกรานของบริโภคนิยม ซึ่งพร้อมจะหลั่งไหลทะลุทะลวงเข้ามา โดยไม่คำนึงถึงเขตแดนประเทศ ความสำนึกร่วมกันของคนในชาติก็กำลังจะอ่อนลง เพราะคนชั้นเดียวกันที่มีรสนิยมเดียวกันในชาติต่างๆ (โดยเฉพาะคนชั้นกลาง) ต่างรู้สึกผูกพันใกล้ชิดกันมากกว่าที่จะผูกพันกับคนชาติเดียวกันที่รสนิยมต่างกันแม้แต่ประชาธิปไตยซึ่งมีทีท่าว่าจะได้รับความนิยมสูง แต่ถ้าจำกัดโอกาสหรือศักยภาพในการบริโภคของผู้คนก็ย่อมเติบโตได้ยาก ในทางตรงกันข้าม เผด็จการยังสามารถครองอำนาจอยู่ได้หากประชาชนยังมีทางเลือกในการบริโภคอย่างกว้างขวาง
ความสำเร็จของบริโภคนิยมนั้นไม่ได้อยู่ตรงที่มันมีกลไกทางเศรษฐกิจการเมืองที่เข้มแข็งเป็นเครื่องมือ อาทิ ธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ และบรรษัทข้ามชาติ (รวมทั้งรัฐบาลและนักการเมืองที่อยู่ในอำนาจของบรรษัทเหล่านี้) เท่านั้น สาเหตุสำคัญยังอยู่ที่มันสามารถตอบสนองความต้องการของผู้คนได้ในหลายระดับ จึงทำให้มันมีเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างมาก ยิ่งกว่านั้นมันยังมีการปรับตัวและพัฒนาการที่รวดเร็ว ทำให้สามารถท้าทายอุดมการณ์ต่างๆ ที่มีอยู่ก่อนได้ ข้อนี้รวมทั้งศาสนาด้วย
กล่าวได้ว่าในยุคนี้คู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดของพุทธศาสนาคือบริโภคนิยมนั่นเอง หาใช่วิทยาศาสตร์ ชาตินิยม คอมมิวนิสต์ ประชาธิปไตย ไสยศาสตร์ หรือศาสนาอื่นไม่ สำหรับพุทธศาสนาแล้วอันตรายของบริโภคนิยมไม่ได้อยู่ที่ความสามารถในการกัดกร่อนบ่อนเซาะความเชื่อ และสถาบันทางศาสนา ให้เสื่อมโทรมเพื่อผลประโยชน์ของมัน ดุจดังกาฝากหรือไวรัสที่ทำลายสิ่งซึ่งมันพึ่งพิงเท่านั้น หากยังเป็นเพราะมันได้กลายมาเป็นอีกศาสนาหนึ่งที่สามารถดึงดูดศรัทธาของผู้คนได้อย่างล้นหลาม กระทั่งสามารถแทนที่ศาสนาดั้งเดิม และปล่อยให้ศาสนาดั้งเดิมถูกทิ้งจนลีบเล็กลงและไร้บทบาทในสังคม หาไม่ก็กลายเป็นเครื่องมือรับใช้บริโภคนิยมไป
บริโภคนิยมและศาสนามาเป็นคู่แข่งในระดับเดียวกันได้อย่างไร ? จริงอยู่บริโภคนิยมนั้นเริ่มต้นที่เรื่องวัตถุ ขณะที่ศาสนานั้นเริ่มต้นที่เรื่องจิตใจ แต่เมื่อพัฒนาไป บริโภคนิยมก็ขยายล้ำไปยังเรื่องจิตใจ ส่วนศาสนาก็ขยายไปยังเรื่องวัตถุ เมื่อมาถึงจุดหนึ่งบริโภคนิยมและศาสนาจะครอบคลุมไม่เฉพาะเรื่องวัตถุกับจิตใจเท่านั้นหากรวมถึงเรื่องสังคมด้วย การเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องเดียวกันทำให้บริโภคนิยมและศาสนากลายมาเป็นคู่แข่งกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
บริโภคนิยมเริ่มต้นด้วยการให้ความสุขสบายทางกาย หรือปรนเปรออายตนะทั้ง ๕ แต่ถึงที่สุดแล้วมันมุ่งความต้องการที่ลึกลงไปกว่านั้นนั่นคือการได้มี ได้แสดงหรือยืนยัน “ตัวตน” ใหม่ที่พึงปรารถนา๑ ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ได้กินแม็คโดนัลด์เพราะรสอร่อยของมัน ไม่ได้ใส่รองเท้าไนกี้เพราะนุ่มเท้า หากเพราะต้องการเป็น “คนรุ่นใหม่” หรือเพราะอยากเป็น “ผู้ชนะ” หญิงสาวขวนขวายหากระเป๋าหลุยส์วิตตองมาสะพายก็เพื่อจะได้เป็นคนทันสมัย มีรสนิยม หรืออย่างน้อยก็ทัดหน้าเทียมตาคนอื่น ความภูมิฐานก็เป็นเหตุผลสำคัญให้คนอยากมีเบนซ์ หาใช่เพราะขับนุ่มหรือปลอดภัยไม่ เหตุผลรองลงไปก็คือเพื่อแข่งกันบริโภคและอวดมั่งอวดมี เหตุผลเหล่านี้ล้วนมุ่งไปที่ความสุขทางใจทั้งสิ้น หาใช่ความสุขทางกายไม่ และความสุขทางใจดังกล่าวก็อิงอยู่กับสำนึกหรือความรู้สึกว่า ตนได้เป็นอะไรบางอย่างที่ดีขึ้น เป้าหมายเพื่อการมีตัวตนที่ดีกว่าเดิม ทำให้บริโภคนิยมไม่ต่างจากศาสนา โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากนิยามของ สเตฟานี กาซาว่า บริโภคนิยมเป็น “หนทางในการบรรลุการพัฒนาตน การประจักษ์แจ้งแห่งตน และการยังตนให้ไพบูลย์”
ใช่แต่เท่านั้น อานิสงส์สำคัญอีกประการหนึ่งของบริโภคนิยม ก็คือความสัมพันธ์ทางสังคม การเสพหรือใช้สินค้ายี่ห้อเดียวกันทำให้เกิดความรู้สึกเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน คนเป็นอันมากแสวงหาสินค้าแบรนด์เนมมาครอบครอง เพื่อจะได้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม และนับวันการจับจ่ายตามศูนย์การค้าเป็นโอกาสที่จะได้พบเพื่อนหรือรู้จักมิตรใหม่ ขณะที่ร้านประเภทเชนสโตร์ ไม่ว่าร้านอาหารหรือร้านสรรพสินค้ากลายเป็นแหล่งสังสรรค์นัดพบกันเป็นปกติธรรมดาไปแล้ว ยังรายการคอนเสิร์ตก็หลอมรวมจิตใจของผู้คนได้ราวกับร่วมพิธีกรรมทางศาสนา
มิติทางกาย (วัตถุ) จิตใจ และสังคม ก็เป็นสิ่งที่ศาสนาเคยให้แก่ผู้คนมาแล้ว วัดในอดีตไม่ได้สอนเรื่องจิตใจอย่างเดียวหากยังอำนวยประโยชน์ทางวัตถุหรือทางกายแก่ผู้คน เช่น เป็นแหล่งสมบัติกลางที่คนในชุมชนสามารถมาหยิบยืมมาใช้ได้ นอกจากพระจะเป็นหมอหรือครูวิชาทางโลกแล้ว บางครั้งพระก็เป็นผู้นำในการพัฒนาชุมชน เช่น สร้างถนนหนทาง ขุดบ่อน้ำ อีกทั้งยังเป็นแหล่งสงเคราะห์ปัจจัย ๔ แก่ชาวบ้านที่ยากจน ใครที่อยากมั่งมีศรีสุข ก็นิยมมาทำบุญที่วัด ในด้านสังคมนั้นวัดเป็นสถานที่พบปะ ประชุม หรือสังสรรค์ร่วมกัน แม้แต่หนุ่มสาวก็ได้มาพบกันที่วัดเวลามีเทศกาลต่างๆ วัดไม่เพียงเป็นศูนย์รวมจิตใจของผู้คนเท่านั้น พิธีกรรมต่างๆ ยังสามารถหลอมรวมจิตใจของผู้คนเป็นหนึ่งเดียวกันได้
แม้บริโภคนิยมและศาสนาจะสนองประโยชน์ทั้ง ๓ ด้านเหมือนกัน แต่ความแตกต่างก็คือในรอบ ๑๐๐ ปีที่ผ่านมาบทบาททางด้านวัตถุและสังคมของศาสนาได้ลดน้อยถอยลงเป็นลำดับ เพราะถูกสถาบันอื่นๆ แย่งชิงหรือรับเอาไปทำแทน ไม่ว่าเรื่องการศึกษา การแพทย์ การพัฒนา ในสมัยหนึ่งรัฐเหมาเอาบทบาทเหล่านี้มาทำเอง แต่ปัจจุบันระบบตลาดเสรีทำให้บทบาทเหล่านี้มาอยู่ในอาณัติของบริโภคนิยมมากขึ้น
ศาสนาดั้งเดิมส่วนใหญ่เหลือเพียงแต่บทบาททางด้านจิตใจเป็นหลัก และมีแนวโน้มที่จะเน้นไปทางวัตถุมากขึ้น (เช่นการแข่งกันสร้างถาวรวัตถุ และตอบสนองความต้องการทางโลก) จนกลายเป็นวัตถุนิยมในรูปลักษณ์ใหม่ ขณะที่บริโภคนิยมพัฒนาในทิศทางตรงกันข้าม กล่าวคือก้าวจากเรื่องวัตถุมายังเรื่องจิตใจมากขึ้น จนกลายเป็นศาสนาใหม่ การที่บริโภคนิยมมีแนวโน้มจะฝังรากลึกขึ้นและมีอิทธิพลกับผู้คนมากขึ้นจะหมายความว่าศาสนาดั้งเดิมกำลังถูกบริโภคนิยมเข้ามาแทนที่อย่างสิ้นเชิงหรือไม่ จะตอบคำถามนี้ได้ต้องมาดูว่าความหมายหรือคุณค่าที่แท้จริงของศาสนานั้นคืออะไร
เหตุผลที่มนุษย์ต้องการศาสนา
ไม่มีสังคมใดเท่าที่รู้ที่ไม่มีศาสนา” คำกล่าวของ เดิคไฮม์ นักสังคมวิทยาศาสนาผู้ลือนามข้างต้น บอกอะไรไม่น้อยเกี่ยวกับมนุษย์มากพอๆ กับศาสนา อาจกล่าวได้ว่ามนุษย์คือ “สัตว์ที่มีศาสนา” ก็ได้ ไม่ว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะก้าวหน้าเพียงใดมนุษย์ก็ยังต้องการศาสนาอยู่นั่นเอง
ทำไมมนุษย์ยังต้องการศาสนา ? คำตอบเบื้องต้นก็คือ เพราะมนุษย์ต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวในจิตใจเพื่อปกป้องคุ้มครองตนและเพื่อให้ดำเนินชีวิตได้อย่างผาสุก ความที่สิ่งยึดเหนี่ยวดังกล่าว (ถูกคาดหมายให้) ทำหน้าที่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตจึงถูกยกให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สมัยที่ธรรมชาติยังเป็นสิ่งลี้ลับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวมีหน้าที่ปกป้องอันตรายจากธรรมชาติโดยตรง แต่เมื่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีบรรเทาภยันตรายจากธรรมชาติไป ก็ใช่ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะหมดความสำคัญ ทั้งนี้เพราะสิ่งคุกคามความผาสุก หรือชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนยังมีอยู่ โดยที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไม่สามารถให้หลักประกันแก่ชีวิตได้อย่างถึงที่สุด พระเจ้าหรือเทพทั้งหลายจึงยังเป็นที่พึ่งพาของผู้คน
มาถึงศตวรรษนี้ ชาติและพรรคคอมมิวนิสต์ได้เข้ามาเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวอย่างใหม่ เพราะผู้คนพากันฝากศรัทธาและความหวังไว้กับชาติและพรรค ด้วยเชื่อว่าสิ่งดังกล่าวสามารถยังชีวิตให้ผาสุกและบรรลุความสำเร็จทุกอย่างที่ต้องการในชีวิตนี้ ดังนั้นในความรู้สึกของผู้คนเป็นอันมาก ธงชาติหรือธงพรรคจึงกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันไม่อาจล่วงละเมิดได้
สิ่งศักดิ์สิทธิ์อันเป็นที่ยึดเหนี่ยวของจิตใจนั้นมีความสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ทำให้ชีวิตมีความหมายหรือให้คำตอบได้ว่าจุดหมายของชีวิตอยู่ที่ไหน ชาติและพรรคคอมมิวนิสต์เป็นที่ยึดเหนี่ยวของผู้คนทั้งโลกได้ ก็เพราะมันสามารถอธิบายจนคนเชื่อว่า ความหมายของชีวิตอยู่ที่การอุทิศตนเพื่อชาติหรือพรรค แต่ทั้งหมดนี้บริโภคนิยมก็สามารถตอบสนองได้เช่นกัน มันช่วยให้ชีวิตมีความสะดวกสบายมากขึ้น ตลาดเสรีที่มาคู่กับบริโภคนิยมให้หลักประกันว่า สามารถหาปัจจัยมาตอบสนองได้ไม่มีวันขาดแคลน อีกทั้งยังมีทางเลือกที่หลากหลาย เพิ่มพูนอิสรภาพในการบริโภคและเลือกแบบแผนชีวิตได้อย่างเต็มที่ ส่วนคำตอบของชีวิตเล่า บริโภคนิยมก็มีให้ กล่าวคือจุดหมายของชีวิตอยู่ที่การพยายามหาสิ่งเสพมาบริโภคให้ได้มากที่สุดเพื่อบรรลุถึงชีวิตที่ไพบูลย์
กระนั้นยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่มนุษย์ปรารถนาจากส่วนลึกของจิตใจ นั่นคือความสงบและความมั่นคงในจิตใจ ความมั่นคงสงบนิ่งในจิตใจนี้เป็นมากกว่าความรู้สึกปลอดภัยหรือปลอดพ้นจากสิ่งคุกคามภายนอก หากเป็นผลจากเป็นความรู้สึกเต็มอิ่ม ปลอดพ้นจากความแส่ส่ายขุ่นมัวอึดอัดหรือความรู้สึกพร่องภายในที่คอยผลักดันให้ดิ้นรนแสวงหาไม่รู้จักจบ
ปัญหาของมนุษย์ส่วนใหญ่ก็คือไม่สามารถมีความสงบนิ่งในจิตใจได้ แม้ชีวิตจะปลอดภัยไร้สิ่งคุกคามบีบคั้นจากภายนอก จะเรียกว่านี้เป็นปัญหาเรื่องตัวตนก็ได้ ในระดับพื้นผิวปัญหาดังกล่าวรบกวนจิตใจก็เพราะความรู้สึกโดดเดี่ยวจึงเกิดความปรารถนาจะเอาตัวตนเข้าไปรวมกับสิ่งที่ใหญ่กว่า ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้า ประเทศชาติ กลุ่มชน คนเป็นอันมากรู้สึกเอิบอิ่มซาบซ่านเมื่อได้อยู่ท่ามกลางฝูงชน ไม่ว่าในพิธีกรรมศาสนา ในรายการคอนเสิร์ต ในกลุ่มประท้วง หรือแม้แต่ในฝูงชนที่เตรียมจะทำศึกสงคราม เป็นไปได้ว่าความรู้สึกดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะตัวตนของแต่ละคนได้เลือนหายไปรวมกับตัวตนที่ใหญ่กว่าทำให้รู้สึกมั่นคงขึ้น ขณะเดียวกันความทุกข์ที่เกาะกุมตัวตนของแต่ละคนก็เลือนหายไปด้วย
แต่ปัญหาเรื่องตัวตนของมนุษย์ลุ่มลึกและซับซ้อนกว่านั้น สิ่งที่รบกวนจิตใจมากกว่าความรู้สึกว่าตัวตนโดดเดี่ยว ก็คือความกลัวว่าตัวตนจะไม่ยั่งยืน สัญชาตญาณส่วนลึกของมนุษย์นั้นต้องการให้ตัวตนยั่งยืนสืบไป แต่จะสืบต่อได้อย่างไรในเมื่อทุกคนต้องตาย ความตายจึงสร้างความทุกข์ให้แก่มนุษย์มาก ปัญหานี้ศาสนาส่วนใหญ่บรรเทาด้วยการมีชาติหน้าหรือสวรรค์ เป็นที่รองรับการสืบต่อของตัวตน ส่วนชาติก็พยายามแก้ปัญหานี้ด้วยการสอนให้ผู้คนสืบต่อตัวตนในรูปของชื่อเสียงวงศ์ตระกูลหรืออนุสาวรีย์ โดยการอุทิศตนเพื่อประเทศชาติอย่างไม่เห็นแก่ชีวิต หรือไม่ก็ให้เอาประเทศชาติเป็นตัวตนแทนจะได้ยั่งยืนไปชั่วลูกชั่วหลานแม้ชีวิตจะหาไม่แล้วก็ตาม แต่สำหรับคนบางกลุ่ม ความต้องการให้ตัวตนมั่นคงยั่งยืนนั้น ได้รับการตอบสนองด้วยการฝากจิตฝากใจไว้กับบริษัทแทน โดยเฉพาะบริษัทที่ยิ่งใหญ่มีชื่อเสียง
กระนั้นก็ดี ในทัศนะของพุทธศาสนายังมีปัญหาตัวตนที่ลึกลงไปกว่านั้นอีกอันเป็นความทุกข์ที่รบกวนจิตใจอย่างมาก นั่นก็คือความรู้สึกไม่มั่นใจว่ามีตัวตนจริงหรือ ความรู้สึกดังกล่าวตามรังควานจิตใจ ก็เพราะความจริงแล้วสิ่งที่เข้าใจว่าเป็นตัวตนนั้นหามีไม่ เพราะธรรมชาติทั้งปวงนั้นเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตนและไม่มีตัวตนที่เป็นแก่นสารอันจะยึดถือไว้ได้ ตัวตนนั้นมีอยู่เพียงแค่ในความคิด หรือมีแค่ภาพตัวตนที่สร้างขึ้นเท่านั้น
สิ่งใดที่ไม่เห็นจริงนั้นย่อมเป็นเชื้อให้ความสงสัยเกิดขึ้นได้ ฉันใดก็ฉันนั้นโดยเหตุที่ตัวตนนั้นไม่มีอยู่จริง มีแค่ในความคิดมิใช่เกิดจากการประจักษ์แจ้งเห็นจริงด้วยปัญญา ดังนั้นจึงย่อมเปิดโอกาสที่จะให้ความลังเลสงสัยเกิดขึ้นเสมอ ยิ่งไปกว่านั้นในชีวิตประจำวันแต่ละคนย่อมเกิดความรู้สึกอยู่ลึกๆ (อย่างน้อยก็ในจิตไร้สำนึก) ได้เสมอว่า ไม่มีอะไรที่จะถือได้ว่าเป็นตัวตนจริงๆ เพราะไม่มีอะไรที่ยั่งยืนคงที่ไปตลอดไม่ว่าจะเป็นร่างกาย จิตใจ หรือประสบการณ์นามธรรม จริงอยู่ตามหลักปฏิจจสมุปบาทตัวตนจะเกิดในความรู้สึกทุกครั้งที่เกิดผัสสะหรือเวทนาโดยไร้สติกำกับ (เช่น เมื่อหูได้ยินก็รู้สึกขึ้นมาทันทีว่า “ฉัน” ได้ยิน เมื่อความรู้สึกเจ็บเกิดขึ้นก็รู้สึกขึ้นว่า “ฉัน” เจ็บ) หรือเมื่อเกิดเวทนาแล้วปรุงเป็นตัณหา อุปาทาน (ความติดยึด) และภพ (ภาวะชีวิต) ก็จะเกิดตัวตนขึ้นเป็นเจ้าของภาวะดังกล่าว แต่ตัวตนนั้นก็จะต้องถูกกระทบกระทั่ง ขัดขวาง เกิดความพร่องตัว และเสื่อมสลายไปในที่สุด (ชรามรณะ) การเกิดและเสื่อมสลายของตัวตนดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้หลายครั้งในวันเดียว แม้บุคคลจะไม่สำนึกรู้ในกระบวนการดังกล่าวอย่างแจ่มชัด แต่ก็จะรู้สึกได้ในส่วนลึก อย่างน้อยก็เกิดความหวาดกลัวในความไม่แน่นอนยั่งยืนของตัวตนที่สร้างขึ้น
ปัญหาเกิดขึ้นตรงที่มนุษย์นั้นปรารถนาที่จะมีตัวตนคงที่ยั่งยืน (ภวตัณหา) แต่เมื่อรู้สึกลึกๆ ว่าไม่มีตัวตนใดๆ จะให้ยึดถือได้ก็เกิดความรู้สึกไม่มั่นคงขึ้นมา ในด้านหนึ่งจึงยิ่งพยายามไขว่คว้าหาสิ่งใดสิ่งหนึ่งมายึดให้แน่นขึ้น และแน่นอนว่าย่อมเป็นสิ่งซึ่งดูยั่งยืนมั่นคง พระเจ้า ประเทศชาติ หรือระบอบคอมมิวนิสต์ในสมัยหนึ่งอาจสนองความรู้สึกนี้ได้ไม่มากก็น้อย ดังกล่าวแล้วข้างต้น
ความรู้สึกพร่อง : รากเหง้าแห่งความทุกข์
อย่างไรก็ตาม ในทัศนะของ เดวิด ลอย๒ ยังมีปฏิกิริยาอีกด้านหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเกิดความรู้สึกหรือสงสัยว่าไม่มีตัวตนอยู่จริง นั่นก็คือการกดความรู้สึกนี้ไว้ให้อยู่ในจิตไร้สำนึกเสีย หรือปฏิเสธความรู้สึกดังกล่าว ตามหลักจิตวิทยาสิ่งใดที่ถูกกดเอาไว้ในจิตไร้สำนึกจะผุดขึ้นมาสู่จิตสำนึกในรูปลักษณ์ใหม่ที่กลายสภาพหรือบิดเบี้ยว ในทำนองเดียวกัน ความรู้สึกหรือสงสัยว่าตัวตนไม่มีอยู่จริงนี้ เมื่อถูกกดเอาไว้ก็จะผุดขึ้นมาเป็นอาการความรู้สึกไม่มั่นคง ง่อนแง่น คับข้อง กระวนกระวาย ซึ่งเดวิด ลอยเรียกว่า “ความรู้สึกพร่อง” (sense of lack) ความรู้สึกดังกล่าวคอยรบกวนจิตใจเสมอ เพราะทำให้รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่ผิดปกติ ที่ขาดหายไป ทำให้จิตไม่สงบสุข คอยแต่จะหาสิ่งที่มาทำให้ชีวิตมั่นคงเต็มอิ่ม ขณะเดียวกันเมื่อไม่ยอมรับว่า ตัวตนไม่มีอยู่จริงจิตก็ยิ่งดิ้นรนหาทางทำให้ตัวตนนั้นจริงขึ้นมาให้ได้ด้วยการไปยึดอะไรบางอย่างมาเป็นตัวตน หรือเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งมารองรับค้ำจุนภาพตัวตน
ในทัศนะของ เดวิด ลอย ความรู้สึกพร่องนี้เองเป็นแรงผลักดันสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้มนุษย์แสวงหาศาสนา และถึงแม้ในปัจจุบันศาสนาจะถูกลดความสำคัญลงแต่ก็ต้องมีสิ่งอื่นมาทำหน้าที่ศาสนาแทน นี้คือคำตอบว่า ทำไมผู้คนในยุคสมัยใหม่จึงยึดถือชาติหรือบริโภคนิยมราวกับเป็นศาสนาหนึ่ง เดวิด ลอย ชี้ว่า คนในปัจจุบันเข้าหาชาติและบริโภคนิยมด้วยเหตุผลเดียวกับที่คนสมัยก่อน (รวมทั้งเวลานี้) เข้าหาศาสนา นั่นคือเพื่อบรรเทาความรู้สึกพร่อง คับข้อง ไม่สมหวังเต็มอิ่มในตัวตน ซึ่งเป็นความรู้สึกไม่มั่นคงพื้นฐานที่สุดของมนุษย์ ผู้คนยึดถือชาติมิใช่แค่เป็นที่ยึดเหนี่ยวปกป้องภัยเท่านั้น หากยังเพราะคิดว่า การเอาตนไปอิงไว้กับชาติอันเป็นสิ่งที่ดูยิ่งใหญ่มั่นคงนั้นจะช่วยให้ตนเกิดความรู้สึกมั่นคงตามไปด้วย หรือให้ความรู้สึกที่ลึกไปกว่านั้นคือรู้สึกว่าตัวตนมีจริงด้วย ส่วนบริโภคนิยมนั้นก็อธิบายว่าความรู้สึกพร่องที่รบกวนจิตใจนั้นเป็นเพราะยังมีไม่พอ ดังนั้นจึงต้องแสวงหามาไว้ในครอบครองให้มากเพื่อชีวิตจะได้เต็มอิ่ม ขณะเดียวกันการยึดติดในวัตถุโภคทรัพย์ ก็เป็นความพยายามที่จะหาฐานรองรับตัวตนที่มีลักษณะเที่ยงแท้มั่นคงเพื่อทำให้ตัวตนเป็นจริงมากขึ้น แม้แต่เงินก็มีนัยลึกซึ้งทางจิตใจเช่นกันเพราะมันเป็นเครื่องหมายของความอมตะ การไปยึดถือเงินเป็นตัวตน ย่อมทำให้เกิดความรู้สึกว่าตนนั้นจริงมากขึ้น
อย่างไรก็ตามถึงที่สุดแล้ว ชาตินิยมและบริโภคนิยมก็ไม่สามารถตอบสนองความต้องการทางจิตวิญญาณได้จริงเพราะไม่สามารถทำให้ผู้คนเกิดความมั่นใจว่าตัวของตนนั้นมีอยู่จริง จึงไม่สามารถบรรเทาความรู้สึกพร่องคับข้องใจได้ เพราะไม่ว่าชาติ หรือทรัพย์สิน เงินทอง ก็ล้วนเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน และไม่สามารถมายึดถือเป็นตัวตนได้ การยึดเอาสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน ว่าเป็นตัวตน หรือยึดถือสิ่งซึ่งไม่อาจยึดถือได้ จึงรังแต่จะทำให้ผิดหวังและเกิดความทุกข์ยิ่งขึ้น ดังนั้นถึงแม้ผู้คนจะยึดถือชาตินิยมและบริโภคนิยมดังศาสนา และแม้ชาตินิยมและบริโภคนิยมจะทำหน้าที่ดังศาสนา สามารถแก้ปัญหาของมนุษย์ได้หลายเรื่อง แต่เมื่อมาถึงปัญหาตัวตนในระดับที่ลึกลงไปแล้วมันไม่สามารถทำหน้าที่ศาสนาได้อย่างแท้จริง ทำได้อย่างมากเพียงระงับความรู้สึกพร่องคับข้องใจไปชั่วคราวเท่านั้น เช่นเวลาเกิดความรู้สึกรักชาติอย่างแรงกล้า หรือรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับคนในชาติเนื่องจากมีภัยคุกคาม ในยามนั้นจะเกิดความอิ่มเอิบเพราะรู้สึกถึงตัวตนใหม่ที่มั่นคงยิ่งใหญ่ จนชีวิตของตนหมดความสำคัญพร้อมจะสละเพื่อรักษาตัวตนใหม่ที่ยิ่งใหญ่นั้นได้ แต่ครั้นภัยคุกคามหมดไปความอิ่มเอิบก็คลายไปตามกัน เกิดความทุกข์กังวลในตัวตนขึ้นใหม่ การดิ้นรนหาทรัพย์และสิ่งเสพก็เช่นกันอาจช่วยกลบความรู้สึกพร่องคับข้องใจได้ในบางขณะ แต่เมื่อได้มาแล้วก็ไม่สม อยากเพราะสิ่งที่ตนเองอยากได้จริงๆ ไม่ใช่สิ่งเหล่านั้นหากต้องการมีตัวตนที่จริงโดยที่สิ่งเหล่านั้นก็ปรวนแปรเกินกว่าที่จะยึดเป็นตัวตนที่ยั่งยืนได้ (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมข้างหน้า) กล่าวอีกนัยหนึ่งคือสิ่งยึดเหนี่ยวทางโลกที่อุดมการณ์สมัยใหม่เสนอให้นั้น ให้ความมั่นคงได้เพียงแค่ระดับเดียวคือระดับกายภาพอันได้แก่การปลอดพ้นจากภัยคุกคามบีบคั้นในทางกาย (เช่นมีสวัสดิภาพและมีความเป็นอยู่ที่สะดวกสบาย) แต่ไม่อาจป้องกันความไม่มั่นคงในทางอารมณ์ (ความกลัวที่จะสูญเสียพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่ปรารถนา) ลงไปถึงความไม่มั่นคงในทางจิตวิญญาณ (ความหวั่นหวาดว่าตัวเองนั้นไม่มีอยู่จริง)
แรงดึงดูดและข้อจำกัดของบริโภคนิยม
แต่ถึงแม้บริโภคนิยมจะขจัดความทุกข์ในระดับจิตวิญญาณไม่ได้จริง ในระดับพื้นผิวมันก็สามารถสนองความต้องการของผู้คนได้มาก นั่นคือการปรนเปรอตัวตน ขยายความตรงนี้ว่า จริงอยู่ในระดับจิตไร้สำนึก ความสงสัยในเรื่องความมั่นคงเที่ยงแท้ของตัวตน หรือตัวฉัน จะยังมีอยู่และคอยก่อกวนจิตใจจนเกิดความรู้สึกพร่องคับข้องใจขึ้นมา แต่ในยามที่ความลังเลสงสัยดังกล่าวไม่ก่อกวน หรือในยามที่เกิดมั่นใจในความมีอยู่ของตัวตนขึ้นมา บริโภคนิยมจะเข้ามาเสริมและสนองตัวตนในระดับนี้อย่างเต็มที่ ลักษณะ ๔ ประการของบริโภคนิยมอันได้แก่ความเพลิดเพลินสนุกสนาน ความหลากหลาย อำนาจ และสถานภาพ เป็นเสน่ห์ดึงดูดใจผู้คนได้มากก็เพราะมันปรนเปรอตัวตนของผู้คนได้อย่างเอนกอนันต์ ทั้งยังบรรลุผลอย่างรวดเร็วเพราะไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆ นอกจากควักกระเป๋าจ่ายเงินเท่านั้น ตรงนี้เองที่ทำให้บริโภคนิยมได้รับความนิยมได้มากกว่าอุดมการณ์ใดๆ ไม่ว่าชาตินิยม คอมมิวนิสต์ หรือแม้แต่ศาสนา
ความเพลิดเพลินสนุกสนานนั้นปรนเปรอตัวตนในระดับพื้นฐาน คือตอบสนองความต้องการทางประสาททั้ง ๕ (กามตัณหา) ความหลากหลายของสิ่งเสพนั้นนอกจากจะให้ความตื่นตาตื่นใจแล้วยังทำให้รู้สึกถึงเสรีภาพ ในแง่ที่สนองความต้องการของตัวตนได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ส่วนอำนาจนั้นเป็นสิ่งที่รู้สึกได้เมื่อได้เป็นเจ้าของวัตถุหรือซื้อบริการ เพราะสามารถบงการวัตถุหรือสั่งผู้ให้บริการได้ เป็นการเสริมความยิ่งใหญ่ให้แก่ตัวตน (มานะ) สำหรับสถานภาพนั้น บุคคลจะรู้สึกว่าเพิ่มพูนขึ้น หรือได้สถานภาพใหม่ เมื่อได้เสพได้ครอบครองภาพลักษณ์บางอย่างที่ผูกติดกับสินค้า เป็นความรู้สึกว่าตัวตนได้ยกระดับขึ้นให้สูงเด่นหรือเป็นไปตามใจปรารถนา (ภวตัณหา) โดยไม่ต้องลงแรงใดๆ (เช่นเป็นผู้ชนะโดยไม่ต้องลงแข่งขัน เพียงแต่ซื้อรองเท้าที่นักกีฬาระดับโลกโฆษณาว่าสวมใส่ เป็นคนทันสมัยโดยไม่ต้องแสดงความสามารถใดๆ นอกจากซื้อสินค้ายี่ห้อดัง หรือเป็นผู้ห่วงใยโลกโดยไม่ต้องปลูกป่าแม้แต่ต้นเดียวเพียงแต่ซื้อสินค้า “สีเขียว” เท่านั้น)
ทางเลือกจากบริโภคนิยม
แม้ว่าบริโภคนิยมจะไม่สามารถแทนที่ศาสนาได้ เพราะไม่สามารถขจัดความทุกข์ในระดับจิตวิญญาณของผู้คนได้ แต่อิทธิพลอันมหาศาลของบริโภคนิยมก็สามารถเบียดขับศาสนาให้หดตัวและถอยร่นมาอยู่ในมุมเล็กๆ ของชีวิตและสังคมได้ หาไม่ก็ครอบกลืนให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของบริโภคนิยมหรือเป็นร่างทรงของมันเท่านั้น ทุกวันนี้บริโภคนิยมได้แพร่ขยายจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต (และจิตใจ) ของผู้คนทั่วทั้งโลกยิ่งกว่าศาสนาใดๆ ไปแล้ว (อย่างน้อยคุณก็สามารถพบโค้กได้แทบทุกแห่งไม่ว่าจะวิบากกันดารแค่ไหน) ยิ่งมีเครือข่ายดาวเทียมเป็นเครื่องมือด้วยแล้ว ศาสนาบริโภคนิยมสามารถประกาศไปทั่วทุกมุมโลกแม้ในพื้นที่ที่มิชชันนารีเข้าไม่ถึง ดังนั้นเมื่อพูดถึงสถานะของพุทธศาสนาไทยในอนาคต ตัวกำหนดสำคัญจึงได้แก่ท่าทีและปฏิสัมพันธ์ของพุทธศาสนากับบริโภคนิยม พูดอีกอย่างคือ อนาคตของพุทธศาสนาไทยขึ้นอยู่กับว่า สามารถควบคุมกำกับบริโภคนิยมได้มากน้อยเพียงใด การควบคุมกำกับหากจะให้มีความหมายจักต้องทำ ๒ ด้าน คือด้านสังคม กับด้านจิตใจ ด้านสังคมคือการสร้างครอบครัว ชุมชนและสังคมให้เข้มแข็ง เพื่อต้านทานการครอบงำของอำนาจทุนซึ่งเป็นตัวเผยแพร่บริโภคนิยม (เช่นการทำให้ครอบครัวและชุมชนมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น เป็นบ่อเกิดแห่งความสุขของผู้คนโดยไม่ต้องพึ่งพิงผูกติดกับความสุขทางวัตถุ หรือถือเอาเงินเป็นพระเจ้า) ส่วนด้านจิตใจคือการเป็นทางเลือกในการทำชีวิตให้เต็มอิ่มไพบูลย์ และตอบสนองความต้องการทางจิตวิญญาณของผู้คนซึ่งจะมีผลให้ผู้คนเบี่ยงเบนเข้าหาบริโภคนิยมน้อยลง เท่ากับลดอิทธิพลของบริโภคนิยมไปโดยปริยาย
บทบาทดังกล่าวจะไม่เพียงช่วยให้พุทธศาสนามีอนาคตเท่านั้น หากยังเป็นคุณแก่ชาวโลกด้วย เพราะบริโภคนิยมนับวันจะทำให้ผู้คนมีความทุกข์ เนื่องจากไม่รู้สึกพึงพอใจกับตนเองเสียที ความไม่รู้จักพอนี้เองนำไปสู่การเบียดเบียนแย่งชิง ทำให้เกิดความร้าวฉานในทุกระดับตั้งแต่ครอบครัวไปจนถึงประเทศ เป็นเหตุให้อาชญากรรมแพร่ระบาด อีกทั้งยังเป็นตัวการทำลายสิ่งแวดล้อมไปทั้งโลก
ในขณะที่บริโภคนิยมให้สัญญาว่าชีวิตจะเต็มอิ่มได้ด้วยการเสพ หรืออย่างน้อยก็ทำให้ลืมความทุกข์หรือความรู้สึกพร่องไปได้ชั่วคราวนั้น พุทธศาสนาเสนอทางออกจากทุกข์ด้วยการจัดการกับรากเหง้าที่แท้จริง อันได้แก่ ความต้องการมีตัวตนที่แท้จริงยั่งยืน ความต้องการดังกล่าวเป็นสาเหตุแท้จริงของความทุกข์ของมนุษย์ ก็เพราะมันฝืนกับความเป็นจริง ความเป็นจริงนั้นก็คือว่าไม่มีตัวตนที่เที่ยงแท้ยั่งยืน ตัวตนนั้นเป็นเพียงภาพที่มนุษย์สร้างขึ้น มีอยู่เฉพาะในความคิดของคน แต่หาได้มีอยู่ในความเป็นจริงไม่ ตราบใดที่เราไม่ยอมรับความจริงนี้ ยืนกรานยึดถือภาพตัวตนว่าจริงแท้ เราก็มีแต่จะทุกข์เพราะความจริงนี้จะคอยบั่นทอนและสั่นคลอนจิตใจของเรา โดยการทำให้เราต้องพรากจากหรือไม่สมหวังกับสิ่งยึดถือเป็นตัวตนอยู่ร่ำไป หาไม่ก็คอยรบกวนจิตใจเราด้วยความรู้สึกสงสัยลางๆ ที่ผุดขึ้นมาเสมอว่าตัวฉันนั้นมีจริงหรือ ยิ่งกดความสงสัยนี้เท่าไรมันยิ่งสร้างความปั่นป่วนแก่จิตใจดังคลื่นใต้น้ำ ทำให้รู้สึกพร่องคับข้องใจเป็นนิจโดยหาสาเหตุไม่พบ
การประจักษ์แจ้งความเป็นจริงว่าตัวตนนั้นไม่มีอยู่จริงจะช่วยให้ความต้องการมีตัวตนที่เที่ยงแท้ยั่งยืนนั้นหมดไป และเลิกผลักดันเร้ารุนให้บุคคลต้องแสวงหาและยึดถือสิ่งใดมาเป็นตัวตนอีก และดังนั้นจึงไม่เสียใจไม่ทุกข์ ไม่กลัวการพลัดพรากหรือการสูญเสียใดๆ ความรู้สึกพร่องคับข้องใจเพราะไม่มั่นใจในความมีอยู่ของตัวตนหรือตัวฉันก็มลายไป เนื่องจากไม่มีความปรารถนาในตัวตนที่เที่ยงแท้ยั่งยืนอีกแล้ว การประจักษ์แจ้งดังกล่าวจะนำความมั่นคงสงบสุขแก่บุคคลอย่างแท้จริง และเมื่อถึงจุดนั้นก็ไม่ต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวใดๆ อีกเลย
จริงอยู่การประจักษ์แจ้งดังกล่าวต้องอาศัยปัญญาที่ลึกลงไปกว่าพุทธิปัญญา (intellect) และต้องมีการบำเพ็ญทางจิต หยั่งลึกภายในอย่างจริงจัง จึงมีคนจำนวนน้อยนิดที่จะทำเช่นนั้นได้ แต่ก็มิได้หมายความว่าพุทธศาสนาจะเป็นทางออกเฉพาะคนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น การแลเห็นถึงความไม่เที่ยงและความไม่ใช่ตัวตนของสรรพสิ่งสามารถทำได้หลายระดับ เริ่มจากระดับพุทธิปัญญาหรือความคิด (ทิฏฐิ) เพื่อเป็นแนวให้จิตได้ระลึกหรือยอมรับความจริงยามเผชิญกับความพลัดพรากสูญเสีย จากนั้นไปสู่ระดับจิตภาวนา พัฒนาสติให้รู้เท่าทันความรู้สึกนึกคิดจนแลเห็นถึงความไม่เที่ยงของมัน และแลเห็นต่อไปว่าไม่สามารถยึดเอามันมาเป็นตัวตน หรือยึดเป็น “ตัวกู ของกู” ได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง เป็นการฝึกจิตให้แลเห็นความคิดความรู้สึกที่เกิดขึ้นโดยไม่ไปสำคัญมั่นหมายว่า เป็นผู้คิดผู้รู้สึก หรือเป็นเจ้าของความคิดความรู้สึกเหล่านั้น แลเห็นว่ามันเป็นเพียงธรรมชาติอย่างหนึ่งซึ่งเกิดและดับไปตามเหตุปัจจัย ไม่ขึ้นอยู่กับความปรารถนาของเรา
นอกไปจากและรองลงไปจากการเสริมสร้างปัญญาให้หยั่งเห็นความจริงแล้ว การฝึกจิตด้วยสมาธิภาวนาให้ละเอียดประณีตจนสามารถสัมผัสความสุขที่สงบลึกซึ้ง ก็สามารถบรรเทาความทุกข์อันเนื่องจากปัญหาตัวตนได้มาก แม้จะไม่ถึงที่สุดแต่ก็ตอบสนองความต้องการทางจิตวิญญาณได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากช่วยลดความรู้สึกพร่องคับข้องใจในระดับจิตไร้สำนึก เพราะทำให้จิตเกิดความมั่นคงสงบนิ่ง ดังได้กล่าวแล้วว่าความรู้สึกพร่องคับข้องใจนี้เป็นผลจากความรู้สึกไม่มั่นคง เพราะสงสัยว่าตัวตนมีจริงหรือมีอะไรรองรับตัวตนอยู่หรือไม่ สมาธิภาวนาที่เน้นการทำจิตให้สงบนั้นแม้จะไม่ให้คำตอบชัดเจน แต่ก็นำความนิ่งมาสู่จิตก่อให้เกิดความมั่นคง ลดความแส่ส่าย กระวนกระวายไปได้มาก ความมั่นคงสงบนิ่งดังกล่าว เปิดโอกาสให้สามารถใช้ปัญญาอย่างเต็มที่จนหยั่งเห็นความจริงเรื่องตัวตนได้ อย่างไรก็ตาม แม้จะยังไม่ไปถึงขั้นนั้น ลำพังความมั่นคงสงบนิ่งจากสมาธิภาวนาก็ช่วยให้จิตรู้สึกเต็มอิ่ม เป็นสุข
กล่าวอีกนัยหนึ่ง พุทธศาสนาเสนอหนทางบรรลุจุดหมายของชีวิต ด้วยการศึกษาพัฒนาตนอย่างรอบด้าน ครอบคลุมทั้งความประพฤติ อารมณ์ และทัศนคติ (หรือศีล สมาธิ ปัญญา) โดยมีปัจจัยทางสังคมเป็นองค์ประกอบหนุน แต่ทางเลือกที่ดีนั้นไม่ได้หมายความว่าจะน่าสนใจเสมอไป การที่พุทธศาสนาจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้คนท่ามกลางกระแสบริโภคนิยมได้จะต้องมีทิศทางที่ชัดเจนรวมทั้งมีการปรับตัวหลายประการ ดังนี้
๑. การนำเสนอหลักธรรมอย่างกระจ่างในฐานะเป็นหนทางบำบัดทุกข์ของมนุษย์ แม้ว่าพุทธศาสนาจะเป็นระบบฝึกฝนตนเพื่อมุ่งไปสู่ชีวิตที่สิ้นทุกข์โดยตรง แต่ในความคิดของคนเป็นอันมาก พุทธศาสนากลายเป็นเรื่องของพิธีกรรมที่มีแต่รูปแบบ หาไม่ก็กระเดียดไปทางไสยศาสตร์ที่อิงอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ส่วนหลักธรรมที่เป็นหนทางบรรเทาและดับทุกข์นั้นถูกกลบหรือเลือนหายไป ดังนั้นการเผยแผ่และให้การศึกษาแก่ประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งนี้หมายความว่าผู้เผยแผ่เองจะต้องมีการศึกษาจนเข้าใจชัดเจนในหลักธรรมดังกล่าว
๒. การเสนอโลกทัศน์ที่ตระหนักถึงมิติทางจิตวิญญาณ (spiritual) ความทุกข์พื้นฐานของคนในยุคบริโภคนิยมสืบเนื่องจากการปฏิเสธมิติทางจิตวิญญาณ อันเป็นผลจากโลกทัศน์แบบวัตถุนิยมที่เห็นธรรมชาติมีเพียงมิติเดียวคือมิติทางวัตถุอันประจักษ์ได้ด้วยประสาททั้ง ๕ เท่านั้น โลกทัศน์ดังกล่าวทำให้ผู้คนปฏิเสธหรือไม่ยอมรับความต้องการทางจิตวิญญาณ อันได้แก่ความต้องการมีตัวตนที่เที่ยงแท้มั่นคง เมื่อไม่ยอมรับว่ามีความต้องการดังกล่าวอยู่ในส่วนลึก จึงไม่สนใจที่จะตอบสนอง หรือตอบสนองไม่ตรงจุด เพราะไปอาศัยวัตถุเป็นทางแก้เนื่องจากเข้าใจว่า ต้นตอของปัญหาอยู่ที่เรื่องวัตถุ
พุทธศาสนานั้นเห็นว่ามนุษย์มีหลายมิติรวมทั้งมิติทางจิตวิญญาณ ซึ่งควรได้รับความเอาใจใส่ไม่น้อยไปกว่ามิติอื่นๆ หลายสิบปีที่ผ่านมามิตินี้ถูกมองข้ามไป การรื้อฟื้นมิติทางจิตวิญญาณให้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของพุทธศาสนา พร้อมกับวิธีการตอบสนองความต้องการทางจิตวิญญาณอันได้แก่สมาธิภาวนา จะช่วยให้พุทธศาสนาเป็นหนทางบำบัดทุกข์อย่างแท้จริง อย่างไรก็ตามควรย้ำว่า มิติทางจิตวิญญาณของพุทธศาสนาที่พึงให้ความสำคัญมากที่สุดก็คือ ความรู้ความเข้าใจที่ช่วยให้แต่ละคนสามารถเห็นสาเหตุและหนทางดับทุกข์ด้วยตนเอง เพื่อให้ลุถึงอิสรภาพในทางจิตและปัญญา อันเป็นจุดหมายสูงสุดของพุทธศาสนา
๓. การเสนอท่าทีต่อชีวิตที่ต่างไปจากบริโภคนิยม พุทธศาสนามีท่าทีต่อชีวิตที่สวนทางกับบริโภคนิยม ทั้งในส่วนที่เป็นจุดมุ่งหมายและวิธีการ กล่าวคือเห็นว่าชีวิตนั้นควรมีจุดหมายเพื่ออิสรภาพทางจิตใจ โดยมีความสุขที่ไม่ขึ้นกับวัตถุ หากเป็นความสุขที่เกิดจากมีปัญญารู้เท่าทันความเป็นจริง แต่บริโภคนิยมกลับเห็นว่า จุดหมายของชีวิตคือการมีโภคทรัพย์ให้ได้มากที่สุด เพราะความสุขนั้นเกิดจากการเสพ เห็นได้ว่าความแตกต่างของทัศนะทั้งสองอยู่ที่เรื่องความสุข บริโภคนิยมเห็นว่าความสุขจากการบริโภค (หรือกามสุข) นั้นเป็นเส้นตรง ยิ่งเสพมากก็ยิ่งสุขมาก ความสุขจากการบริโภคจึงไร้ขีดจำกัด ขณะที่พุทธศาสนาเห็นว่ากามสุขนั้นมีพัฒนาการเป็นเส้นโค้ง กล่าวคือการบริโภคนั้นจะก่อให้เกิดความสุขเรื่อยๆ ตราบใดที่เป็นการบริโภคเพื่อความอยู่รอด หรือเพื่อยังชีวิตให้สะดวกสบาย (มีสิ่งอำนวยความสะดวกนอกเหนือจากปัจจัย ๔) แต่ถ้าเลยไปเป็นการบริโภคขั้นอยู่ดีกินดีหรือหรูหรามั่งคั่งแล้ว ความสุขจะเริ่มลดลง ความทุกข์ความกังวลจะเริ่มเพิ่มขึ้น (เพราะมีทรัพย์สมบัติและกิจการต่างๆ ให้ต้องดูแลและห่วงพะวงมากขึ้น อีกทั้งทางเลือกที่เพิ่มมากขึ้นก็ทำให้ชีวิตยุ่งยากมากขึ้น เพราะการตัดสินใจเลือกทำได้ยากขึ้น) ถึงขั้นนี้แล้วยิ่งบริโภคมากเท่าไรก็ยิ่งทุกข์มากขึ้น ในทางพุทธศาสนาถือว่าความสุขจากการบริโภคมีขีดจำกัดโดยมีขีดสูงสุดอยู่จุดหนึ่ง คือจุดที่อยู่กึ่งกลางระหว่างความสะดวกสบายกับความหรูหรามั่งคั่ง จุดนั้นเรียกว่า “ความพอดี” ถ้าบริโภคเกินจุดพอดีไปก็จะเริ่มสุขน้อยลง ทุกข์มากขึ้น ดังนั้นแต่ละคนควรรู้จักจุดพอดีในการบริโภคของตน ซึ่งไม่คงที่ แปรเปลี่ยนไปตามพัฒนาการทางจิตและปัญญาของตน ยิ่งฝึกฝนพัฒนาตนมากเท่าไร ก็จะบรรลุความสุขได้ง่ายขึ้นโดยบริโภคหรือหรือใช้ทรัพย์น้อยลง
นอกจากนั้นขณะที่บริโภคนิยมเห็นว่า ความสุขนั้นมีอยู่ประเภทเดียว คือความสุขจากการเสพ (ส่วนจะมุ่งสนองประสาททั้ง ๕ หรือภาพตัวตนภายใน เป็นอีกประเด็นหนึ่ง) แต่พุทธศาสนายังเห็นว่าความสุขมีหลายประเภท นอกจากสุขเพราะเสพ (กามสุข) แล้ว ยังมีสุขเพราะใจสงบ และสุขเพราะจิตเป็นอิสระ แต่ละประเภทก็มีหลายระดับ เช่นสุขเพราะจิตเป็นอิสระนั้น ขั้นสูงสุดคือนิพพานซึ่งพระอรหันต์เท่านั้นที่จะเข้าถึงแต่ก็ยังมีขั้นพื้นๆ ที่ปุถุชนก็สามารถเข้าถึงได้ อาทิ เวลาจิตไม่มีอุปาทาน หรือกิเลสยังไม่เกิด
ท่าทีต่อชีวิตและความสุขดังกล่าวของพุทธศาสนา ช่วยให้บุคคลยึดติดหรือขึ้นต่อการบริโภคน้อยลง และช่วยบำบัดทุกข์ สร้างความสุขภายในได้อย่างแท้จริง นี้คือส่วนสำคัญของพุทธศาสนาที่ควรนำเสนอเพื่อเป็นทางเลือกจากบริโภคนิยม พุทธศาสนายากที่จะสัมพันธ์เชื่อมโยงกับชีวิตของคนในยุคปัจจุบัน หากหลักธรรมส่วนนี้ถูกมองข้ามไป
๔. พุทธศาสนาจะมีอิทธิพลต่อชีวิตของผู้คนได้ ก็ต่อเมื่อกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิต และสิ่งแวดล้อมของผู้คน ดังนั้นจึงต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับจิตวิสัย (mentality) และวัฒนธรรมของยุคสมัย ในอดีตพุทธศาสนามีบทบาทต่อสังคมไทยอย่างมหาศาลก็เพราะสามารถผสมผสานหรือกลมกลืนเข้ากับความเชื่อต่างๆ ที่มีอิทธิพลในท้องถิ่นโดยเฉพาะความเชื่อเรื่องผี ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้แล้วว่า ความเชื่อแบบทุนนิยมโดยเฉพาะทุนนิยมบริโภคหรือบริโภคนิยมกลายเป็นความเชื่อหลักของสังคมไทย (และโลก) พุทธศาสนาจึงจำต้องหาทางปรับตัวให้สอดคล้องกับความเชื่อความนิยมดังกล่าว โดยขณะเดียวกันก็ยังรักษาหลักการของตนไว้ได้ การปรับตัวนั้นส่วนหนึ่งก็โดยเอาบางส่วนของความเชื่อความนิยมดังกล่าวมาเป็นส่วนหนึ่งของพุทธศาสนาในระดับท้องถิ่น เหมือนกับที่เคยทำกับความเชื่อเรื่องผีมาแล้ว อาทิเช่น
ก. สนองความต้องการทางวัตถุ
พุทธศาสนาจะมีอิทธิพลต่อผู้คนได้ ก็ต่อเมื่อยอมรับความเป็นจริงของคนส่วนใหญ่เป็นเบื้องแรก นั่นคือยอมรับว่าความต้องการทางวัตถุเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในชีวิตนี้ที่คนปัจจุบันให้ความสำคัญมาก ดังนั้นนอกเหนือจากการแนะนำวิธีการดับทุกข์ทางใจแล้ว การช่วยให้เขาประสบความสำเร็จในทางวัตถุก็เป็นสิ่งพุทธศาสนาควรให้ความสนใจด้วย อันที่จริงมีหลักธรรมมากมายในทางพุทธศาสนาที่เป็นประโยชน์ต่อเรื่องนี้โดยตรง (เช่นทิฏฐธัมมิกัตถะ หรือธรรมเพื่อประโยชน์ปัจจุบัน) แต่ยังมีอีกหลายวิธีที่สามารถทำได้ เช่น การสงเคราะห์ปัจจัย ๔ แก่ผู้ทุกข์ยาก การพัฒนาชุมชน อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สร้างอาชีพ ส่งเสริมสหกรณ์ออมทรัพย์ ฯลฯ บทบาทเหล่านี้มิใช่สิ่งแปลกสำหรับพระสงฆ์ในอดีตหรือปัจจุบัน และในอนาคตก็ยังจะจำเป็นอยู่ แม้จะไม่ใช่หน้าที่หลักของพระในพุทธศาสนาก็ตาม อย่างไรก็ตามต่อไปควรจะให้ฆราวาสเข้ามามีบทบาทในด้านนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
การสนองความต้องการทางวัตถุอีกวิธีหนึ่งที่ปฏิเสธได้ยากก็คือ การอาศัยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยบรรลุความสำเร็จ คนที่เข้าหาพุทธศาสนาเพราะจุดมุ่งหมายดังกล่าวยังจะมีอยู่เรื่อยๆ และอาจจะเพิ่มขึ้นเพราะได้แรงหนุนจากบริโภคนิยมอยู่แล้ว การสนองความต้องการด้วยวิธีดังกล่าวน่าจะยอมรับได้ หากพระไม่ทำตัวเป็นพ่อค้าหรือประกอบไสยพาณิชย์เสียเอง สิ่งสำคัญอยู่ตรงที่ให้ถือว่าวิธีดังกล่าวเป็นเพียงการสร้างกำลังใจ หรือช่วยให้เกิดความมั่นใจในการทำความดี คือเป็นส่วนเสริมความเพียรของตน ไม่ใช่มาทดแทนหรือยุติการพึ่งตนเอง หลักการที่ต้องรักษาไว้ก็คือ การพึ่งตนเอง การไม่ประมาท และการฝึกฝนพัฒนาตนอย่างต่อเนื่อง
จะด้วยวิธีการใดก็แล้วแต่ ควรถือว่านี้เป็นขั้นต้นเท่านั้น ขั้นต่อไปก็คือการแนะนำให้เขาเข้าหาจุดหมายที่สูงกว่านั้น นั่นก็คือความสุขทางใจและความรู้ความเข้าใจในชีวิตอย่างถูกต้อง กล่าวอีกนัยหนึ่ง ให้ก้าวสู่ธรรมเบื้องสูงเพื่อการดับทุกข์ที่แท้จริง
ข. มีความหลากหลาย
ความหลากหลายเป็นทั้งความจริงและความนิยมของผู้คนในยุคปัจจุบัน พุทธศาสนาจะเป็นประโยชน์ต่อคนหมู่มากได้ ก็ต่อเมื่อให้ความสำคัญแก่ความหลากหลายมากขึ้น เพื่อสนองความต้องการของกลุ่มคนที่หลากหลายแตกต่างกัน และเพื่อสนองความต้องการที่หลากหลายในตัวคนเดียวกัน
ความหลากหลายของพุทธศาสนาควรครอบคลุมหลายด้าน อาทิความหลากหลายทางวิธีการ นอกจากสนองความต้องการที่หลากหลาย เช่น ด้านกาย (วัตถุ) ด้านสังคม และด้านจิตใจแล้ว แต่ละด้านก็ควรมีวิธีการหรือรูปแบบที่หลากหลาย เช่น ด้านกายหรือด้านวัตถุ ก็มีทั้งที่เป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ธนาคารชุมชนเกษตรผสมผสาน การแพทย์พื้นบ้าน เป็นต้น ในด้านสังคม ก็มีทั้งที่เป็นการจัดเทศกาลงานพิธี การจัดกลุ่มสนทนาหรือเครือข่ายตามความสนใจเฉพาะด้าน ในด้านจิตใจ ก็มีวิธีการฝึกฝนจิตพัฒนาปัญญาที่หลากหลาย (ซึ่งทุกวันนี้ก็มีแบ่งเป็นหลายแนวหลายสำนักอยู่แล้ว)
กลุ่มคนที่ทำงานดังกล่าวก็ควรมีความหลากหลาย นอกจากพระสงฆ์แล้ว ควรมีแม่ชี และคฤหัสถ์ ขณะเดียวกันก็ควรมีนักบวชและคฤหัสถ์ประเภทใหม่ๆ ให้มากขึ้น นอกจากภิกษุณีหรือนักบวชหญิงที่มีสถานะและวินัยใกล้เคียงภิกษุณีแล้วควรมีนักบวชที่มีบทบาทค่อนมาทางฆราวาส และมีฆราวาสที่ถือศีลค่อนมาทางนักบวชทั้ง ๒ กลุ่ม จะช่วยให้การทำกิจในทางโลก (กายและสังคม) และในทางธรรม (จิตและปัญญา) เป็นไปอย่างกลมกลืนกัน ขณะเดียวกันก็สามารถตอบสนองกับกลุ่มคนที่หลากหลายได้ด้วย กล่าวคือนักบวชที่มีบทบาทค่อนมาทางฆราวาสนั้น ในด้านหนึ่งก็ทำงานสงเคราะห์ชุมชนได้คล่องกว่าพระ ขณะเดียวกันก็สามารถสอนธรรมไปด้วยในตัว (ทั้งโดยการพูดและการปฏิบัติเป็นแบบอย่าง) ส่วนฆราวาสที่ถือศีลค่อนมาทางนักบวช (เช่นประพฤติพรหมจรรย์) นั้นสามารถทำงานเผยแผ่ธรรมกับคนบางกลุ่มได้ดีกว่าพระและนักบวช เช่น โสเภณี (เนื่องจากสถานภาพและประสบการณ์ทางโลกเอื้ออำนวย) ในเวลาเดียวกันก็สามารถให้ความช่วยเหลือในทางโลกได้ด้วย
ค. ให้ความหมายใหม่แก่ศัพท์ทางบริโภคนิยม
ในสมัยพุทธกาล พุทธศาสนาดำรงอยู่ท่ามกลางอิทธิพลที่ฝังรากลึกของลัทธิพราหมณ์ เมื่อพระพุทธองค์ทรงประกาศศาสนาทรงนำศัพท์และความเชื่อของพราหมณ์ (ตลอดจนความเชื่อท้องถิ่น) มาให้ความหมายใหม่ให้เข้ากับหลักการของพุทธ เช่น กรรม พราหมณ์ อรหันต์ นิพพาน รวมทั้งการบูชาไฟ ในปัจจุบันบริโภคนิยมได้กลายเป็นอุดมการณ์หลักไปแล้ว แม้พุทธศาสนาจะมาก่อนแต่ก็กลายเป็นความเชื่อที่ลดความสำคัญไปมาก การจะสื่อสารหลักธรรมของพุทธศาสนาไปสู่คนยุคปัจจุบันให้ได้ผลต้องหยิบยืมศัพท์และความเชื่อของบริโภคนิยมและทุนนิยมมาใช้เป็นสื่อ หรือตีความใหม่ให้เข้ากับพุทธศาสนา เช่น กำไร ขาดทุน
ง. ประสานกับระบบตลาด
พุทธศาสนาในอดีตกลายเป็นศาสนาของมหาชนได้ เพราะรับเอาเทพและผีท้องถิ่นมาเป็นส่วนหนึ่งของตนฉันใด พุทธศาสนาจะมีความหมายต่อคนส่วนใหญ่ในยุคบริโภคนิยมได้ก็จำเป็นต้องยอมรับระบบตลาดฉันนั้น ทั้งนี้เพราะว่าในปัจจุบันระบบตลาดเป็นกลไกสำคัญในการทำให้สิ่งต่างๆ กระจายไปถึงคนส่วนใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นเครื่องอุปโภคบริโภค วิชาความรู้ หรือความเชื่อ หากต้องการให้หลักธรรมทางพุทธศาสนาแพร่ไปให้กว้างไกล การพึ่งพาตลาดเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก (โดยเฉพาะในยุคที่รัฐลดบทบาทการเป็นผู้อุปถัมภ์พุทธศาสนา) แต่นั่นก็หมายความว่าพุทธศาสนาอาจจะต้องถูกทำให้เป็น “สินค้า” โดยเฉพาะเมื่อต้องการแข่งขันกับ “สินค้าวัฒนธรรม” อื่นๆ เช่น ดนตรี กีฬา ความบันเทิง (ในอดีตสิ่งเหล่านี้มิใช่คู่แข่งที่น่ากลัวสำหรับพุทธศาสนา ส่วนหนึ่งก็เพราะถูกคุมโดยรัฐและสังคม ทำให้ภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมในสมัยก่อนมีศาสนาเป็นหลัก)
อันที่จริงทุกวันนี้ แม้ไม่ต้องพูดถึงวัดพระธรรมกายเลย การทำให้พุทธศาสนาเป็นสินค้าก็เกิดขึ้นอย่างดาษดื่นอยู่แล้ว เช่น การเอาพุทธวัจนะหรือคำเทศนาของหลวงพ่อชื่อดังทั้งหลายมาแปรรูปเป็นหนังสือ วีดีโอ หรือเทปวางขายตามท้องตลาด การเอาสัญลักษณ์ทางศาสนา เช่น พระพุทธรูปมาวางขาย การทำรายการธรรมะทางโทรทัศน์ ซึ่งแม้ผู้ชมจะไม่ต้องเสียเงิน แต่รายการดังกล่าวก็ต้องทำตัวให้เป็น “สินค้า” ที่น่าสนใจเพื่อดึงดูดเงินสนับสนุนจากบริษัทโฆษณา หรือผู้ผลิตสินค้าต่างๆ
การทำให้ศาสนาเป็นสินค้า ช่วยให้ศาสนาแพร่หลายไปได้กว้างและต่อเนื่อง เพราะทำให้มีรายได้สำหรับผลิต “สินค้า” นั้นๆ ต่อไป ขณะเดียวกันเมื่อเป็นสินค้าแล้ว กลไกตลาดก็สามารถนำไปกระจายให้กว้างไกลทั่วถึงขึ้น เพราะกลไกตลาดปัจจุบันมีศักยภาพที่จะเข้าถึงผู้คนอย่างกว้างขวาง
อย่างไรก็ตาม การที่ศาสนาต้องพึ่งพาระบบตลาดจนกลายเป็นสินค้าไปนั้น มีข้อเสียหลายประการคือหลักธรรมคำสอนถูกทำให้ง่ายหรือเน้นด้านเดียว เพราะเมื่อจะต้องแข่งกับสินค้าวัฒนธรรมอื่นๆ เช่น ความบันเทิง หรือแข่งกับสินค้าประเภทเดียวกัน ก็มีแนวโน้มที่จะทำตัวให้เป็นสินค้าที่ “ขายได้” หรือ “น่าซื้อ” เพื่อดึงดูดความสนใจจากคนได้มากขึ้น นอกจากนั้นการดัดแปลงคำสอนให้เข้ากับรสนิยมของ “ผู้ซื้อ” มีโอกาสทำให้คำสอนนั้นคลาดเคลื่อนจากหลักธรรมได้ง่ายขึ้น (เช่นสอนว่า ทำบุญแล้วรอดตาย หายป่วย ร่ำรวย มีชื่อเสียง) ยิ่งพยายามให้ความสำคัญกับรูปแบบ เช่น มีสีสรรหรือความบันเทิงสนุกสนาน ก็อาจส่งผลให้เนื้อหาสาระถูกกลบหายไป ที่ร้ายก็คือเมื่อมีผลตอบแทนเป็นตัวเงิน การเผยแผ่ศาสนาก็เลยกลายเป็นการแสวงหากำไรให้แก่องค์กร หรือสนองประโยชน์ส่วนตนไป
การเอาระบบตลาดมาเป็นส่วนหนึ่งของพุทธศาสนาจึงง่ายที่จะทำให้พุทธศาสนาถูกกลืนเป็นส่วนหนึ่งของระบบตลาด หรือทุนนิยมบริโภคไป สิ่งสำคัญที่ต้องมีคือการพึ่งพาตลาดอย่างรู้เท่าทันไม่ปล่อยให้ผลกำไรหรือ ปริมาณ “ลูกค้า” มาเป็นหลัก จนทำให้ศาสนา (คำสอน สัญลักษณ์ทางศาสนา ประเพณี พิธีกรรม) แปรสภาพเป็นสินค้าเต็มรูปแบบที่สนองประโยชน์ทางวัตถุอย่างเดียว การพึ่งพาตลาดจะเป็นคุณต่อศาสนาต่อเมื่อถือว่าหนังสือ วีดีโอ พระพุทธรูป พระเครื่อง งานบุญพิธีกรรมต่างๆ เป็นสื่อนำคนเข้าหาธรรม ดังนั้นความสำเร็จจึงวัดจากประโยชน์ที่จะเกิดจากธรรมผ่านสื่อเหล่านั้น มิใช่ดูที่ยอดกำไรหรือปริมาณผู้ซื้อ ขณะเดียวกันจะต้องเปิดโอกาสให้สังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการควบคุมกำกับมิให้พุทธศาสนาถูกแปรเป็นสินค้าเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะในกรณีที่วัดหรือพระสงฆ์เป็นผู้นำระบบตลาดมาใช้ในกิจการทางศาสนา
อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะพยายามเพียงใดการเผยแผ่พุทธศาสนาโดยพึ่งพาตลาดหรือระบบทุนนิยมอย่างเดียว เป็นอันตรายต่อพุทธศาสนาเอง เพราะยากที่จะป้องกันมิให้พุทธศาสนากลายเป็นสินค้าเต็มรูปแบบได้โดยเฉพาะในยุค “ตลาดเสรี” ซึ่งให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนในการทำเช่นนั้นได้ ถ้าไม่ถึงกับเป็นการลบหลู่ศาสนา สิ่งที่ต้องตระหนักก็คือว่า ถึงอย่างไรพุทธศาสนาในยุคนี้ก็ไม่ได้เผยแผ่โดยอาศัยระบบตลาดล้วนๆ หรือทำตัวเองให้เป็นสินค้าเท่านั้น ยังมีอีกช่องทางหนึ่งก็คือ “ทาน” หรือธรรมทาน เช่น การทำหนังสือแจกในวันสำคัญ หรือการบริจาคเงินทำรายการธรรมะทางโทรทัศน์ ประเพณีธรรมทานนี้มีมาช้านาน และควรที่จะส่งเสริมกันให้มากขึ้น อย่างน้อยก็เพื่อป้องกันมิให้ตลาดเป็นผู้ผูกขาดการเผยแผ่ธรรมในยุคบริโภคนิยม ธรรมทานนี้อิงอาศัยความเชื่อเรื่องบุญเป็นฐาน ทำให้มีการบริจาคเงินเพื่อเผยแผ่ธรรมมาโดยตลอด
“ระบบบุญนิยม” นี้เองที่สามารถช่วยถ่วงดุลระบบทุนนิยมมิให้แปรศาสนาเป็นสินค้าไปเสียหมด ดังนั้นจึงควรที่จะพัฒนาให้เป็นระบบหรือวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง เช่นมีการจัดตั้งองค์กรเพื่อรณรงค์หาทุนเผยแผ่ธรรม ตามสื่อต่างๆ รวมทั้งวิทยุ โทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต ไม่ว่าในรูปสารคดี การเสวนา ละคร หรือแม้แต่สปอต “โฆษณา”
จ. การนำธรรมะมากำกับทุนและการบริโภค
เงินตราและการบริโภคมีอิทธิพลต่อความเชื่อของคนสมัยนี้ ไม่ต่างจากที่คนสมัยก่อนนับถือไสยศาสตร์ ท่าทีของพุทธศาสนาในอดีตคือรับไสยศาสตร์เข้ามาโดยมีศีลธรรมกำกับฉันใด ปัจจุบันพุทธศาสนาก็จำเป็นต้องรับเอาธรรมะมากำกับเงินตราและการบริโภคฉันนั้น
แม้ว่าพุทธศาสนาจะมีหลักธรรมว่าด้วยทรัพย์และการบริโภคอยู่หลายหมวด แต่จุดอ่อน (ซึ่งเป็นจุดแข็งในเวลาเดียวกัน) ประการหนึ่งก็คือ หลักธรรมเหล่านั้นมักจะเป็นหลักการเกี่ยวกับท่าทีหรือทัศนคติ หาไม่ก็เป็นแนวปฏิบัติอย่างกว้างๆ (เช่น ความสันโดษ การรู้จักประมาณ) จุดอ่อนคือไม่มีรายละเอียดที่เฉพาะเจาะจงสำหรับคนปัจจุบัน ทำให้ขาดน้ำหนักหรือถูกมองข้ามไปได้ง่าย จุดแข็งก็คือ เปิดช่องให้คิดค้นรายละเอียดสำหรับนำมาปฏิบัติอย่างสอดคล้องกับแต่ละยุคสมัย ดังนั้น มาถึงยุคนี้จำเป็นที่จะต้องนำหลักธรรมดังกล่าวมาแตกเป็นรายละเอียด หรือถอดเป็นรูปธรรมเพื่อเป็นข้อปฏิบัติที่ชัดเจนสำหรับคนส่วนใหญ่
ในเรื่องการหาทรัพย์ ท่าทีหลักของพุทธศาสนาก็คือ ต้องไม่เบียดเบียนผู้อื่น ดังได้ระบุการค้าที่เป็นมิจฉา (มิจฉาวณิชชา) ๕ ประการ แต่ในส่วนที่เป็นมิจฉาอาชีวะนั้นกล่าวไว้อย่างกว้างๆ (เช่น โกง ล่อลวงตลบแตลง ทำอุบายโกง เอาลาภต่อลาภ) มาถึงปัจจุบันควรมีการระบุให้ชัดเจนว่ามิจฉาอาชีวะนี้รวมถึงการค้ากำไรเกินควร และการลงทุนในกิจการที่สัมพันธ์กับมิจฉาวณิชชา เช่น ค้าอาวุธ ค้ายาพิษ ค้าสัตว์ด้วย
สำหรับการใช้ทรัพย์นั้น ท่าทีหลักของพุทธศาสนาคือต้องไม่เบียดเบียนตน กับควรเกื้อกูลผู้อื่นด้วยการไม่เบียดเบียนตน นี้หมายถึงการใช้ทรัพย์เลี้ยงตนให้สุขสบาย แต่มิใช่เพื่อโก้เก๋ หรูหรา ไม่รู้จักประมาณซึ่งเป็นการเบียดเบียนตนในอีกรูปหนึ่ง คือสร้างอกุศลธรรมแก่ตน นี้ก็เช่นกัน มาถึงยุคปัจจุบันจำต้องมีการแปรหลักการดังกล่าวเป็นรูปธรรม เพื่อปฏิบัติกับชีวิตอย่างได้ผล โดยเฉพาะข้อปฏิบัติเกี่ยวกับการจับจ่ายเงิน (หรือช็อปปิ้ง) ซึ่งกำลังเป็นสิ่งเสพติดไปอีกประเภทหนึ่งแล้ว ยิ่งมีเครดิตการ์ดก็ยิ่งจับจ่ายกันง่ายและคล่องจนหลายคนพบว่าแทบจะควบคุมตนเองไม่ได้ ดังนั้น จึงควรมีการเสนอข้อปฏิบัติหรือวินัยส่วนตัว เช่น ไม่พกเครดิตการ์ด ไม่หยิบยืมเงินใครเพื่อการจับจ่ายสิ่งนอกเหนือปัจจัย ๔ กำหนดเงื่อนไขกับตนเองเวลาเข้าห้าง เช่น เข้าต่อเมื่อมีรายการซื้อของแล้ว หรือไม่เข้าห้างในวันหยุด หรือจำกัดและจัดสรรงบประมาณว่า จะซื้ออะไรได้เท่าไร เข้าห้างได้สัปดาห์ละกี่วัน ข้อปฏิบัติดังกล่าวควรเป็นวินัยเฉพาะตัว กล่าวคือแต่ละคนเลือกนำไปปฏิบัติตามความเหมาะสมของตน เป็นส่วนที่เสริมจากศีล ๕ ซึ่งเป็นศีลพื้นฐานหรือขั้นต่ำ
ข้อปฏิบัติดังกล่าวควรรวมไปถึงการใช้ทรัพย์หรือบริโภคในลักษณะอื่นๆ ด้วย เช่น การใช้ข้าวของเครื่องใช้พลังงาน และทรัพยากรอย่างประหยัด ซ่อมแซมเมื่อเสีย เอาของเก่ามาปรับแก้ใหม่ หรือใช้ซ้ำ ข้อปฏิบัติดังกล่าวนอกจากจะเป็นประโยชน์แก่ตนเองแล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น เช่น ไม่ก่อปัญหาสิ่งแวดล้อม หรือสร้างภาระแก่สังคม
การกำหนดรายละเอียดเป็นรูปธรรมเหล่านี้มีความสำคัญตรงที่ช่วยให้การการนำธรรมะไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันมีความชัดเจนขึ้น การฝึกฝนพัฒนาตนเป็นไปอย่างจริงจังมากขึ้น และช่วยให้พึ่งพาวัตถุหรือบริโภคนิยมน้อยลง มีอิสรภาพมากขึ้น
ข้อปฏิบัติเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องให้คณะสงฆ์ออกเป็นข้อกำหนด แต่พระสงฆ์ในฐานะที่เป็นผู้เผยแผ่พุทธศาสนาควรชี้แนะเป็นแนวทางแก่ญาติโยม หาไม่ก็ควรเป็นความริเริ่มจากกลุ่มชาวพุทธที่เห็นถึงความสำคัญดังกล่าว เพื่อเสนอเป็นทางเลือกให้แก่ผู้คน
อย่างไรก็ตาม ที่กล่าวข้างต้นเป็นเพียงธรรมในระดับศีล (หรือพฤติกรรม) ธรรมที่เป็นการฝึกจิตและปัญญาโดยตรง ก็เป็นประโยชน์ในการกำกับทุนและการบริโภคเช่นกัน ธรรมที่เนื่องด้วยจิตได้แก่ ความสันโดษ หรือความยินดีในสิ่งที่ตนหาได้โดยชอบธรรม และการพอใจในความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย การมีสติในการบริโภคและใช้จ่ายทรัพย์ ความรู้จักอดกลั้นหรืออดใจรอ การทำสมาธิภาวนาเพื่อเข้าถึงความสุขอันประณีต ซึ่งช่วยให้พึ่งพาความสุขจากวัตถุ (กามสุข) น้อยลง ส่วนธรรมฝ่ายปัญญา ได้แก่การรู้จักแยกแยะระหว่างคุณค่าแท้กับคุณค่าเทียม การพิจารณาคุณและโทษของสินค้า ตลอดจนข้อดีข้อเสียจากการซื้อของแต่ละชิ้นๆ การไตร่ตรองแน่ชัดในความต้องการของตน และตระหนักว่าสิ่งที่จะซื้อนั้นเป็นสิ่งที่ตนต้องการจริงๆ รวมทั้งการพิจารณาเห็นถึงคุณและโทษของกามสุขซึ่งจะช่วยให้เห็นถึงความจำเป็นในการเป็นอิสระจากสุขทางกาม
การประสานพุทธศาสนาเข้ากับบริโภคนิยม หรือการเอาบริโภคนิยมมาเป็นส่วนหนึ่งของพุทธศาสนานั้น เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องให้ความใส่ใจ แม้หลักการจะมีอยู่ว่าประสานโดยที่ยังรักษาหลักการของพุทธศาสนาไว้ได้ แต่ประสานแค่ไหนจึงจะรักษาหลักไว้ได้ เป็นคำถามใหญ่ที่หาคำตอบไม่ได้ง่ายๆ ที่แน่ๆ ก็คือ ตราบใดที่พุทธศาสนาปฏิเสธบริโภคนิยมอย่างสิ้นเชิง หรือไม่สามารถประสานให้เข้ากับพุทธศาสนาได้
พุทธศาสนาจะไม่สามารถมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของคนกลุ่มใหญ่ได้เลย ซึ่งนั่นอาจหมายความถึง อนาคตที่ตีบตันของพุทธศาสนา ในเมืองไทยก็ได้
________________________________________
เชิงอรรถ
๑ พัฒนาการดังกล่าวแลเห็นได้จากโฆษณาสินค้า ในยุคแรกจะเน้นคุณสมบัติหรือประโยชน์ใช้สอยของผลิตภัณฑ์ แต่มาปัจจุบันจะให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์หรือบุคคลิกของพรีเซนเตอร์ โดยบางครั้งไม่พูดถึงคุณสมบัติของตัวสินค้าเลย ทั้งนี้สิ่งที่ผู้ผลิตนำมาเสนอขายจริง ๆ มิใช่ผลิตภัณฑ์ หากเป็นภาพลักษณ์ที่ผูกติดกับผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ต่างหาก ดังบริษัทโค้กเคยประกาศว่า โค้กไม่ได้ขายผลิตภัณฑ์ แต่ขายภาพลักษณ์ ในทำนองเดียวกันแมคโดนัลด์ก็ไม่ได้ขายสารอาหาร และไนกี้ก็เคยประกาศว่า ตนไม่ใช่บริษัทผลิตรองเท้าแต่เป็นบริษัทกีฬา
๒ ทัศนะของเดวิด ลอยในที่นี้ สรุปจากบทความของเขา ๒ ชิ้นคือ “Buddhism and Money” ใน Radical Conservatism และ “The Spiritual Roots of Modernity” ใน Socially Engaged Buddhism for the New Millenniu
มหาวิทยามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ห้องเรียนสุราษฎร์ธานี วัดพัฒนาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
“พุทธศาสนากับบริโภคนิยม”
อันเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยเรื่อง อนาคตของพุทธศาสนาในประเทศไทย
ของ พระไพศาล วิสาโล
เหตุผลที่มนุษย์ต้องการศาสนา
ความรู้สึกพร่อง : รากเหง้าแห่งความทุกข์
แรงดึงดูดและข้อจำกัดของบริโภคนิยม
ทางเลือกจากบริโภคนิยม
ก. สนองความต้องการทางวัตถุ
ข. มีความหลากหลาย
ค. ให้ความหมายใหม่แก่ศัพท์ทางบริโภคนิยม
ง. ประสานกับระบบตลาด
จ. การนำธรรมมากำกับทุนและการบริโภค
ในยุคนี้ยากจะมีอุดมการณ์ใดที่ทรงพลังเท่าบริโภคนิยม ในรัสเซียและยุโรปตะวันออก ระบอบคอมมิวนิสต์นอกจากสกัดกั้นมันไม่ได้แล้ว ยังต้องพังทลายเพื่อเปิดทางให้มันได้แพร่หลายอย่างเสรี ในจีนและเวียดนาม ความอยู่รอดของระบอบคอมมิวนิสต์ขึ้นอยู่ว่า ยอมลัทธิบริโภคนิยมแค่ไหน ส่วนลัทธิชาตินิยมถึงจะยังบงการจิตใจของผู้คนได้มาก แต่ก็ไม่สามารถควบคุมแบบแผนการใช้ชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะการบริโภคได้อีกต่อไป (จะให้เป็นไทยอย่างไรก็ไม่ว่า แต่อย่าห้ามซื้อของนอก) อธิปไตยของชาตินับวันจะคลายความศักดิ์สิทธิ์ลง เมื่อเผชิญกับการรุกรานของบริโภคนิยม ซึ่งพร้อมจะหลั่งไหลทะลุทะลวงเข้ามา โดยไม่คำนึงถึงเขตแดนประเทศ ความสำนึกร่วมกันของคนในชาติก็กำลังจะอ่อนลง เพราะคนชั้นเดียวกันที่มีรสนิยมเดียวกันในชาติต่างๆ (โดยเฉพาะคนชั้นกลาง) ต่างรู้สึกผูกพันใกล้ชิดกันมากกว่าที่จะผูกพันกับคนชาติเดียวกันที่รสนิยมต่างกันแม้แต่ประชาธิปไตยซึ่งมีทีท่าว่าจะได้รับความนิยมสูง แต่ถ้าจำกัดโอกาสหรือศักยภาพในการบริโภคของผู้คนก็ย่อมเติบโตได้ยาก ในทางตรงกันข้าม เผด็จการยังสามารถครองอำนาจอยู่ได้หากประชาชนยังมีทางเลือกในการบริโภคอย่างกว้างขวาง
ความสำเร็จของบริโภคนิยมนั้นไม่ได้อยู่ตรงที่มันมีกลไกทางเศรษฐกิจการเมืองที่เข้มแข็งเป็นเครื่องมือ อาทิ ธนาคารโลก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ และบรรษัทข้ามชาติ (รวมทั้งรัฐบาลและนักการเมืองที่อยู่ในอำนาจของบรรษัทเหล่านี้) เท่านั้น สาเหตุสำคัญยังอยู่ที่มันสามารถตอบสนองความต้องการของผู้คนได้ในหลายระดับ จึงทำให้มันมีเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างมาก ยิ่งกว่านั้นมันยังมีการปรับตัวและพัฒนาการที่รวดเร็ว ทำให้สามารถท้าทายอุดมการณ์ต่างๆ ที่มีอยู่ก่อนได้ ข้อนี้รวมทั้งศาสนาด้วย
กล่าวได้ว่าในยุคนี้คู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดของพุทธศาสนาคือบริโภคนิยมนั่นเอง หาใช่วิทยาศาสตร์ ชาตินิยม คอมมิวนิสต์ ประชาธิปไตย ไสยศาสตร์ หรือศาสนาอื่นไม่ สำหรับพุทธศาสนาแล้วอันตรายของบริโภคนิยมไม่ได้อยู่ที่ความสามารถในการกัดกร่อนบ่อนเซาะความเชื่อ และสถาบันทางศาสนา ให้เสื่อมโทรมเพื่อผลประโยชน์ของมัน ดุจดังกาฝากหรือไวรัสที่ทำลายสิ่งซึ่งมันพึ่งพิงเท่านั้น หากยังเป็นเพราะมันได้กลายมาเป็นอีกศาสนาหนึ่งที่สามารถดึงดูดศรัทธาของผู้คนได้อย่างล้นหลาม กระทั่งสามารถแทนที่ศาสนาดั้งเดิม และปล่อยให้ศาสนาดั้งเดิมถูกทิ้งจนลีบเล็กลงและไร้บทบาทในสังคม หาไม่ก็กลายเป็นเครื่องมือรับใช้บริโภคนิยมไป
บริโภคนิยมและศาสนามาเป็นคู่แข่งในระดับเดียวกันได้อย่างไร ? จริงอยู่บริโภคนิยมนั้นเริ่มต้นที่เรื่องวัตถุ ขณะที่ศาสนานั้นเริ่มต้นที่เรื่องจิตใจ แต่เมื่อพัฒนาไป บริโภคนิยมก็ขยายล้ำไปยังเรื่องจิตใจ ส่วนศาสนาก็ขยายไปยังเรื่องวัตถุ เมื่อมาถึงจุดหนึ่งบริโภคนิยมและศาสนาจะครอบคลุมไม่เฉพาะเรื่องวัตถุกับจิตใจเท่านั้นหากรวมถึงเรื่องสังคมด้วย การเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องเดียวกันทำให้บริโภคนิยมและศาสนากลายมาเป็นคู่แข่งกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
บริโภคนิยมเริ่มต้นด้วยการให้ความสุขสบายทางกาย หรือปรนเปรออายตนะทั้ง ๕ แต่ถึงที่สุดแล้วมันมุ่งความต้องการที่ลึกลงไปกว่านั้นนั่นคือการได้มี ได้แสดงหรือยืนยัน “ตัวตน” ใหม่ที่พึงปรารถนา๑ ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ได้กินแม็คโดนัลด์เพราะรสอร่อยของมัน ไม่ได้ใส่รองเท้าไนกี้เพราะนุ่มเท้า หากเพราะต้องการเป็น “คนรุ่นใหม่” หรือเพราะอยากเป็น “ผู้ชนะ” หญิงสาวขวนขวายหากระเป๋าหลุยส์วิตตองมาสะพายก็เพื่อจะได้เป็นคนทันสมัย มีรสนิยม หรืออย่างน้อยก็ทัดหน้าเทียมตาคนอื่น ความภูมิฐานก็เป็นเหตุผลสำคัญให้คนอยากมีเบนซ์ หาใช่เพราะขับนุ่มหรือปลอดภัยไม่ เหตุผลรองลงไปก็คือเพื่อแข่งกันบริโภคและอวดมั่งอวดมี เหตุผลเหล่านี้ล้วนมุ่งไปที่ความสุขทางใจทั้งสิ้น หาใช่ความสุขทางกายไม่ และความสุขทางใจดังกล่าวก็อิงอยู่กับสำนึกหรือความรู้สึกว่า ตนได้เป็นอะไรบางอย่างที่ดีขึ้น เป้าหมายเพื่อการมีตัวตนที่ดีกว่าเดิม ทำให้บริโภคนิยมไม่ต่างจากศาสนา โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากนิยามของ สเตฟานี กาซาว่า บริโภคนิยมเป็น “หนทางในการบรรลุการพัฒนาตน การประจักษ์แจ้งแห่งตน และการยังตนให้ไพบูลย์”
ใช่แต่เท่านั้น อานิสงส์สำคัญอีกประการหนึ่งของบริโภคนิยม ก็คือความสัมพันธ์ทางสังคม การเสพหรือใช้สินค้ายี่ห้อเดียวกันทำให้เกิดความรู้สึกเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน คนเป็นอันมากแสวงหาสินค้าแบรนด์เนมมาครอบครอง เพื่อจะได้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม และนับวันการจับจ่ายตามศูนย์การค้าเป็นโอกาสที่จะได้พบเพื่อนหรือรู้จักมิตรใหม่ ขณะที่ร้านประเภทเชนสโตร์ ไม่ว่าร้านอาหารหรือร้านสรรพสินค้ากลายเป็นแหล่งสังสรรค์นัดพบกันเป็นปกติธรรมดาไปแล้ว ยังรายการคอนเสิร์ตก็หลอมรวมจิตใจของผู้คนได้ราวกับร่วมพิธีกรรมทางศาสนา
มิติทางกาย (วัตถุ) จิตใจ และสังคม ก็เป็นสิ่งที่ศาสนาเคยให้แก่ผู้คนมาแล้ว วัดในอดีตไม่ได้สอนเรื่องจิตใจอย่างเดียวหากยังอำนวยประโยชน์ทางวัตถุหรือทางกายแก่ผู้คน เช่น เป็นแหล่งสมบัติกลางที่คนในชุมชนสามารถมาหยิบยืมมาใช้ได้ นอกจากพระจะเป็นหมอหรือครูวิชาทางโลกแล้ว บางครั้งพระก็เป็นผู้นำในการพัฒนาชุมชน เช่น สร้างถนนหนทาง ขุดบ่อน้ำ อีกทั้งยังเป็นแหล่งสงเคราะห์ปัจจัย ๔ แก่ชาวบ้านที่ยากจน ใครที่อยากมั่งมีศรีสุข ก็นิยมมาทำบุญที่วัด ในด้านสังคมนั้นวัดเป็นสถานที่พบปะ ประชุม หรือสังสรรค์ร่วมกัน แม้แต่หนุ่มสาวก็ได้มาพบกันที่วัดเวลามีเทศกาลต่างๆ วัดไม่เพียงเป็นศูนย์รวมจิตใจของผู้คนเท่านั้น พิธีกรรมต่างๆ ยังสามารถหลอมรวมจิตใจของผู้คนเป็นหนึ่งเดียวกันได้
แม้บริโภคนิยมและศาสนาจะสนองประโยชน์ทั้ง ๓ ด้านเหมือนกัน แต่ความแตกต่างก็คือในรอบ ๑๐๐ ปีที่ผ่านมาบทบาททางด้านวัตถุและสังคมของศาสนาได้ลดน้อยถอยลงเป็นลำดับ เพราะถูกสถาบันอื่นๆ แย่งชิงหรือรับเอาไปทำแทน ไม่ว่าเรื่องการศึกษา การแพทย์ การพัฒนา ในสมัยหนึ่งรัฐเหมาเอาบทบาทเหล่านี้มาทำเอง แต่ปัจจุบันระบบตลาดเสรีทำให้บทบาทเหล่านี้มาอยู่ในอาณัติของบริโภคนิยมมากขึ้น
ศาสนาดั้งเดิมส่วนใหญ่เหลือเพียงแต่บทบาททางด้านจิตใจเป็นหลัก และมีแนวโน้มที่จะเน้นไปทางวัตถุมากขึ้น (เช่นการแข่งกันสร้างถาวรวัตถุ และตอบสนองความต้องการทางโลก) จนกลายเป็นวัตถุนิยมในรูปลักษณ์ใหม่ ขณะที่บริโภคนิยมพัฒนาในทิศทางตรงกันข้าม กล่าวคือก้าวจากเรื่องวัตถุมายังเรื่องจิตใจมากขึ้น จนกลายเป็นศาสนาใหม่ การที่บริโภคนิยมมีแนวโน้มจะฝังรากลึกขึ้นและมีอิทธิพลกับผู้คนมากขึ้นจะหมายความว่าศาสนาดั้งเดิมกำลังถูกบริโภคนิยมเข้ามาแทนที่อย่างสิ้นเชิงหรือไม่ จะตอบคำถามนี้ได้ต้องมาดูว่าความหมายหรือคุณค่าที่แท้จริงของศาสนานั้นคืออะไร
เหตุผลที่มนุษย์ต้องการศาสนา
ไม่มีสังคมใดเท่าที่รู้ที่ไม่มีศาสนา” คำกล่าวของ เดิคไฮม์ นักสังคมวิทยาศาสนาผู้ลือนามข้างต้น บอกอะไรไม่น้อยเกี่ยวกับมนุษย์มากพอๆ กับศาสนา อาจกล่าวได้ว่ามนุษย์คือ “สัตว์ที่มีศาสนา” ก็ได้ ไม่ว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะก้าวหน้าเพียงใดมนุษย์ก็ยังต้องการศาสนาอยู่นั่นเอง
ทำไมมนุษย์ยังต้องการศาสนา ? คำตอบเบื้องต้นก็คือ เพราะมนุษย์ต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวในจิตใจเพื่อปกป้องคุ้มครองตนและเพื่อให้ดำเนินชีวิตได้อย่างผาสุก ความที่สิ่งยึดเหนี่ยวดังกล่าว (ถูกคาดหมายให้) ทำหน้าที่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตจึงถูกยกให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สมัยที่ธรรมชาติยังเป็นสิ่งลี้ลับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวมีหน้าที่ปกป้องอันตรายจากธรรมชาติโดยตรง แต่เมื่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีบรรเทาภยันตรายจากธรรมชาติไป ก็ใช่ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะหมดความสำคัญ ทั้งนี้เพราะสิ่งคุกคามความผาสุก หรือชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนยังมีอยู่ โดยที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไม่สามารถให้หลักประกันแก่ชีวิตได้อย่างถึงที่สุด พระเจ้าหรือเทพทั้งหลายจึงยังเป็นที่พึ่งพาของผู้คน
มาถึงศตวรรษนี้ ชาติและพรรคคอมมิวนิสต์ได้เข้ามาเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวอย่างใหม่ เพราะผู้คนพากันฝากศรัทธาและความหวังไว้กับชาติและพรรค ด้วยเชื่อว่าสิ่งดังกล่าวสามารถยังชีวิตให้ผาสุกและบรรลุความสำเร็จทุกอย่างที่ต้องการในชีวิตนี้ ดังนั้นในความรู้สึกของผู้คนเป็นอันมาก ธงชาติหรือธงพรรคจึงกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันไม่อาจล่วงละเมิดได้
สิ่งศักดิ์สิทธิ์อันเป็นที่ยึดเหนี่ยวของจิตใจนั้นมีความสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ทำให้ชีวิตมีความหมายหรือให้คำตอบได้ว่าจุดหมายของชีวิตอยู่ที่ไหน ชาติและพรรคคอมมิวนิสต์เป็นที่ยึดเหนี่ยวของผู้คนทั้งโลกได้ ก็เพราะมันสามารถอธิบายจนคนเชื่อว่า ความหมายของชีวิตอยู่ที่การอุทิศตนเพื่อชาติหรือพรรค แต่ทั้งหมดนี้บริโภคนิยมก็สามารถตอบสนองได้เช่นกัน มันช่วยให้ชีวิตมีความสะดวกสบายมากขึ้น ตลาดเสรีที่มาคู่กับบริโภคนิยมให้หลักประกันว่า สามารถหาปัจจัยมาตอบสนองได้ไม่มีวันขาดแคลน อีกทั้งยังมีทางเลือกที่หลากหลาย เพิ่มพูนอิสรภาพในการบริโภคและเลือกแบบแผนชีวิตได้อย่างเต็มที่ ส่วนคำตอบของชีวิตเล่า บริโภคนิยมก็มีให้ กล่าวคือจุดหมายของชีวิตอยู่ที่การพยายามหาสิ่งเสพมาบริโภคให้ได้มากที่สุดเพื่อบรรลุถึงชีวิตที่ไพบูลย์
กระนั้นยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่มนุษย์ปรารถนาจากส่วนลึกของจิตใจ นั่นคือความสงบและความมั่นคงในจิตใจ ความมั่นคงสงบนิ่งในจิตใจนี้เป็นมากกว่าความรู้สึกปลอดภัยหรือปลอดพ้นจากสิ่งคุกคามภายนอก หากเป็นผลจากเป็นความรู้สึกเต็มอิ่ม ปลอดพ้นจากความแส่ส่ายขุ่นมัวอึดอัดหรือความรู้สึกพร่องภายในที่คอยผลักดันให้ดิ้นรนแสวงหาไม่รู้จักจบ
ปัญหาของมนุษย์ส่วนใหญ่ก็คือไม่สามารถมีความสงบนิ่งในจิตใจได้ แม้ชีวิตจะปลอดภัยไร้สิ่งคุกคามบีบคั้นจากภายนอก จะเรียกว่านี้เป็นปัญหาเรื่องตัวตนก็ได้ ในระดับพื้นผิวปัญหาดังกล่าวรบกวนจิตใจก็เพราะความรู้สึกโดดเดี่ยวจึงเกิดความปรารถนาจะเอาตัวตนเข้าไปรวมกับสิ่งที่ใหญ่กว่า ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้า ประเทศชาติ กลุ่มชน คนเป็นอันมากรู้สึกเอิบอิ่มซาบซ่านเมื่อได้อยู่ท่ามกลางฝูงชน ไม่ว่าในพิธีกรรมศาสนา ในรายการคอนเสิร์ต ในกลุ่มประท้วง หรือแม้แต่ในฝูงชนที่เตรียมจะทำศึกสงคราม เป็นไปได้ว่าความรู้สึกดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะตัวตนของแต่ละคนได้เลือนหายไปรวมกับตัวตนที่ใหญ่กว่าทำให้รู้สึกมั่นคงขึ้น ขณะเดียวกันความทุกข์ที่เกาะกุมตัวตนของแต่ละคนก็เลือนหายไปด้วย
แต่ปัญหาเรื่องตัวตนของมนุษย์ลุ่มลึกและซับซ้อนกว่านั้น สิ่งที่รบกวนจิตใจมากกว่าความรู้สึกว่าตัวตนโดดเดี่ยว ก็คือความกลัวว่าตัวตนจะไม่ยั่งยืน สัญชาตญาณส่วนลึกของมนุษย์นั้นต้องการให้ตัวตนยั่งยืนสืบไป แต่จะสืบต่อได้อย่างไรในเมื่อทุกคนต้องตาย ความตายจึงสร้างความทุกข์ให้แก่มนุษย์มาก ปัญหานี้ศาสนาส่วนใหญ่บรรเทาด้วยการมีชาติหน้าหรือสวรรค์ เป็นที่รองรับการสืบต่อของตัวตน ส่วนชาติก็พยายามแก้ปัญหานี้ด้วยการสอนให้ผู้คนสืบต่อตัวตนในรูปของชื่อเสียงวงศ์ตระกูลหรืออนุสาวรีย์ โดยการอุทิศตนเพื่อประเทศชาติอย่างไม่เห็นแก่ชีวิต หรือไม่ก็ให้เอาประเทศชาติเป็นตัวตนแทนจะได้ยั่งยืนไปชั่วลูกชั่วหลานแม้ชีวิตจะหาไม่แล้วก็ตาม แต่สำหรับคนบางกลุ่ม ความต้องการให้ตัวตนมั่นคงยั่งยืนนั้น ได้รับการตอบสนองด้วยการฝากจิตฝากใจไว้กับบริษัทแทน โดยเฉพาะบริษัทที่ยิ่งใหญ่มีชื่อเสียง
กระนั้นก็ดี ในทัศนะของพุทธศาสนายังมีปัญหาตัวตนที่ลึกลงไปกว่านั้นอีกอันเป็นความทุกข์ที่รบกวนจิตใจอย่างมาก นั่นก็คือความรู้สึกไม่มั่นใจว่ามีตัวตนจริงหรือ ความรู้สึกดังกล่าวตามรังควานจิตใจ ก็เพราะความจริงแล้วสิ่งที่เข้าใจว่าเป็นตัวตนนั้นหามีไม่ เพราะธรรมชาติทั้งปวงนั้นเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตนและไม่มีตัวตนที่เป็นแก่นสารอันจะยึดถือไว้ได้ ตัวตนนั้นมีอยู่เพียงแค่ในความคิด หรือมีแค่ภาพตัวตนที่สร้างขึ้นเท่านั้น
สิ่งใดที่ไม่เห็นจริงนั้นย่อมเป็นเชื้อให้ความสงสัยเกิดขึ้นได้ ฉันใดก็ฉันนั้นโดยเหตุที่ตัวตนนั้นไม่มีอยู่จริง มีแค่ในความคิดมิใช่เกิดจากการประจักษ์แจ้งเห็นจริงด้วยปัญญา ดังนั้นจึงย่อมเปิดโอกาสที่จะให้ความลังเลสงสัยเกิดขึ้นเสมอ ยิ่งไปกว่านั้นในชีวิตประจำวันแต่ละคนย่อมเกิดความรู้สึกอยู่ลึกๆ (อย่างน้อยก็ในจิตไร้สำนึก) ได้เสมอว่า ไม่มีอะไรที่จะถือได้ว่าเป็นตัวตนจริงๆ เพราะไม่มีอะไรที่ยั่งยืนคงที่ไปตลอดไม่ว่าจะเป็นร่างกาย จิตใจ หรือประสบการณ์นามธรรม จริงอยู่ตามหลักปฏิจจสมุปบาทตัวตนจะเกิดในความรู้สึกทุกครั้งที่เกิดผัสสะหรือเวทนาโดยไร้สติกำกับ (เช่น เมื่อหูได้ยินก็รู้สึกขึ้นมาทันทีว่า “ฉัน” ได้ยิน เมื่อความรู้สึกเจ็บเกิดขึ้นก็รู้สึกขึ้นว่า “ฉัน” เจ็บ) หรือเมื่อเกิดเวทนาแล้วปรุงเป็นตัณหา อุปาทาน (ความติดยึด) และภพ (ภาวะชีวิต) ก็จะเกิดตัวตนขึ้นเป็นเจ้าของภาวะดังกล่าว แต่ตัวตนนั้นก็จะต้องถูกกระทบกระทั่ง ขัดขวาง เกิดความพร่องตัว และเสื่อมสลายไปในที่สุด (ชรามรณะ) การเกิดและเสื่อมสลายของตัวตนดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้หลายครั้งในวันเดียว แม้บุคคลจะไม่สำนึกรู้ในกระบวนการดังกล่าวอย่างแจ่มชัด แต่ก็จะรู้สึกได้ในส่วนลึก อย่างน้อยก็เกิดความหวาดกลัวในความไม่แน่นอนยั่งยืนของตัวตนที่สร้างขึ้น
ปัญหาเกิดขึ้นตรงที่มนุษย์นั้นปรารถนาที่จะมีตัวตนคงที่ยั่งยืน (ภวตัณหา) แต่เมื่อรู้สึกลึกๆ ว่าไม่มีตัวตนใดๆ จะให้ยึดถือได้ก็เกิดความรู้สึกไม่มั่นคงขึ้นมา ในด้านหนึ่งจึงยิ่งพยายามไขว่คว้าหาสิ่งใดสิ่งหนึ่งมายึดให้แน่นขึ้น และแน่นอนว่าย่อมเป็นสิ่งซึ่งดูยั่งยืนมั่นคง พระเจ้า ประเทศชาติ หรือระบอบคอมมิวนิสต์ในสมัยหนึ่งอาจสนองความรู้สึกนี้ได้ไม่มากก็น้อย ดังกล่าวแล้วข้างต้น
ความรู้สึกพร่อง : รากเหง้าแห่งความทุกข์
อย่างไรก็ตาม ในทัศนะของ เดวิด ลอย๒ ยังมีปฏิกิริยาอีกด้านหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเกิดความรู้สึกหรือสงสัยว่าไม่มีตัวตนอยู่จริง นั่นก็คือการกดความรู้สึกนี้ไว้ให้อยู่ในจิตไร้สำนึกเสีย หรือปฏิเสธความรู้สึกดังกล่าว ตามหลักจิตวิทยาสิ่งใดที่ถูกกดเอาไว้ในจิตไร้สำนึกจะผุดขึ้นมาสู่จิตสำนึกในรูปลักษณ์ใหม่ที่กลายสภาพหรือบิดเบี้ยว ในทำนองเดียวกัน ความรู้สึกหรือสงสัยว่าตัวตนไม่มีอยู่จริงนี้ เมื่อถูกกดเอาไว้ก็จะผุดขึ้นมาเป็นอาการความรู้สึกไม่มั่นคง ง่อนแง่น คับข้อง กระวนกระวาย ซึ่งเดวิด ลอยเรียกว่า “ความรู้สึกพร่อง” (sense of lack) ความรู้สึกดังกล่าวคอยรบกวนจิตใจเสมอ เพราะทำให้รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่ผิดปกติ ที่ขาดหายไป ทำให้จิตไม่สงบสุข คอยแต่จะหาสิ่งที่มาทำให้ชีวิตมั่นคงเต็มอิ่ม ขณะเดียวกันเมื่อไม่ยอมรับว่า ตัวตนไม่มีอยู่จริงจิตก็ยิ่งดิ้นรนหาทางทำให้ตัวตนนั้นจริงขึ้นมาให้ได้ด้วยการไปยึดอะไรบางอย่างมาเป็นตัวตน หรือเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งมารองรับค้ำจุนภาพตัวตน
ในทัศนะของ เดวิด ลอย ความรู้สึกพร่องนี้เองเป็นแรงผลักดันสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้มนุษย์แสวงหาศาสนา และถึงแม้ในปัจจุบันศาสนาจะถูกลดความสำคัญลงแต่ก็ต้องมีสิ่งอื่นมาทำหน้าที่ศาสนาแทน นี้คือคำตอบว่า ทำไมผู้คนในยุคสมัยใหม่จึงยึดถือชาติหรือบริโภคนิยมราวกับเป็นศาสนาหนึ่ง เดวิด ลอย ชี้ว่า คนในปัจจุบันเข้าหาชาติและบริโภคนิยมด้วยเหตุผลเดียวกับที่คนสมัยก่อน (รวมทั้งเวลานี้) เข้าหาศาสนา นั่นคือเพื่อบรรเทาความรู้สึกพร่อง คับข้อง ไม่สมหวังเต็มอิ่มในตัวตน ซึ่งเป็นความรู้สึกไม่มั่นคงพื้นฐานที่สุดของมนุษย์ ผู้คนยึดถือชาติมิใช่แค่เป็นที่ยึดเหนี่ยวปกป้องภัยเท่านั้น หากยังเพราะคิดว่า การเอาตนไปอิงไว้กับชาติอันเป็นสิ่งที่ดูยิ่งใหญ่มั่นคงนั้นจะช่วยให้ตนเกิดความรู้สึกมั่นคงตามไปด้วย หรือให้ความรู้สึกที่ลึกไปกว่านั้นคือรู้สึกว่าตัวตนมีจริงด้วย ส่วนบริโภคนิยมนั้นก็อธิบายว่าความรู้สึกพร่องที่รบกวนจิตใจนั้นเป็นเพราะยังมีไม่พอ ดังนั้นจึงต้องแสวงหามาไว้ในครอบครองให้มากเพื่อชีวิตจะได้เต็มอิ่ม ขณะเดียวกันการยึดติดในวัตถุโภคทรัพย์ ก็เป็นความพยายามที่จะหาฐานรองรับตัวตนที่มีลักษณะเที่ยงแท้มั่นคงเพื่อทำให้ตัวตนเป็นจริงมากขึ้น แม้แต่เงินก็มีนัยลึกซึ้งทางจิตใจเช่นกันเพราะมันเป็นเครื่องหมายของความอมตะ การไปยึดถือเงินเป็นตัวตน ย่อมทำให้เกิดความรู้สึกว่าตนนั้นจริงมากขึ้น
อย่างไรก็ตามถึงที่สุดแล้ว ชาตินิยมและบริโภคนิยมก็ไม่สามารถตอบสนองความต้องการทางจิตวิญญาณได้จริงเพราะไม่สามารถทำให้ผู้คนเกิดความมั่นใจว่าตัวของตนนั้นมีอยู่จริง จึงไม่สามารถบรรเทาความรู้สึกพร่องคับข้องใจได้ เพราะไม่ว่าชาติ หรือทรัพย์สิน เงินทอง ก็ล้วนเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน และไม่สามารถมายึดถือเป็นตัวตนได้ การยึดเอาสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน ว่าเป็นตัวตน หรือยึดถือสิ่งซึ่งไม่อาจยึดถือได้ จึงรังแต่จะทำให้ผิดหวังและเกิดความทุกข์ยิ่งขึ้น ดังนั้นถึงแม้ผู้คนจะยึดถือชาตินิยมและบริโภคนิยมดังศาสนา และแม้ชาตินิยมและบริโภคนิยมจะทำหน้าที่ดังศาสนา สามารถแก้ปัญหาของมนุษย์ได้หลายเรื่อง แต่เมื่อมาถึงปัญหาตัวตนในระดับที่ลึกลงไปแล้วมันไม่สามารถทำหน้าที่ศาสนาได้อย่างแท้จริง ทำได้อย่างมากเพียงระงับความรู้สึกพร่องคับข้องใจไปชั่วคราวเท่านั้น เช่นเวลาเกิดความรู้สึกรักชาติอย่างแรงกล้า หรือรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับคนในชาติเนื่องจากมีภัยคุกคาม ในยามนั้นจะเกิดความอิ่มเอิบเพราะรู้สึกถึงตัวตนใหม่ที่มั่นคงยิ่งใหญ่ จนชีวิตของตนหมดความสำคัญพร้อมจะสละเพื่อรักษาตัวตนใหม่ที่ยิ่งใหญ่นั้นได้ แต่ครั้นภัยคุกคามหมดไปความอิ่มเอิบก็คลายไปตามกัน เกิดความทุกข์กังวลในตัวตนขึ้นใหม่ การดิ้นรนหาทรัพย์และสิ่งเสพก็เช่นกันอาจช่วยกลบความรู้สึกพร่องคับข้องใจได้ในบางขณะ แต่เมื่อได้มาแล้วก็ไม่สม อยากเพราะสิ่งที่ตนเองอยากได้จริงๆ ไม่ใช่สิ่งเหล่านั้นหากต้องการมีตัวตนที่จริงโดยที่สิ่งเหล่านั้นก็ปรวนแปรเกินกว่าที่จะยึดเป็นตัวตนที่ยั่งยืนได้ (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมข้างหน้า) กล่าวอีกนัยหนึ่งคือสิ่งยึดเหนี่ยวทางโลกที่อุดมการณ์สมัยใหม่เสนอให้นั้น ให้ความมั่นคงได้เพียงแค่ระดับเดียวคือระดับกายภาพอันได้แก่การปลอดพ้นจากภัยคุกคามบีบคั้นในทางกาย (เช่นมีสวัสดิภาพและมีความเป็นอยู่ที่สะดวกสบาย) แต่ไม่อาจป้องกันความไม่มั่นคงในทางอารมณ์ (ความกลัวที่จะสูญเสียพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่ปรารถนา) ลงไปถึงความไม่มั่นคงในทางจิตวิญญาณ (ความหวั่นหวาดว่าตัวเองนั้นไม่มีอยู่จริง)
แรงดึงดูดและข้อจำกัดของบริโภคนิยม
แต่ถึงแม้บริโภคนิยมจะขจัดความทุกข์ในระดับจิตวิญญาณไม่ได้จริง ในระดับพื้นผิวมันก็สามารถสนองความต้องการของผู้คนได้มาก นั่นคือการปรนเปรอตัวตน ขยายความตรงนี้ว่า จริงอยู่ในระดับจิตไร้สำนึก ความสงสัยในเรื่องความมั่นคงเที่ยงแท้ของตัวตน หรือตัวฉัน จะยังมีอยู่และคอยก่อกวนจิตใจจนเกิดความรู้สึกพร่องคับข้องใจขึ้นมา แต่ในยามที่ความลังเลสงสัยดังกล่าวไม่ก่อกวน หรือในยามที่เกิดมั่นใจในความมีอยู่ของตัวตนขึ้นมา บริโภคนิยมจะเข้ามาเสริมและสนองตัวตนในระดับนี้อย่างเต็มที่ ลักษณะ ๔ ประการของบริโภคนิยมอันได้แก่ความเพลิดเพลินสนุกสนาน ความหลากหลาย อำนาจ และสถานภาพ เป็นเสน่ห์ดึงดูดใจผู้คนได้มากก็เพราะมันปรนเปรอตัวตนของผู้คนได้อย่างเอนกอนันต์ ทั้งยังบรรลุผลอย่างรวดเร็วเพราะไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆ นอกจากควักกระเป๋าจ่ายเงินเท่านั้น ตรงนี้เองที่ทำให้บริโภคนิยมได้รับความนิยมได้มากกว่าอุดมการณ์ใดๆ ไม่ว่าชาตินิยม คอมมิวนิสต์ หรือแม้แต่ศาสนา
ความเพลิดเพลินสนุกสนานนั้นปรนเปรอตัวตนในระดับพื้นฐาน คือตอบสนองความต้องการทางประสาททั้ง ๕ (กามตัณหา) ความหลากหลายของสิ่งเสพนั้นนอกจากจะให้ความตื่นตาตื่นใจแล้วยังทำให้รู้สึกถึงเสรีภาพ ในแง่ที่สนองความต้องการของตัวตนได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ส่วนอำนาจนั้นเป็นสิ่งที่รู้สึกได้เมื่อได้เป็นเจ้าของวัตถุหรือซื้อบริการ เพราะสามารถบงการวัตถุหรือสั่งผู้ให้บริการได้ เป็นการเสริมความยิ่งใหญ่ให้แก่ตัวตน (มานะ) สำหรับสถานภาพนั้น บุคคลจะรู้สึกว่าเพิ่มพูนขึ้น หรือได้สถานภาพใหม่ เมื่อได้เสพได้ครอบครองภาพลักษณ์บางอย่างที่ผูกติดกับสินค้า เป็นความรู้สึกว่าตัวตนได้ยกระดับขึ้นให้สูงเด่นหรือเป็นไปตามใจปรารถนา (ภวตัณหา) โดยไม่ต้องลงแรงใดๆ (เช่นเป็นผู้ชนะโดยไม่ต้องลงแข่งขัน เพียงแต่ซื้อรองเท้าที่นักกีฬาระดับโลกโฆษณาว่าสวมใส่ เป็นคนทันสมัยโดยไม่ต้องแสดงความสามารถใดๆ นอกจากซื้อสินค้ายี่ห้อดัง หรือเป็นผู้ห่วงใยโลกโดยไม่ต้องปลูกป่าแม้แต่ต้นเดียวเพียงแต่ซื้อสินค้า “สีเขียว” เท่านั้น)
ทางเลือกจากบริโภคนิยม
แม้ว่าบริโภคนิยมจะไม่สามารถแทนที่ศาสนาได้ เพราะไม่สามารถขจัดความทุกข์ในระดับจิตวิญญาณของผู้คนได้ แต่อิทธิพลอันมหาศาลของบริโภคนิยมก็สามารถเบียดขับศาสนาให้หดตัวและถอยร่นมาอยู่ในมุมเล็กๆ ของชีวิตและสังคมได้ หาไม่ก็ครอบกลืนให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของบริโภคนิยมหรือเป็นร่างทรงของมันเท่านั้น ทุกวันนี้บริโภคนิยมได้แพร่ขยายจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต (และจิตใจ) ของผู้คนทั่วทั้งโลกยิ่งกว่าศาสนาใดๆ ไปแล้ว (อย่างน้อยคุณก็สามารถพบโค้กได้แทบทุกแห่งไม่ว่าจะวิบากกันดารแค่ไหน) ยิ่งมีเครือข่ายดาวเทียมเป็นเครื่องมือด้วยแล้ว ศาสนาบริโภคนิยมสามารถประกาศไปทั่วทุกมุมโลกแม้ในพื้นที่ที่มิชชันนารีเข้าไม่ถึง ดังนั้นเมื่อพูดถึงสถานะของพุทธศาสนาไทยในอนาคต ตัวกำหนดสำคัญจึงได้แก่ท่าทีและปฏิสัมพันธ์ของพุทธศาสนากับบริโภคนิยม พูดอีกอย่างคือ อนาคตของพุทธศาสนาไทยขึ้นอยู่กับว่า สามารถควบคุมกำกับบริโภคนิยมได้มากน้อยเพียงใด การควบคุมกำกับหากจะให้มีความหมายจักต้องทำ ๒ ด้าน คือด้านสังคม กับด้านจิตใจ ด้านสังคมคือการสร้างครอบครัว ชุมชนและสังคมให้เข้มแข็ง เพื่อต้านทานการครอบงำของอำนาจทุนซึ่งเป็นตัวเผยแพร่บริโภคนิยม (เช่นการทำให้ครอบครัวและชุมชนมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น เป็นบ่อเกิดแห่งความสุขของผู้คนโดยไม่ต้องพึ่งพิงผูกติดกับความสุขทางวัตถุ หรือถือเอาเงินเป็นพระเจ้า) ส่วนด้านจิตใจคือการเป็นทางเลือกในการทำชีวิตให้เต็มอิ่มไพบูลย์ และตอบสนองความต้องการทางจิตวิญญาณของผู้คนซึ่งจะมีผลให้ผู้คนเบี่ยงเบนเข้าหาบริโภคนิยมน้อยลง เท่ากับลดอิทธิพลของบริโภคนิยมไปโดยปริยาย
บทบาทดังกล่าวจะไม่เพียงช่วยให้พุทธศาสนามีอนาคตเท่านั้น หากยังเป็นคุณแก่ชาวโลกด้วย เพราะบริโภคนิยมนับวันจะทำให้ผู้คนมีความทุกข์ เนื่องจากไม่รู้สึกพึงพอใจกับตนเองเสียที ความไม่รู้จักพอนี้เองนำไปสู่การเบียดเบียนแย่งชิง ทำให้เกิดความร้าวฉานในทุกระดับตั้งแต่ครอบครัวไปจนถึงประเทศ เป็นเหตุให้อาชญากรรมแพร่ระบาด อีกทั้งยังเป็นตัวการทำลายสิ่งแวดล้อมไปทั้งโลก
ในขณะที่บริโภคนิยมให้สัญญาว่าชีวิตจะเต็มอิ่มได้ด้วยการเสพ หรืออย่างน้อยก็ทำให้ลืมความทุกข์หรือความรู้สึกพร่องไปได้ชั่วคราวนั้น พุทธศาสนาเสนอทางออกจากทุกข์ด้วยการจัดการกับรากเหง้าที่แท้จริง อันได้แก่ ความต้องการมีตัวตนที่แท้จริงยั่งยืน ความต้องการดังกล่าวเป็นสาเหตุแท้จริงของความทุกข์ของมนุษย์ ก็เพราะมันฝืนกับความเป็นจริง ความเป็นจริงนั้นก็คือว่าไม่มีตัวตนที่เที่ยงแท้ยั่งยืน ตัวตนนั้นเป็นเพียงภาพที่มนุษย์สร้างขึ้น มีอยู่เฉพาะในความคิดของคน แต่หาได้มีอยู่ในความเป็นจริงไม่ ตราบใดที่เราไม่ยอมรับความจริงนี้ ยืนกรานยึดถือภาพตัวตนว่าจริงแท้ เราก็มีแต่จะทุกข์เพราะความจริงนี้จะคอยบั่นทอนและสั่นคลอนจิตใจของเรา โดยการทำให้เราต้องพรากจากหรือไม่สมหวังกับสิ่งยึดถือเป็นตัวตนอยู่ร่ำไป หาไม่ก็คอยรบกวนจิตใจเราด้วยความรู้สึกสงสัยลางๆ ที่ผุดขึ้นมาเสมอว่าตัวฉันนั้นมีจริงหรือ ยิ่งกดความสงสัยนี้เท่าไรมันยิ่งสร้างความปั่นป่วนแก่จิตใจดังคลื่นใต้น้ำ ทำให้รู้สึกพร่องคับข้องใจเป็นนิจโดยหาสาเหตุไม่พบ
การประจักษ์แจ้งความเป็นจริงว่าตัวตนนั้นไม่มีอยู่จริงจะช่วยให้ความต้องการมีตัวตนที่เที่ยงแท้ยั่งยืนนั้นหมดไป และเลิกผลักดันเร้ารุนให้บุคคลต้องแสวงหาและยึดถือสิ่งใดมาเป็นตัวตนอีก และดังนั้นจึงไม่เสียใจไม่ทุกข์ ไม่กลัวการพลัดพรากหรือการสูญเสียใดๆ ความรู้สึกพร่องคับข้องใจเพราะไม่มั่นใจในความมีอยู่ของตัวตนหรือตัวฉันก็มลายไป เนื่องจากไม่มีความปรารถนาในตัวตนที่เที่ยงแท้ยั่งยืนอีกแล้ว การประจักษ์แจ้งดังกล่าวจะนำความมั่นคงสงบสุขแก่บุคคลอย่างแท้จริง และเมื่อถึงจุดนั้นก็ไม่ต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวใดๆ อีกเลย
จริงอยู่การประจักษ์แจ้งดังกล่าวต้องอาศัยปัญญาที่ลึกลงไปกว่าพุทธิปัญญา (intellect) และต้องมีการบำเพ็ญทางจิต หยั่งลึกภายในอย่างจริงจัง จึงมีคนจำนวนน้อยนิดที่จะทำเช่นนั้นได้ แต่ก็มิได้หมายความว่าพุทธศาสนาจะเป็นทางออกเฉพาะคนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น การแลเห็นถึงความไม่เที่ยงและความไม่ใช่ตัวตนของสรรพสิ่งสามารถทำได้หลายระดับ เริ่มจากระดับพุทธิปัญญาหรือความคิด (ทิฏฐิ) เพื่อเป็นแนวให้จิตได้ระลึกหรือยอมรับความจริงยามเผชิญกับความพลัดพรากสูญเสีย จากนั้นไปสู่ระดับจิตภาวนา พัฒนาสติให้รู้เท่าทันความรู้สึกนึกคิดจนแลเห็นถึงความไม่เที่ยงของมัน และแลเห็นต่อไปว่าไม่สามารถยึดเอามันมาเป็นตัวตน หรือยึดเป็น “ตัวกู ของกู” ได้ กล่าวอีกนัยหนึ่ง เป็นการฝึกจิตให้แลเห็นความคิดความรู้สึกที่เกิดขึ้นโดยไม่ไปสำคัญมั่นหมายว่า เป็นผู้คิดผู้รู้สึก หรือเป็นเจ้าของความคิดความรู้สึกเหล่านั้น แลเห็นว่ามันเป็นเพียงธรรมชาติอย่างหนึ่งซึ่งเกิดและดับไปตามเหตุปัจจัย ไม่ขึ้นอยู่กับความปรารถนาของเรา
นอกไปจากและรองลงไปจากการเสริมสร้างปัญญาให้หยั่งเห็นความจริงแล้ว การฝึกจิตด้วยสมาธิภาวนาให้ละเอียดประณีตจนสามารถสัมผัสความสุขที่สงบลึกซึ้ง ก็สามารถบรรเทาความทุกข์อันเนื่องจากปัญหาตัวตนได้มาก แม้จะไม่ถึงที่สุดแต่ก็ตอบสนองความต้องการทางจิตวิญญาณได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากช่วยลดความรู้สึกพร่องคับข้องใจในระดับจิตไร้สำนึก เพราะทำให้จิตเกิดความมั่นคงสงบนิ่ง ดังได้กล่าวแล้วว่าความรู้สึกพร่องคับข้องใจนี้เป็นผลจากความรู้สึกไม่มั่นคง เพราะสงสัยว่าตัวตนมีจริงหรือมีอะไรรองรับตัวตนอยู่หรือไม่ สมาธิภาวนาที่เน้นการทำจิตให้สงบนั้นแม้จะไม่ให้คำตอบชัดเจน แต่ก็นำความนิ่งมาสู่จิตก่อให้เกิดความมั่นคง ลดความแส่ส่าย กระวนกระวายไปได้มาก ความมั่นคงสงบนิ่งดังกล่าว เปิดโอกาสให้สามารถใช้ปัญญาอย่างเต็มที่จนหยั่งเห็นความจริงเรื่องตัวตนได้ อย่างไรก็ตาม แม้จะยังไม่ไปถึงขั้นนั้น ลำพังความมั่นคงสงบนิ่งจากสมาธิภาวนาก็ช่วยให้จิตรู้สึกเต็มอิ่ม เป็นสุข
กล่าวอีกนัยหนึ่ง พุทธศาสนาเสนอหนทางบรรลุจุดหมายของชีวิต ด้วยการศึกษาพัฒนาตนอย่างรอบด้าน ครอบคลุมทั้งความประพฤติ อารมณ์ และทัศนคติ (หรือศีล สมาธิ ปัญญา) โดยมีปัจจัยทางสังคมเป็นองค์ประกอบหนุน แต่ทางเลือกที่ดีนั้นไม่ได้หมายความว่าจะน่าสนใจเสมอไป การที่พุทธศาสนาจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้คนท่ามกลางกระแสบริโภคนิยมได้จะต้องมีทิศทางที่ชัดเจนรวมทั้งมีการปรับตัวหลายประการ ดังนี้
๑. การนำเสนอหลักธรรมอย่างกระจ่างในฐานะเป็นหนทางบำบัดทุกข์ของมนุษย์ แม้ว่าพุทธศาสนาจะเป็นระบบฝึกฝนตนเพื่อมุ่งไปสู่ชีวิตที่สิ้นทุกข์โดยตรง แต่ในความคิดของคนเป็นอันมาก พุทธศาสนากลายเป็นเรื่องของพิธีกรรมที่มีแต่รูปแบบ หาไม่ก็กระเดียดไปทางไสยศาสตร์ที่อิงอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ส่วนหลักธรรมที่เป็นหนทางบรรเทาและดับทุกข์นั้นถูกกลบหรือเลือนหายไป ดังนั้นการเผยแผ่และให้การศึกษาแก่ประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งนี้หมายความว่าผู้เผยแผ่เองจะต้องมีการศึกษาจนเข้าใจชัดเจนในหลักธรรมดังกล่าว
๒. การเสนอโลกทัศน์ที่ตระหนักถึงมิติทางจิตวิญญาณ (spiritual) ความทุกข์พื้นฐานของคนในยุคบริโภคนิยมสืบเนื่องจากการปฏิเสธมิติทางจิตวิญญาณ อันเป็นผลจากโลกทัศน์แบบวัตถุนิยมที่เห็นธรรมชาติมีเพียงมิติเดียวคือมิติทางวัตถุอันประจักษ์ได้ด้วยประสาททั้ง ๕ เท่านั้น โลกทัศน์ดังกล่าวทำให้ผู้คนปฏิเสธหรือไม่ยอมรับความต้องการทางจิตวิญญาณ อันได้แก่ความต้องการมีตัวตนที่เที่ยงแท้มั่นคง เมื่อไม่ยอมรับว่ามีความต้องการดังกล่าวอยู่ในส่วนลึก จึงไม่สนใจที่จะตอบสนอง หรือตอบสนองไม่ตรงจุด เพราะไปอาศัยวัตถุเป็นทางแก้เนื่องจากเข้าใจว่า ต้นตอของปัญหาอยู่ที่เรื่องวัตถุ
พุทธศาสนานั้นเห็นว่ามนุษย์มีหลายมิติรวมทั้งมิติทางจิตวิญญาณ ซึ่งควรได้รับความเอาใจใส่ไม่น้อยไปกว่ามิติอื่นๆ หลายสิบปีที่ผ่านมามิตินี้ถูกมองข้ามไป การรื้อฟื้นมิติทางจิตวิญญาณให้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของพุทธศาสนา พร้อมกับวิธีการตอบสนองความต้องการทางจิตวิญญาณอันได้แก่สมาธิภาวนา จะช่วยให้พุทธศาสนาเป็นหนทางบำบัดทุกข์อย่างแท้จริง อย่างไรก็ตามควรย้ำว่า มิติทางจิตวิญญาณของพุทธศาสนาที่พึงให้ความสำคัญมากที่สุดก็คือ ความรู้ความเข้าใจที่ช่วยให้แต่ละคนสามารถเห็นสาเหตุและหนทางดับทุกข์ด้วยตนเอง เพื่อให้ลุถึงอิสรภาพในทางจิตและปัญญา อันเป็นจุดหมายสูงสุดของพุทธศาสนา
๓. การเสนอท่าทีต่อชีวิตที่ต่างไปจากบริโภคนิยม พุทธศาสนามีท่าทีต่อชีวิตที่สวนทางกับบริโภคนิยม ทั้งในส่วนที่เป็นจุดมุ่งหมายและวิธีการ กล่าวคือเห็นว่าชีวิตนั้นควรมีจุดหมายเพื่ออิสรภาพทางจิตใจ โดยมีความสุขที่ไม่ขึ้นกับวัตถุ หากเป็นความสุขที่เกิดจากมีปัญญารู้เท่าทันความเป็นจริง แต่บริโภคนิยมกลับเห็นว่า จุดหมายของชีวิตคือการมีโภคทรัพย์ให้ได้มากที่สุด เพราะความสุขนั้นเกิดจากการเสพ เห็นได้ว่าความแตกต่างของทัศนะทั้งสองอยู่ที่เรื่องความสุข บริโภคนิยมเห็นว่าความสุขจากการบริโภค (หรือกามสุข) นั้นเป็นเส้นตรง ยิ่งเสพมากก็ยิ่งสุขมาก ความสุขจากการบริโภคจึงไร้ขีดจำกัด ขณะที่พุทธศาสนาเห็นว่ากามสุขนั้นมีพัฒนาการเป็นเส้นโค้ง กล่าวคือการบริโภคนั้นจะก่อให้เกิดความสุขเรื่อยๆ ตราบใดที่เป็นการบริโภคเพื่อความอยู่รอด หรือเพื่อยังชีวิตให้สะดวกสบาย (มีสิ่งอำนวยความสะดวกนอกเหนือจากปัจจัย ๔) แต่ถ้าเลยไปเป็นการบริโภคขั้นอยู่ดีกินดีหรือหรูหรามั่งคั่งแล้ว ความสุขจะเริ่มลดลง ความทุกข์ความกังวลจะเริ่มเพิ่มขึ้น (เพราะมีทรัพย์สมบัติและกิจการต่างๆ ให้ต้องดูแลและห่วงพะวงมากขึ้น อีกทั้งทางเลือกที่เพิ่มมากขึ้นก็ทำให้ชีวิตยุ่งยากมากขึ้น เพราะการตัดสินใจเลือกทำได้ยากขึ้น) ถึงขั้นนี้แล้วยิ่งบริโภคมากเท่าไรก็ยิ่งทุกข์มากขึ้น ในทางพุทธศาสนาถือว่าความสุขจากการบริโภคมีขีดจำกัดโดยมีขีดสูงสุดอยู่จุดหนึ่ง คือจุดที่อยู่กึ่งกลางระหว่างความสะดวกสบายกับความหรูหรามั่งคั่ง จุดนั้นเรียกว่า “ความพอดี” ถ้าบริโภคเกินจุดพอดีไปก็จะเริ่มสุขน้อยลง ทุกข์มากขึ้น ดังนั้นแต่ละคนควรรู้จักจุดพอดีในการบริโภคของตน ซึ่งไม่คงที่ แปรเปลี่ยนไปตามพัฒนาการทางจิตและปัญญาของตน ยิ่งฝึกฝนพัฒนาตนมากเท่าไร ก็จะบรรลุความสุขได้ง่ายขึ้นโดยบริโภคหรือหรือใช้ทรัพย์น้อยลง
นอกจากนั้นขณะที่บริโภคนิยมเห็นว่า ความสุขนั้นมีอยู่ประเภทเดียว คือความสุขจากการเสพ (ส่วนจะมุ่งสนองประสาททั้ง ๕ หรือภาพตัวตนภายใน เป็นอีกประเด็นหนึ่ง) แต่พุทธศาสนายังเห็นว่าความสุขมีหลายประเภท นอกจากสุขเพราะเสพ (กามสุข) แล้ว ยังมีสุขเพราะใจสงบ และสุขเพราะจิตเป็นอิสระ แต่ละประเภทก็มีหลายระดับ เช่นสุขเพราะจิตเป็นอิสระนั้น ขั้นสูงสุดคือนิพพานซึ่งพระอรหันต์เท่านั้นที่จะเข้าถึงแต่ก็ยังมีขั้นพื้นๆ ที่ปุถุชนก็สามารถเข้าถึงได้ อาทิ เวลาจิตไม่มีอุปาทาน หรือกิเลสยังไม่เกิด
ท่าทีต่อชีวิตและความสุขดังกล่าวของพุทธศาสนา ช่วยให้บุคคลยึดติดหรือขึ้นต่อการบริโภคน้อยลง และช่วยบำบัดทุกข์ สร้างความสุขภายในได้อย่างแท้จริง นี้คือส่วนสำคัญของพุทธศาสนาที่ควรนำเสนอเพื่อเป็นทางเลือกจากบริโภคนิยม พุทธศาสนายากที่จะสัมพันธ์เชื่อมโยงกับชีวิตของคนในยุคปัจจุบัน หากหลักธรรมส่วนนี้ถูกมองข้ามไป
๔. พุทธศาสนาจะมีอิทธิพลต่อชีวิตของผู้คนได้ ก็ต่อเมื่อกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิต และสิ่งแวดล้อมของผู้คน ดังนั้นจึงต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับจิตวิสัย (mentality) และวัฒนธรรมของยุคสมัย ในอดีตพุทธศาสนามีบทบาทต่อสังคมไทยอย่างมหาศาลก็เพราะสามารถผสมผสานหรือกลมกลืนเข้ากับความเชื่อต่างๆ ที่มีอิทธิพลในท้องถิ่นโดยเฉพาะความเชื่อเรื่องผี ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้แล้วว่า ความเชื่อแบบทุนนิยมโดยเฉพาะทุนนิยมบริโภคหรือบริโภคนิยมกลายเป็นความเชื่อหลักของสังคมไทย (และโลก) พุทธศาสนาจึงจำต้องหาทางปรับตัวให้สอดคล้องกับความเชื่อความนิยมดังกล่าว โดยขณะเดียวกันก็ยังรักษาหลักการของตนไว้ได้ การปรับตัวนั้นส่วนหนึ่งก็โดยเอาบางส่วนของความเชื่อความนิยมดังกล่าวมาเป็นส่วนหนึ่งของพุทธศาสนาในระดับท้องถิ่น เหมือนกับที่เคยทำกับความเชื่อเรื่องผีมาแล้ว อาทิเช่น
ก. สนองความต้องการทางวัตถุ
พุทธศาสนาจะมีอิทธิพลต่อผู้คนได้ ก็ต่อเมื่อยอมรับความเป็นจริงของคนส่วนใหญ่เป็นเบื้องแรก นั่นคือยอมรับว่าความต้องการทางวัตถุเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในชีวิตนี้ที่คนปัจจุบันให้ความสำคัญมาก ดังนั้นนอกเหนือจากการแนะนำวิธีการดับทุกข์ทางใจแล้ว การช่วยให้เขาประสบความสำเร็จในทางวัตถุก็เป็นสิ่งพุทธศาสนาควรให้ความสนใจด้วย อันที่จริงมีหลักธรรมมากมายในทางพุทธศาสนาที่เป็นประโยชน์ต่อเรื่องนี้โดยตรง (เช่นทิฏฐธัมมิกัตถะ หรือธรรมเพื่อประโยชน์ปัจจุบัน) แต่ยังมีอีกหลายวิธีที่สามารถทำได้ เช่น การสงเคราะห์ปัจจัย ๔ แก่ผู้ทุกข์ยาก การพัฒนาชุมชน อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สร้างอาชีพ ส่งเสริมสหกรณ์ออมทรัพย์ ฯลฯ บทบาทเหล่านี้มิใช่สิ่งแปลกสำหรับพระสงฆ์ในอดีตหรือปัจจุบัน และในอนาคตก็ยังจะจำเป็นอยู่ แม้จะไม่ใช่หน้าที่หลักของพระในพุทธศาสนาก็ตาม อย่างไรก็ตามต่อไปควรจะให้ฆราวาสเข้ามามีบทบาทในด้านนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
การสนองความต้องการทางวัตถุอีกวิธีหนึ่งที่ปฏิเสธได้ยากก็คือ การอาศัยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยบรรลุความสำเร็จ คนที่เข้าหาพุทธศาสนาเพราะจุดมุ่งหมายดังกล่าวยังจะมีอยู่เรื่อยๆ และอาจจะเพิ่มขึ้นเพราะได้แรงหนุนจากบริโภคนิยมอยู่แล้ว การสนองความต้องการด้วยวิธีดังกล่าวน่าจะยอมรับได้ หากพระไม่ทำตัวเป็นพ่อค้าหรือประกอบไสยพาณิชย์เสียเอง สิ่งสำคัญอยู่ตรงที่ให้ถือว่าวิธีดังกล่าวเป็นเพียงการสร้างกำลังใจ หรือช่วยให้เกิดความมั่นใจในการทำความดี คือเป็นส่วนเสริมความเพียรของตน ไม่ใช่มาทดแทนหรือยุติการพึ่งตนเอง หลักการที่ต้องรักษาไว้ก็คือ การพึ่งตนเอง การไม่ประมาท และการฝึกฝนพัฒนาตนอย่างต่อเนื่อง
จะด้วยวิธีการใดก็แล้วแต่ ควรถือว่านี้เป็นขั้นต้นเท่านั้น ขั้นต่อไปก็คือการแนะนำให้เขาเข้าหาจุดหมายที่สูงกว่านั้น นั่นก็คือความสุขทางใจและความรู้ความเข้าใจในชีวิตอย่างถูกต้อง กล่าวอีกนัยหนึ่ง ให้ก้าวสู่ธรรมเบื้องสูงเพื่อการดับทุกข์ที่แท้จริง
ข. มีความหลากหลาย
ความหลากหลายเป็นทั้งความจริงและความนิยมของผู้คนในยุคปัจจุบัน พุทธศาสนาจะเป็นประโยชน์ต่อคนหมู่มากได้ ก็ต่อเมื่อให้ความสำคัญแก่ความหลากหลายมากขึ้น เพื่อสนองความต้องการของกลุ่มคนที่หลากหลายแตกต่างกัน และเพื่อสนองความต้องการที่หลากหลายในตัวคนเดียวกัน
ความหลากหลายของพุทธศาสนาควรครอบคลุมหลายด้าน อาทิความหลากหลายทางวิธีการ นอกจากสนองความต้องการที่หลากหลาย เช่น ด้านกาย (วัตถุ) ด้านสังคม และด้านจิตใจแล้ว แต่ละด้านก็ควรมีวิธีการหรือรูปแบบที่หลากหลาย เช่น ด้านกายหรือด้านวัตถุ ก็มีทั้งที่เป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ธนาคารชุมชนเกษตรผสมผสาน การแพทย์พื้นบ้าน เป็นต้น ในด้านสังคม ก็มีทั้งที่เป็นการจัดเทศกาลงานพิธี การจัดกลุ่มสนทนาหรือเครือข่ายตามความสนใจเฉพาะด้าน ในด้านจิตใจ ก็มีวิธีการฝึกฝนจิตพัฒนาปัญญาที่หลากหลาย (ซึ่งทุกวันนี้ก็มีแบ่งเป็นหลายแนวหลายสำนักอยู่แล้ว)
กลุ่มคนที่ทำงานดังกล่าวก็ควรมีความหลากหลาย นอกจากพระสงฆ์แล้ว ควรมีแม่ชี และคฤหัสถ์ ขณะเดียวกันก็ควรมีนักบวชและคฤหัสถ์ประเภทใหม่ๆ ให้มากขึ้น นอกจากภิกษุณีหรือนักบวชหญิงที่มีสถานะและวินัยใกล้เคียงภิกษุณีแล้วควรมีนักบวชที่มีบทบาทค่อนมาทางฆราวาส และมีฆราวาสที่ถือศีลค่อนมาทางนักบวชทั้ง ๒ กลุ่ม จะช่วยให้การทำกิจในทางโลก (กายและสังคม) และในทางธรรม (จิตและปัญญา) เป็นไปอย่างกลมกลืนกัน ขณะเดียวกันก็สามารถตอบสนองกับกลุ่มคนที่หลากหลายได้ด้วย กล่าวคือนักบวชที่มีบทบาทค่อนมาทางฆราวาสนั้น ในด้านหนึ่งก็ทำงานสงเคราะห์ชุมชนได้คล่องกว่าพระ ขณะเดียวกันก็สามารถสอนธรรมไปด้วยในตัว (ทั้งโดยการพูดและการปฏิบัติเป็นแบบอย่าง) ส่วนฆราวาสที่ถือศีลค่อนมาทางนักบวช (เช่นประพฤติพรหมจรรย์) นั้นสามารถทำงานเผยแผ่ธรรมกับคนบางกลุ่มได้ดีกว่าพระและนักบวช เช่น โสเภณี (เนื่องจากสถานภาพและประสบการณ์ทางโลกเอื้ออำนวย) ในเวลาเดียวกันก็สามารถให้ความช่วยเหลือในทางโลกได้ด้วย
ค. ให้ความหมายใหม่แก่ศัพท์ทางบริโภคนิยม
ในสมัยพุทธกาล พุทธศาสนาดำรงอยู่ท่ามกลางอิทธิพลที่ฝังรากลึกของลัทธิพราหมณ์ เมื่อพระพุทธองค์ทรงประกาศศาสนาทรงนำศัพท์และความเชื่อของพราหมณ์ (ตลอดจนความเชื่อท้องถิ่น) มาให้ความหมายใหม่ให้เข้ากับหลักการของพุทธ เช่น กรรม พราหมณ์ อรหันต์ นิพพาน รวมทั้งการบูชาไฟ ในปัจจุบันบริโภคนิยมได้กลายเป็นอุดมการณ์หลักไปแล้ว แม้พุทธศาสนาจะมาก่อนแต่ก็กลายเป็นความเชื่อที่ลดความสำคัญไปมาก การจะสื่อสารหลักธรรมของพุทธศาสนาไปสู่คนยุคปัจจุบันให้ได้ผลต้องหยิบยืมศัพท์และความเชื่อของบริโภคนิยมและทุนนิยมมาใช้เป็นสื่อ หรือตีความใหม่ให้เข้ากับพุทธศาสนา เช่น กำไร ขาดทุน
ง. ประสานกับระบบตลาด
พุทธศาสนาในอดีตกลายเป็นศาสนาของมหาชนได้ เพราะรับเอาเทพและผีท้องถิ่นมาเป็นส่วนหนึ่งของตนฉันใด พุทธศาสนาจะมีความหมายต่อคนส่วนใหญ่ในยุคบริโภคนิยมได้ก็จำเป็นต้องยอมรับระบบตลาดฉันนั้น ทั้งนี้เพราะว่าในปัจจุบันระบบตลาดเป็นกลไกสำคัญในการทำให้สิ่งต่างๆ กระจายไปถึงคนส่วนใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นเครื่องอุปโภคบริโภค วิชาความรู้ หรือความเชื่อ หากต้องการให้หลักธรรมทางพุทธศาสนาแพร่ไปให้กว้างไกล การพึ่งพาตลาดเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก (โดยเฉพาะในยุคที่รัฐลดบทบาทการเป็นผู้อุปถัมภ์พุทธศาสนา) แต่นั่นก็หมายความว่าพุทธศาสนาอาจจะต้องถูกทำให้เป็น “สินค้า” โดยเฉพาะเมื่อต้องการแข่งขันกับ “สินค้าวัฒนธรรม” อื่นๆ เช่น ดนตรี กีฬา ความบันเทิง (ในอดีตสิ่งเหล่านี้มิใช่คู่แข่งที่น่ากลัวสำหรับพุทธศาสนา ส่วนหนึ่งก็เพราะถูกคุมโดยรัฐและสังคม ทำให้ภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมในสมัยก่อนมีศาสนาเป็นหลัก)
อันที่จริงทุกวันนี้ แม้ไม่ต้องพูดถึงวัดพระธรรมกายเลย การทำให้พุทธศาสนาเป็นสินค้าก็เกิดขึ้นอย่างดาษดื่นอยู่แล้ว เช่น การเอาพุทธวัจนะหรือคำเทศนาของหลวงพ่อชื่อดังทั้งหลายมาแปรรูปเป็นหนังสือ วีดีโอ หรือเทปวางขายตามท้องตลาด การเอาสัญลักษณ์ทางศาสนา เช่น พระพุทธรูปมาวางขาย การทำรายการธรรมะทางโทรทัศน์ ซึ่งแม้ผู้ชมจะไม่ต้องเสียเงิน แต่รายการดังกล่าวก็ต้องทำตัวให้เป็น “สินค้า” ที่น่าสนใจเพื่อดึงดูดเงินสนับสนุนจากบริษัทโฆษณา หรือผู้ผลิตสินค้าต่างๆ
การทำให้ศาสนาเป็นสินค้า ช่วยให้ศาสนาแพร่หลายไปได้กว้างและต่อเนื่อง เพราะทำให้มีรายได้สำหรับผลิต “สินค้า” นั้นๆ ต่อไป ขณะเดียวกันเมื่อเป็นสินค้าแล้ว กลไกตลาดก็สามารถนำไปกระจายให้กว้างไกลทั่วถึงขึ้น เพราะกลไกตลาดปัจจุบันมีศักยภาพที่จะเข้าถึงผู้คนอย่างกว้างขวาง
อย่างไรก็ตาม การที่ศาสนาต้องพึ่งพาระบบตลาดจนกลายเป็นสินค้าไปนั้น มีข้อเสียหลายประการคือหลักธรรมคำสอนถูกทำให้ง่ายหรือเน้นด้านเดียว เพราะเมื่อจะต้องแข่งกับสินค้าวัฒนธรรมอื่นๆ เช่น ความบันเทิง หรือแข่งกับสินค้าประเภทเดียวกัน ก็มีแนวโน้มที่จะทำตัวให้เป็นสินค้าที่ “ขายได้” หรือ “น่าซื้อ” เพื่อดึงดูดความสนใจจากคนได้มากขึ้น นอกจากนั้นการดัดแปลงคำสอนให้เข้ากับรสนิยมของ “ผู้ซื้อ” มีโอกาสทำให้คำสอนนั้นคลาดเคลื่อนจากหลักธรรมได้ง่ายขึ้น (เช่นสอนว่า ทำบุญแล้วรอดตาย หายป่วย ร่ำรวย มีชื่อเสียง) ยิ่งพยายามให้ความสำคัญกับรูปแบบ เช่น มีสีสรรหรือความบันเทิงสนุกสนาน ก็อาจส่งผลให้เนื้อหาสาระถูกกลบหายไป ที่ร้ายก็คือเมื่อมีผลตอบแทนเป็นตัวเงิน การเผยแผ่ศาสนาก็เลยกลายเป็นการแสวงหากำไรให้แก่องค์กร หรือสนองประโยชน์ส่วนตนไป
การเอาระบบตลาดมาเป็นส่วนหนึ่งของพุทธศาสนาจึงง่ายที่จะทำให้พุทธศาสนาถูกกลืนเป็นส่วนหนึ่งของระบบตลาด หรือทุนนิยมบริโภคไป สิ่งสำคัญที่ต้องมีคือการพึ่งพาตลาดอย่างรู้เท่าทันไม่ปล่อยให้ผลกำไรหรือ ปริมาณ “ลูกค้า” มาเป็นหลัก จนทำให้ศาสนา (คำสอน สัญลักษณ์ทางศาสนา ประเพณี พิธีกรรม) แปรสภาพเป็นสินค้าเต็มรูปแบบที่สนองประโยชน์ทางวัตถุอย่างเดียว การพึ่งพาตลาดจะเป็นคุณต่อศาสนาต่อเมื่อถือว่าหนังสือ วีดีโอ พระพุทธรูป พระเครื่อง งานบุญพิธีกรรมต่างๆ เป็นสื่อนำคนเข้าหาธรรม ดังนั้นความสำเร็จจึงวัดจากประโยชน์ที่จะเกิดจากธรรมผ่านสื่อเหล่านั้น มิใช่ดูที่ยอดกำไรหรือปริมาณผู้ซื้อ ขณะเดียวกันจะต้องเปิดโอกาสให้สังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการควบคุมกำกับมิให้พุทธศาสนาถูกแปรเป็นสินค้าเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะในกรณีที่วัดหรือพระสงฆ์เป็นผู้นำระบบตลาดมาใช้ในกิจการทางศาสนา
อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะพยายามเพียงใดการเผยแผ่พุทธศาสนาโดยพึ่งพาตลาดหรือระบบทุนนิยมอย่างเดียว เป็นอันตรายต่อพุทธศาสนาเอง เพราะยากที่จะป้องกันมิให้พุทธศาสนากลายเป็นสินค้าเต็มรูปแบบได้โดยเฉพาะในยุค “ตลาดเสรี” ซึ่งให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนในการทำเช่นนั้นได้ ถ้าไม่ถึงกับเป็นการลบหลู่ศาสนา สิ่งที่ต้องตระหนักก็คือว่า ถึงอย่างไรพุทธศาสนาในยุคนี้ก็ไม่ได้เผยแผ่โดยอาศัยระบบตลาดล้วนๆ หรือทำตัวเองให้เป็นสินค้าเท่านั้น ยังมีอีกช่องทางหนึ่งก็คือ “ทาน” หรือธรรมทาน เช่น การทำหนังสือแจกในวันสำคัญ หรือการบริจาคเงินทำรายการธรรมะทางโทรทัศน์ ประเพณีธรรมทานนี้มีมาช้านาน และควรที่จะส่งเสริมกันให้มากขึ้น อย่างน้อยก็เพื่อป้องกันมิให้ตลาดเป็นผู้ผูกขาดการเผยแผ่ธรรมในยุคบริโภคนิยม ธรรมทานนี้อิงอาศัยความเชื่อเรื่องบุญเป็นฐาน ทำให้มีการบริจาคเงินเพื่อเผยแผ่ธรรมมาโดยตลอด
“ระบบบุญนิยม” นี้เองที่สามารถช่วยถ่วงดุลระบบทุนนิยมมิให้แปรศาสนาเป็นสินค้าไปเสียหมด ดังนั้นจึงควรที่จะพัฒนาให้เป็นระบบหรือวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง เช่นมีการจัดตั้งองค์กรเพื่อรณรงค์หาทุนเผยแผ่ธรรม ตามสื่อต่างๆ รวมทั้งวิทยุ โทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต ไม่ว่าในรูปสารคดี การเสวนา ละคร หรือแม้แต่สปอต “โฆษณา”
จ. การนำธรรมะมากำกับทุนและการบริโภค
เงินตราและการบริโภคมีอิทธิพลต่อความเชื่อของคนสมัยนี้ ไม่ต่างจากที่คนสมัยก่อนนับถือไสยศาสตร์ ท่าทีของพุทธศาสนาในอดีตคือรับไสยศาสตร์เข้ามาโดยมีศีลธรรมกำกับฉันใด ปัจจุบันพุทธศาสนาก็จำเป็นต้องรับเอาธรรมะมากำกับเงินตราและการบริโภคฉันนั้น
แม้ว่าพุทธศาสนาจะมีหลักธรรมว่าด้วยทรัพย์และการบริโภคอยู่หลายหมวด แต่จุดอ่อน (ซึ่งเป็นจุดแข็งในเวลาเดียวกัน) ประการหนึ่งก็คือ หลักธรรมเหล่านั้นมักจะเป็นหลักการเกี่ยวกับท่าทีหรือทัศนคติ หาไม่ก็เป็นแนวปฏิบัติอย่างกว้างๆ (เช่น ความสันโดษ การรู้จักประมาณ) จุดอ่อนคือไม่มีรายละเอียดที่เฉพาะเจาะจงสำหรับคนปัจจุบัน ทำให้ขาดน้ำหนักหรือถูกมองข้ามไปได้ง่าย จุดแข็งก็คือ เปิดช่องให้คิดค้นรายละเอียดสำหรับนำมาปฏิบัติอย่างสอดคล้องกับแต่ละยุคสมัย ดังนั้น มาถึงยุคนี้จำเป็นที่จะต้องนำหลักธรรมดังกล่าวมาแตกเป็นรายละเอียด หรือถอดเป็นรูปธรรมเพื่อเป็นข้อปฏิบัติที่ชัดเจนสำหรับคนส่วนใหญ่
ในเรื่องการหาทรัพย์ ท่าทีหลักของพุทธศาสนาก็คือ ต้องไม่เบียดเบียนผู้อื่น ดังได้ระบุการค้าที่เป็นมิจฉา (มิจฉาวณิชชา) ๕ ประการ แต่ในส่วนที่เป็นมิจฉาอาชีวะนั้นกล่าวไว้อย่างกว้างๆ (เช่น โกง ล่อลวงตลบแตลง ทำอุบายโกง เอาลาภต่อลาภ) มาถึงปัจจุบันควรมีการระบุให้ชัดเจนว่ามิจฉาอาชีวะนี้รวมถึงการค้ากำไรเกินควร และการลงทุนในกิจการที่สัมพันธ์กับมิจฉาวณิชชา เช่น ค้าอาวุธ ค้ายาพิษ ค้าสัตว์ด้วย
สำหรับการใช้ทรัพย์นั้น ท่าทีหลักของพุทธศาสนาคือต้องไม่เบียดเบียนตน กับควรเกื้อกูลผู้อื่นด้วยการไม่เบียดเบียนตน นี้หมายถึงการใช้ทรัพย์เลี้ยงตนให้สุขสบาย แต่มิใช่เพื่อโก้เก๋ หรูหรา ไม่รู้จักประมาณซึ่งเป็นการเบียดเบียนตนในอีกรูปหนึ่ง คือสร้างอกุศลธรรมแก่ตน นี้ก็เช่นกัน มาถึงยุคปัจจุบันจำต้องมีการแปรหลักการดังกล่าวเป็นรูปธรรม เพื่อปฏิบัติกับชีวิตอย่างได้ผล โดยเฉพาะข้อปฏิบัติเกี่ยวกับการจับจ่ายเงิน (หรือช็อปปิ้ง) ซึ่งกำลังเป็นสิ่งเสพติดไปอีกประเภทหนึ่งแล้ว ยิ่งมีเครดิตการ์ดก็ยิ่งจับจ่ายกันง่ายและคล่องจนหลายคนพบว่าแทบจะควบคุมตนเองไม่ได้ ดังนั้น จึงควรมีการเสนอข้อปฏิบัติหรือวินัยส่วนตัว เช่น ไม่พกเครดิตการ์ด ไม่หยิบยืมเงินใครเพื่อการจับจ่ายสิ่งนอกเหนือปัจจัย ๔ กำหนดเงื่อนไขกับตนเองเวลาเข้าห้าง เช่น เข้าต่อเมื่อมีรายการซื้อของแล้ว หรือไม่เข้าห้างในวันหยุด หรือจำกัดและจัดสรรงบประมาณว่า จะซื้ออะไรได้เท่าไร เข้าห้างได้สัปดาห์ละกี่วัน ข้อปฏิบัติดังกล่าวควรเป็นวินัยเฉพาะตัว กล่าวคือแต่ละคนเลือกนำไปปฏิบัติตามความเหมาะสมของตน เป็นส่วนที่เสริมจากศีล ๕ ซึ่งเป็นศีลพื้นฐานหรือขั้นต่ำ
ข้อปฏิบัติดังกล่าวควรรวมไปถึงการใช้ทรัพย์หรือบริโภคในลักษณะอื่นๆ ด้วย เช่น การใช้ข้าวของเครื่องใช้พลังงาน และทรัพยากรอย่างประหยัด ซ่อมแซมเมื่อเสีย เอาของเก่ามาปรับแก้ใหม่ หรือใช้ซ้ำ ข้อปฏิบัติดังกล่าวนอกจากจะเป็นประโยชน์แก่ตนเองแล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น เช่น ไม่ก่อปัญหาสิ่งแวดล้อม หรือสร้างภาระแก่สังคม
การกำหนดรายละเอียดเป็นรูปธรรมเหล่านี้มีความสำคัญตรงที่ช่วยให้การการนำธรรมะไปปฏิบัติในชีวิตประจำวันมีความชัดเจนขึ้น การฝึกฝนพัฒนาตนเป็นไปอย่างจริงจังมากขึ้น และช่วยให้พึ่งพาวัตถุหรือบริโภคนิยมน้อยลง มีอิสรภาพมากขึ้น
ข้อปฏิบัติเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องให้คณะสงฆ์ออกเป็นข้อกำหนด แต่พระสงฆ์ในฐานะที่เป็นผู้เผยแผ่พุทธศาสนาควรชี้แนะเป็นแนวทางแก่ญาติโยม หาไม่ก็ควรเป็นความริเริ่มจากกลุ่มชาวพุทธที่เห็นถึงความสำคัญดังกล่าว เพื่อเสนอเป็นทางเลือกให้แก่ผู้คน
อย่างไรก็ตาม ที่กล่าวข้างต้นเป็นเพียงธรรมในระดับศีล (หรือพฤติกรรม) ธรรมที่เป็นการฝึกจิตและปัญญาโดยตรง ก็เป็นประโยชน์ในการกำกับทุนและการบริโภคเช่นกัน ธรรมที่เนื่องด้วยจิตได้แก่ ความสันโดษ หรือความยินดีในสิ่งที่ตนหาได้โดยชอบธรรม และการพอใจในความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย การมีสติในการบริโภคและใช้จ่ายทรัพย์ ความรู้จักอดกลั้นหรืออดใจรอ การทำสมาธิภาวนาเพื่อเข้าถึงความสุขอันประณีต ซึ่งช่วยให้พึ่งพาความสุขจากวัตถุ (กามสุข) น้อยลง ส่วนธรรมฝ่ายปัญญา ได้แก่การรู้จักแยกแยะระหว่างคุณค่าแท้กับคุณค่าเทียม การพิจารณาคุณและโทษของสินค้า ตลอดจนข้อดีข้อเสียจากการซื้อของแต่ละชิ้นๆ การไตร่ตรองแน่ชัดในความต้องการของตน และตระหนักว่าสิ่งที่จะซื้อนั้นเป็นสิ่งที่ตนต้องการจริงๆ รวมทั้งการพิจารณาเห็นถึงคุณและโทษของกามสุขซึ่งจะช่วยให้เห็นถึงความจำเป็นในการเป็นอิสระจากสุขทางกาม
การประสานพุทธศาสนาเข้ากับบริโภคนิยม หรือการเอาบริโภคนิยมมาเป็นส่วนหนึ่งของพุทธศาสนานั้น เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องให้ความใส่ใจ แม้หลักการจะมีอยู่ว่าประสานโดยที่ยังรักษาหลักการของพุทธศาสนาไว้ได้ แต่ประสานแค่ไหนจึงจะรักษาหลักไว้ได้ เป็นคำถามใหญ่ที่หาคำตอบไม่ได้ง่ายๆ ที่แน่ๆ ก็คือ ตราบใดที่พุทธศาสนาปฏิเสธบริโภคนิยมอย่างสิ้นเชิง หรือไม่สามารถประสานให้เข้ากับพุทธศาสนาได้
พุทธศาสนาจะไม่สามารถมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของคนกลุ่มใหญ่ได้เลย ซึ่งนั่นอาจหมายความถึง อนาคตที่ตีบตันของพุทธศาสนา ในเมืองไทยก็ได้
________________________________________
เชิงอรรถ
๑ พัฒนาการดังกล่าวแลเห็นได้จากโฆษณาสินค้า ในยุคแรกจะเน้นคุณสมบัติหรือประโยชน์ใช้สอยของผลิตภัณฑ์ แต่มาปัจจุบันจะให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์หรือบุคคลิกของพรีเซนเตอร์ โดยบางครั้งไม่พูดถึงคุณสมบัติของตัวสินค้าเลย ทั้งนี้สิ่งที่ผู้ผลิตนำมาเสนอขายจริง ๆ มิใช่ผลิตภัณฑ์ หากเป็นภาพลักษณ์ที่ผูกติดกับผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ต่างหาก ดังบริษัทโค้กเคยประกาศว่า โค้กไม่ได้ขายผลิตภัณฑ์ แต่ขายภาพลักษณ์ ในทำนองเดียวกันแมคโดนัลด์ก็ไม่ได้ขายสารอาหาร และไนกี้ก็เคยประกาศว่า ตนไม่ใช่บริษัทผลิตรองเท้าแต่เป็นบริษัทกีฬา
๒ ทัศนะของเดวิด ลอยในที่นี้ สรุปจากบทความของเขา ๒ ชิ้นคือ “Buddhism and Money” ใน Radical Conservatism และ “The Spiritual Roots of Modernity” ใน Socially Engaged Buddhism for the New Millenniu
มหาวิทยามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ห้องเรียนสุราษฎร์ธานี วัดพัฒนาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2553
วิกฤติโลกร้อน วิกฤติคุณธรรม
ช่วงระยะเวลา ๔-๕ ปีที่ผ่านมา มนุษย์ได้รับรู้เรื่องราวและรับผลกระทบของวิกฤติโลก จากนักวิชาการและสื่อต่าง ๆ จำนวนมากจนได้ยินคุ้นหูและพูดกันติดปากในชีวิตประจำวันของคนทั่วไป เช่น วิกฤติโลกร้อน วิกฤติอาหารโลก วิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤติการเมืองวิกฤติการก่อการร้ายและความรุนแรง เป็นต้น ผลกระทบของวิกฤติโลกดังกล่าว ได้สร้างความกังวลและความหายนะให้เกิดขึ้นแก่มนุษย์และสิ่งแวดล้อมในโลกอย่างประมาณค่ามิได้ ทำให้ชีวิตและความเป็นอยู่ของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ไม่พึงประสงค์ ก่อให้เกิดปัญหาสังคมต่างๆ มากมาย เช่น ปัญหาความยากจน ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาการเมือง ปัญหามลภาวะเป็นพิษ เป็นต้น ปัญหาสังคมที่มีเหตุปัจจัยมาจากวิกฤติโลกดังกล่าวก่อให้เกิดวิกฤติคุณธรรม ทั้งในระดับปัจเจกชน กลุ่มคน ครอบครัว สังคม ประเทศ จนถึงระดับโลก เช่น ความเห็นแก่ตัว การใช้ความรุนแรง การทุจริตฉ้อโกง เป็นต้น วิกฤติโลกส่งผลกระทบต่อวิกฤติคุณธรรมและวิกฤติคุณธรรมส่งผลกระทบต่อวิกฤติโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้วิกฤติโลก เป็นเหตุการณ์ที่อยู่ในขั้นล่อแหลมต่ออันตรายแก่ผู้คนส่วนใหญ่ในโลก หรืออันตรายที่อยู่ในระหว่างหัวเลี้ยวหัวต่อในขั้นแตกหักของผู้คนในโลกนี้บางครั้งเรียกว่า วิกฤติการณ์ ก็มี ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า Crisis หมายถึง ช่วงเวลาที่มีปัญหาหนัก หรือช่วงเวลาอันตราย วิกฤติโลกที่มีผลกระทบเป็นอันตรายต่อคนจำนวนมากและเป็นที่สนใจในปัจจุบัน คือ วิกฤติโลกร้อน
วิกฤติโลกร้อน หรือบางครั้งเรียกว่า ภาวะโลกร้อน (Global Warming) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอากาศที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ที่ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้น กิจกรรมของมนุษย์ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน คือ กิจกรรมที่ทำให้ปริมาณก๊าชเรือนกระจกชั้นบรรยากาศเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ การเพิ่มปริมาณก๊าชเรือนกระจกโดยตรง เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิง และการเพิ่มปริมาณก๊าชเรือนกระจกโดยทางอ้อม เช่น การตัดไม้ทำลายป่าจากการเฝ้าติดตามความผันแปรของอุณหภูมิโลก พบว่า ในระยะ ๑๐ ปี สุดท้าย พ.ศ. ๒๕๓๙-๒๕๔๘ เป็นช่วงที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกร้อนที่สุด หากไม่มีมาตรการใด ๆ ที่จะยับยั้งการปล่อยก๊าชเรือนกระจกแล้ว คาดว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มสูงขึ้น ๑.๕ – ๔.๕ องศาเซลเซียสภายใน พ.ศ. ๒๖๔๓ (ค.ศ. ๒๑๐๐) หรืออีก ๙๐ ปี ข้างหน้า (จากปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๕๓)หลายปีที่ผ่านมา ธรรมชาติได้ส่งสัญญาณเตือนถึงวิกฤติโลกร้อนซึ่งเป็นมหันตภัยที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า จากปรากฏการณ์ก๊าชเรือนกระจก ที่ส่งผลให้สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง แต่คนส่วนใหญ่กลับไม่สำเหนียกถึงหายนะภัยที่กำลังคืบคลานเข้ามาหาตัว และพร้อมจะคุกคามโลก ขนาดเกิดกรณีน้ำแข็งที่ขั้วโลกละลายและทำให้น้ำทะเลสูงขึ้น รวมถึงปรากฏการณ์อื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความสมดุลทางธรรมชาติ หลายคนยังไม่เห็นความสำคัญและคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ยิ่งนานวันผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศจากวิกฤติโลกร้อนลุกลามเพิ่มมากขึ้นและรุนแรงเป็นทวีคูณ เช่น น้ำท่วมอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เกิดไฟป่าบ่อยขึ้นร้อนจัดหนาวจัด โรคภัยไข้เจ็บลุกลาม หิมะตกหนัก แผ่นดินไหวในประเทศเฮติและประเทศชิลี
แนวชายฝั่งสึกกร่อน ฯลฯ ความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน จากภัยธรรมชาติเหล่านี้เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า และทุกครั้งเหมือนจะยิ่งเพิ่มความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เป็นการยืนยันและตอกย้ำอย่างชัดเจนถึงวิกฤติโลกร้อน
วิกฤติโลกร้อนที่ผ่านมา อัล กอร์ จูเนียร์ (Albert Arnold “Al” Gore Jr.) อดีตรองประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา คนที่ ๔๕ เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ซึ่งปัจจุบันประสบความสำเร็จอย่างงดงามในฐานะนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ได้ออกมากระตุ้นให้ชาวโลกทุกคนหันมาตื่นตัว ยอมรับถึงสภาพความแปรเปลี่ยนของธรรมชาติในทางลบที่เป็นผลมาจากวิกฤติคุณธรรมจากน้ำมือมนุษย์ พร้อมร่วมรณรงค์ให้ทุกคนหันมาร่วมมือร่วมใจรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อัล กอร์ จูเนียร์ ได้คัดสรรกรณีศึกษาอันหน้าตื่นตระหนก เพื่อกระตุ้นความรู้สึกของผู้คนทั่วโลกให้รับรู้และเข้าใจถึงภัยพิบัติอันร้ายแรงอันเป็นผลมาจากวิกฤติโลกร้อนผ่านหนังสือและภาพยนตร์สารคดีรางวัลออสการ์เรื่องจริงซ๊อคโลก (An Inconvenient Truth)ที่ต้องยอมรับว่า สามารถสะกดจิตใจให้ชาวโลกนั่งนิ่ง พรางจินตนาการถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองในอนาคตได้อย่างไม่มีที่ติ
หากย้อนหลังไป ในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ (ค.ศ. ๒๐๐๔) มีพายุทอร์นาโด และพายุเฮอริเคนพัดถล่มสหรัฐอเมริกา มากมายจนทำลายสถิติ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นยังไม่เท่ากับสิ่งที่เกิดขึ้นในปีพ.ศ. ๒๕๔๘ (ค.ศ. ๒๐๐๕) เมื่อเฮอริเคนเดนนิส เฮอริเคนเอมิลี เฮอริเคนริด้า รวมถึงเฮอริเคนแคททรีน่า ต่างดาหน้าพัดถล่มอเมริกาจนอ่วม ยิ่งไปกว่านี้พายุไซโคลนนาร์กีสถล่มพม่าคนตายนับหมื่น เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๑ (ค.ศ. ๒๐๐๘) และเกิดความหายนะแผ่นดินไหวที่ประเทศเฮติ เมื่อวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๓ มีผู้คนล้มตายมากกว่าสองแสนคน และในระยะเวลาไม่ถึงเดือนเมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ เกิดแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิที่ประเทศชิลี ภาพความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นล้วนหนักหนาสาหัสจนไม่อาจสรรหาคำพูดใด ๆ มาอธิบายความหายนะได้จากมุมมองแนวคิดในมิติเศรษฐศาสตร์ การที่ทำให้เกิดวิกฤติโลกร้อน ความล้มเหลวและความร่วมมือในการแก้ปัญหาโลกร้อน เกิดจากเหตุผลดังต่อไปนี้
๑. ผลประโยชน์ของการพัฒนามากกว่าผลกระทบของโลกร้อน
การพัฒนาเมืองและการพัฒนาอุตสาหกรรมเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการพัฒนาทำให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจสูงมาก ถึงประชาชนและรัฐบาลทั่วโลกจะทราบว่า การพัฒนาดังกล่าวจะส่งผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างมาก แต่ช่วงเริ่มแรกของการพัฒนา คนยังเห็นว่า ผลประโยชน์ส่วนเพิ่ม (Marginal benefit) ที่ได้รับจากการพัฒนา มีค่ามากกว่าต้นทุนส่วนเพิ่ม (Marginal cost) จากการทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากในช่วงเริ่มแรกทรัพยากรยังมีความอุดมสมบูรณ์ และสิ่งแวดล้อมยังอยู่ในสภาพดี เมื่อการพัฒนาดำเนินมาผลประโยชน์ส่วนเพิ่มของการพัฒนาจะเริ่มลดน้อยถอยลง ขณะที่ต้นทุนส่วนเพิ่มของการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะยิ่งเพิ่มขึ้น เพราะทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดีเหลือน้อยลง ดังนั้น ตราบใดที่ผลประโยชน์ส่วนเพิ่มของการพัฒนายังสูงกว่าต้นทุนส่วนเพิ่มของการทำลายทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม คนจะยังดำเนินการพัฒนาที่ต้องแลกด้วยการทำลายสิ่งแวดล้อมต่อไป ด้วยเหตุนี้ ประเทศที่กำลังพัฒนาและประเทศเกษตรกรรมส่วนหนึ่งรู้สึกว่าเป็นความเสียเปรียบ หากต้องถูกจำกัดการปล่อยก๊าชเรือนกระจกในสัดส่วนเช่นเดียวกับประเทศอุตสาหกรรมและประเทศที่พัฒนาแล้ว เพราะประเทศที่พัฒนาแล้วย่อมให้คุณค่ากับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมยิ่งกว่า ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาย่อมให้คุณค่ากับการพัฒนามากกว่า แต่ให้คุณค่ากับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมน้อยกว่า
๒. ความไม่ตระหนักถึงต้นทุนของวิกฤติโลกร้อน
การที่ประชากรโลกดำเนินกิจกรรมปล่อยก๊าชเรือนกระจกในช่วงแรก เกิดจากความไม่รู้ว่าก๊าชดังกล่าวสร้างผลกระทบอย่างไร แม้เมื่อมีการค้นพบปรากฏการณ์เรือนกระจกและผลกระทบของปรากฏการณ์นี้แล้ว การปล่อยก๊าชเรือนกระจกยังดำเนินต่อไป เพราะประชากรโลกส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักถึงผลร้ายของปรากฏการณ์ดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ภาวะโลกร้อนจึงไม่ถูกรวมอยู่ในต้นทุนการดำเนินกิจกรรมของมนุษย์ จนกระทั่งผลกระทบวิกฤติโลกร้อนเริ่มส่งผลกระทบต่อมนุษย์ชัดเจนมากขึ้น รวมทั้งภาวะภูมิอากาศแปรปรวนและภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดมากขึ้น จนสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ ชีวิตและทรัพย์สินของคนทั่วโลก รัฐบาลและประชาชนทั่วโลกจึงเริ่มหันมาให้ความสนใจที่จะแก้ปัญหานี้
๓. วิกฤติโลกร้อนเป็นผลกระทบภายนอก
วิกฤติโลกร้อนมีลักษณะเดียวกับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมด้านอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นจากการผลิต กล่าวคือ มีลักษณะเป็นผลกระทบภายนอกเชิงลบ (Negative externality) ที่เกิดจากการผลิต ในภาวะเช่นนี้กลไกตลาดจึงล้มเหลว เพราะการที่วิกฤติโลกร้อนส่งผลกระทบทั่วโลก ผู้ปล่อยก๊าชเรือนกระจกแบกรับต้นทุนต่ำกว่าที่ควรจะเป็น แต่ประชาชนที่ไม่ได้เป็นผู้ปล่อยก๊าชกลับต้องร่วมรับต้นทุนจากผลกระทบของวิกฤติโลกร้อนด้วย ผู้ผลิตจึงได้รับประโยชน์มากกว่าที่ควรจะเป็น และยังคงปล่อยก๊าชเรือนกระจกต่อไป เพราะเขาไม่ได้แบกรับต้นทุนของการปล่อยก๊าชดังกล่าวเท่าที่ควร เมื่อพิจารณาถึงความร่วมมือในการแก้ปัญหาวิกฤติโลกร้อนที่ผ่านมา ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้ปล่อยก๊าชเรือนกระจกรายใหญ่ของโลก จึงไม่ยินดีที่จะเข้าร่วมอนุสัญญาของสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCC:United Nations Framework Convention on Climate Change) เนื่องจากสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการผลิตและการบริโภค แต่ประเทศอื่น ๆ กลับต้องรับต้นทุนจากผลกระทบวิกฤติโลกร้อน ซึ่งเป็นผลมาจากก๊าชเรือนกระจกที่สหรัฐอเมริกาปล่อยออกมา
๔. การแก้ปัญหาวิกฤติโลกร้อนเป็นสินค้าสาธารณะ
เมื่อมองในอีกมิติหนึ่ง มาตรการแก้ไขปัญหาวิกฤติโลกร้อนมีลักษณะเป็นสินค้าสาธารณะ (Public goods) กล่าวคือ การที่คนหนึ่งบริโภคสินค้านั้นไม่กระทบต่อการบริโภคของคนอื่น ๆ และไม่สามารถกีดกันคนอื่น ๆ ไม่ให้เข้าถึงสินค้านี้ได้ หรือหมายความว่า ทุกคนในโลกต่างได้รับประโยชน์จากการแก้ปัญหาวิกฤติโลกร้อนทั้งสิ้น ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะจ่ายเพื่อการแก้ปัญหานี้หรือไม่ เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ จะก่อให้เกิดความยินดีที่จะรับประโยชน์จากการแก้ปัญหาวิกฤติโลกร้อน แต่กลับไม่ยินดีจ่ายเพื่อการแก้ปัญหาวิกฤติโลกร้อน ในทำนองเดียวกับความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติโลกร้อน ซึ่งมีประเทศที่ยินดีจะรับประโยชน์หากวิกฤติโลกร้อนได้รับการแก้ไข แต่กลับไม่ยินดีที่จะต้องเสียสละเงินสำหรับการร่วมมือกันแก้ปัญหานี้
๕. ความร่วมมือแก้วิกฤติโลกร้อนไมใช่ภาวะดุลยภาพ
หากพิจารณาความร่วมมือในการแก้ปัญหาวิกฤติโลกร้อนของนานาประเทศ การแก้ปัญหาโลกร้อนเป็นเกมระหว่าง ๒ ฝ่าย คือ ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยที่ทั้งสองฝ่ายมีทางเลือกกลยุทธ์ ๒ ทางเลือก คือ การร่วมมือในอนุสัญญาระหว่างประเทศเพื่อแก้วิกฤติโลกร้อน และการไม่ร่วมมือในอนุสัญญาดังกล่าว เหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะการที่ทั้งสองกลุ่มประเทศต่างให้ความร่วมมือในอนุสัญญาฯ เป็นภาวะที่ไม่ใช่ดุลยภาพ เนื่องจากหากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งละเมิดอนุสัญญาฯ ฝ่ายที่ละเมิดจะได้ประโยชน์มากขึ้น แต่ฝ่ายที่ยังคงให้ความร่วมมือในอนุสัญญาฯ จะเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ ดังนั้น ในที่สุดทั้งสองฝ่ายต่างก็ละเมิดอนุสัญญาฯทั้ง ๆ ที่การร่วมมือกันอาจทำให้ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์มากกว่าการไม่ร่วมมือกัน
๖. วิกฤติโลกร้อนมาจากวิกฤติคุณธรรม
ความเห็นแก่ตัว ความละโมบอยากได้ และความไม่รู้จักพอเพียงของมนุษย์ เป็นเหตุให้มนุษย์ทำลายธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด เช่น ป่าไม้ น้ำมัน ก๊าชธรรมชาติ ตลอดถึงอาหารและวัสดุต่าง ๆ มนุษย์ได้นำมาสนองกิเลสและตัณหาของตนจนทำให้ขาดสมดุลทางธรรมชาติเป็นเหตุให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติต่าง ๆ เช่น แผ่นดินไหวอย่างรุนแรงในประเทศเฮติ หิมะตกหนักในประเทศจีนและยุโรป น้ำท่วมหนักในประเทศออสเตรเลีย ภูเขาน้ำแข็งที่ขั้วโลกละลายอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ภัยพิบัติดังกล่าวนี้เกิดมาจากวิกฤติโลกร้อนหรือมีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับวิกฤติโลกร้อน ซึ่งเบื้องหลังวิกฤติการณ์นี้สาเหตุมาจากวิกฤติคุณธรรมของมนุษย์นั่นเองนักวิชาการหลายสำนักโดยเฉพาะในประเทศไทยได้ระบุผลกระทบของวิกฤติโลกร้อนไว้อย่างน่าเป็นห่วง ทั้งความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ผลกระทบทางด้านสุขภาวะโรคภัยไข้เจ็บ เป็นต้น ตัวอย่างของนักวิชาการที่แสดงความเห็นในเรื่องนี้ เช่น ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์ เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลก แห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (START) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงผลกระทบจากวิกฤติโลกร้อน สภาพภูมิอากาศของประเทศไทยจะมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเรื่อย ๆ จากการศึกษาแบบจำลองสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยในอีก๓๐-๘๐ ปี พบว่า จำนวนวันร้อนที่สูงกว่า ๓๓ องศาเซลเซียส จะมีมากขึ้นประมาณ ๓๐-๖๐ วันต่อปี จากปกติ ๒๐ วันต่อปี จังหวัดที่มีวันร้อนมากที่สุด คือ อุทัยธานี เนื่องจากมีพื้นที่อยู่ในหุบเขา รองลงมาคือ นครสวรรค์ สำหรับจำนวนวันเย็นที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า ๑๕ องศาเซลเซียส
จะมีประมาณ ๒๐ วันต่อปี จากเดิมประมาณ ๓๐-๔๐ วันต่อปี โดยจังหวัดที่อยู่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันตกจะมีจำนวนวันเย็นมากที่สุด ท่านกล่าวว่า “วิกฤติโลกร้อนยังส่งผลกระทบต่อแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ฤดูน้ำหลากเปลี่ยนแปลงไป โดยในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม จะมีปริมาณน้ำมากกว่าที่ผ่านมาถึงร้อยละ ๔๐ เนื่องจากทั้งปริมาณน้ำฝน น้ำเหนือ และน้ำทะเลหนุน ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นกว่าที่ผ่านมา จะส่งผลทำให้กรุงเทพฯ และปริมณฑลเกิดน้ำท่วมง่ายและถี่ขึ้น”วิกฤติโลกร้อน ไม่เพียงแต่ ส่งผลกระทบต่อมนุษย์โดยตรง แต่ยังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ต่าง ๆ รวมถึงผลผลิตทางการเกษตร การแพร่ระบาดของแมลงศัตรูพืชหลายชนิด และที่หลายคนอาจจะลืมนึกถึง นั่นคือผลกระทบที่สำคัญอันเกี่ยวข้องกับชีวิตของมนุษย์ในเชิงสุขภาพอนามัยจากวิกฤติโลกร้อนที่จะนำมาซึ่งโรคอุบัติใหม่
ศ.ดร.นพ.สมชัย บวรกิตติ สำนักวิทยาศาสตร์ ราชบัณฑิตยสถาน กล่าวถึงสถานการณ์โรคที่มากับวิกฤติโลกร้อนว่า วิกฤติโลกร้อนจะทำให้อัตราการเป็นโรคมะเร็งปอดเพิ่มสูงขึ้น อันเนื่องมาจากการสูดก๊าซเรดอน (Radon) ซึ่งเป็นภาวะก๊าซที่เกิดขึ้นในพื้นดินแทรกซึมผ่านรอยแตกของตึก อาคาร บ้านเรือนที่ก่อสร้างพื้นบ้านติดดิน เป็นที่นิยมกันทั่วไป หากเทียบอัตราส่วนกับบ้านเรือนสมัยก่อนที่นิยมสร้างบ้านลักษณะยกพื้นสูง คนสมัยก่อนจึงมีความเสี่ยงต่ำในการเป็นมะเร็งปอด น่าตกใจว่าปัจจุบันมีคนเป็นโรคนี้เพิ่มขึ้นถึงวันละ ๕ ราย ศ.ดร.นพ. สมชัย อธิบายด้วยว่า ภาวะมลพิษทางอากาศจะส่งผลกระทบต่อมนุษย์ผ่านทางระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะผู้ที่ไวต่อสารเหล่านั้นจะมีผลให้มีอาการของโรคทางเดินหายใจ และที่เป็นอยู่แล้วจะมีอาการรุนแรงมากขึ้น ในผู้ที่มีโรคปอดหรือโรคหัวใจจะมีความอึดต่อการออกกำลังลดลง สำหรับผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ มลพิษทางอากาศที่เกิดจากโลกร้อน จะเป็นปัญหาสำคัญของชุมชนเมืองใหญ่และเมืองอุตสาหกรรม วิกฤติโลกร้อนยังเป็นสาเหตุให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคเขตร้อน ทำให้เกิดความชุกเพิ่มขึ้นในประเทศและแพร่ขยายออกไปสู่ประเทศที่อยู่เหนือขึ้นไปที่ไม่เคยมีการระบาดมาก่อน ทั้งนี้ เนื่องจากผลของการเปลี่ยนแปลงทางนิเวศวิทยาของพาหะนำโรค เช่น โรคมาลาเรีย โรคไข้เลือดออกเดงกี โรคสมองอักเสบติดเชื้ออาร์บอไวรัส ที่มียุงเป็นพาหะนำโรค เพราะยิ่งอุณหภูมิโลกสูงขึ้นก็ยิ่งเหมาะแก่การนำพาโรคและออกหากินบ่อยขึ้น
นพ.ธวัช สุนทราจารย์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า จากการประชุมประเมินสถานการณ์การระบาดของโรคติดต่อ จากวิกฤติโลกร้อนในระดับนานาชาติ มีความกังวลถึงผลกระทบด้านสุขภาพ เนื่องจากอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะโรคที่เกิดจากยุงเป็นพาหะ เช่น ไข้เลือดออก มาลาเรีย รวมทั้งโรคจากอาหารและน้ำ เช่น อหิวาตกโรค ไทฟอยด์ บิด อาหารเป็นพิษ เป็นต้น นอกจากนี้สภาพอากาศที่ร้อนขึ้นยังทำให้แบคทีเรียในอากาศมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ มีโอกาสในการแพร่ระบาดสูง ในอนาคตมีความเป็นไปได้ว่าโรคเหล่านี้หากไม่รีบรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ อาจมีโอกาสเสียชีวิตสูงถึง ๖๐ % ท่านกล่าวว่า “โรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่ต้องจับตามองมากที่สุด เพราะนอกจากยังไม่มียาหรือวัคซีนในการรักษาแล้ว ปัจจุบันยังพบว่ายุงลายซึ่งเป็นพาหะสำคัญของโรค ซึ่งเคยออกหากินเฉพาะแต่ในเวลากลางวัน ได้เปลี่ยนมาออกหากินในเวลาพลบค่ำจนถึง ๕ ทุ่ม ทำให้ยากต่อการป้องกันหรือวินิจฉัยโรค ปัญหาวิกฤติโลกร้อนจึงเป็นมหันตภัยแห่งอนาคตของมนุษยชาติ อย่างแท้จริง และสังคมไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายของสภาพอากาศ”ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันกับอนุสัญญาของสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยไทยจัดอยู่ในกลุ่ม ๑๔๘ ประเทศกำลังพัฒนา (non-annex I) ที่ไม่ถูกบังคับให้ลดก๊าซเรือนกระจกเหมือนกับอีก ๔๑ ประเทศพัฒนาและหลายประเทศในยุโรปกลางเนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยยังอยู่ในปริมาณต่ำ ทั้งนี้รายงานทรัพยากรโลกปี๒๐๐๕ (World Resources 2005) ของสถาบันทรัพยากรโลก (“World Resource Institution) ระบุว่า ปี ๒๕๔๓ ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ ๒๖๑ ล้านตันโดยปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คิดเป็นร้อยละ ๐.๗๘ ของโลก ขณะที่จีนและสหรัฐอเมริกาปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คิดเป็นร้อยละ ๑๔.๗ และ ๒๐.๖ ตามลำดับประเทศไทยทำหน้าที่เป็นผู้มีอำนาจตามพิธีสารเกียวโต (DNA: DesignatedNational Authority) ซึ่งเป็นบทบาทภายใต้พิธีสารเกียวโต (Kyoto protocol) นอกจากนี้
การที่ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ยังทำให้ประเทศไทยมีหน้าที่ให้การสนับสนุนการดำเนินงานตามอนุสัญญาต่าง ๆ โดยมีความรับผิดชอบร่วมกับนานาประเทศในระดับที่แตกต่างกัน (Common but differentiate responsibilities)ประเทศไทยต้องดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมความพร้อมของไทยในการสร้างขีดความสามารถในการปรับตัว (adaptation) รวมถึงจัดทำรายงานแห่งชาติ (NC :National Communication) เพื่อรายงานผลการดำเนินงานต่อประชาคมโลกภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้การดำเนินนโยบายจะต้องไม่ก่อให้เกิดผลกระทบหรืออุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ และควรให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากแหล่งกำเนิด (Carbon sources) และเพิ่มแหล่งดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้น
นับตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ เป็นต้นมารัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาวิกฤติโลกร้อนมากขึ้น โดยมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลาง เพื่อประสานงานกับองค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ นักวิชาการ องค์กร สถาบันธุรกิจภาคเอกชน และภาคีการพัฒนาต่าง ๆ เพื่อทำหน้าที่กำหนดบทบาท ทิศทางและมาตรการต่าง ๆ ร่วมกัน รัฐบาลไทยได้จัดทำแนวนโยบายแห่งรัฐผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนของสังคม
คณะรัฐมนตรียังเห็นชอบให้มีการจัดทำร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกขึ้นด้วย องค์การนี้มีบทบาทในการวิเคราะห์ กลั่นกรองโครงการ ส่งเสริมการพัฒนาตลาดซื้อขายก๊าซเรือนกระจก เป็นศูนย์ข้อมูลกลางเกี่ยวกับโครงการที่ได้รับคำรับรอง สนับสนุนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ กำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหา วิจัยและพัฒนา ร่วมมือกับนานาชาติ รวมถึงมีบทบาทในการกำหนดท่าทีการเจรจาอนุสัญญาและพิธีการต่าง ๆ
วิกฤติโลกร้อนในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าเป็นปัญหาที่ทั่วโลกให้ความสนใจและตระหนักถึงผลกระทบเป็นอย่างยิ่ง รวมทั้งในประเทศไทยเอง ซึ่งคนไทยก็ได้ให้ความสนใจกับวิกฤติโลกร้อนกันมาในระยะหนึ่งแล้ว เช่น การรณรงค์ให้คนไทยหันมาใช้น้ำมันแก๊ซโซฮอล ช่วยกันประหยัดพลังงาน ลดใช้พลาสติกและวัสดุฟุ่มเฟือย รวมทั้งการตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ ๒๕ องศาเซลเซียส เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่า ส่วนมากจะอยู่ในรูปแบบของการรณรงค์ เชิญชวนให้ร่วมมือกันลดวิกฤติโลกร้อน เท่านั้น
ซึ่งหากพิจารณากฎหมายแต่ละฉบับของไทยที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ๒๕๓๕ พรบ. โรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ พรบ. วัตถุอันตราย พ.ศ. ๒๕๓๕ พรบ. สาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ หรือ พรบ. ควบคุมอาคาร จะเห็นได้ว่ากฎหมายแต่ละฉบับดังกล่าว มิได้ออกมาโดยมีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันหรือแก้ไขการเกิดปัญหาวิกฤติโลกร้อนโดยตรง เพียงแต่ออกมาเพื่อป้องกันการเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมเป็นเรื่องๆ ไปเท่านั้น รวมทั้งประเทศไทยยังไม่มีนโยบายของภาครัฐที่เกี่ยวกับเรื่องการลดวิกฤติโลกร้อนอย่างชัดเจน อย่างไรก็ดีหากประเทศไทยมีนโยบายหรือออกกฎหมายเพื่อแก้วิกฤติโลกร้อนโดยตรง ก็น่าจะทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติมากขึ้น ทั้งนี้เพราะลำพังเพียงการรณรงค์เพื่อช่วยกันลดวิกฤติโลกร้อนเพียงอย่างเดียวนั้นอาจไม่เพียงพอเพื่อไม่ให้ประชากรโลกได้รับผลกระทบที่รุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศจึงควรให้ความร่วมมือในการรักษาสมดุลทางธรรมชาติให้คงอยู่ตราบนานเท่านาน ตามมาตรการดังต่อไปนี้
๑. ร่วมกันใช้ก๊าชธรรมชาติแทนถ่านหินและน้ำมันในกระบวนการผลิตและการขนส่งต่างๆ เพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ให้น้อยลง
๒. ใช้พลังงานทดแทน เช่นจากแสงอาทิตย์ ชีวมวล
๓. รักษาป่าที่มีอยู่ให้คงอยู่ต่อไป ฟื้นฟูสภาพป่าที่เสื่อมโทรม ปลูกป่าเพิ่มเติม
๔. ศึกษาและปรับปรุงวิธีการใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมกับชนิดของดิน
๕. ใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพทั้งในภาคธุรกิจ อุตสาหกรรมและครัวเรือน
๖. เพิ่มประสิทธิภาพในด้านคมนาคม ซึ่งอาจทำได้โดยการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ทดแทนเชื้อเพลิง หรือปรับปรุงประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ เป็นต้น
๗. ลดความเห็นแก่ตัว ไม่เอาเปรียบผู้อื่นและธรรมชาติ ไม่โลภมากจนเป็นสาเหตุให้ทำลายจนเสียสมดุลทางธรรมชาติ
๘. ใช้ชีวิตพอเพียง เป็นอยู่กับธรรมชาติ มีเหตุมีผลในการดำรงชีพ ประกอบอาชีพสุจริตหรือสัมมาชีพตามอริยมรรค
๙. รู้จักคุณค่าแท้คุณค่าเทียมในการบริโภคอาหารและใช้สอยวัสดุในชีวิตประจำวัน
๑๐. เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตนหรือส่วนอื่นในการแก้ปัญหาวิกฤติโลกร้อน ทุกคนทุกภาคส่วนจะต้องตระหนักถึงภยันตรายและจะต้องดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน มีการกำหนดนโยบายและวางแผนอย่างรัดกุมจึงสามารถแก้ปัญหาวิกฤติโลกร้อนที่กำลังเผชิญอยู่ได้ ปัจจัยสู่ความสำเร็จในการแก้ปัญหาวิกฤติโลกร้อน จะต้องดำเนินการเป็นลำดับ ดังนี้
๑. ทราบถึงวิกฤติที่กำลังเผชิญอยู่
๒. ประเมินความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากวิกฤตินั้น
๓. วางแผนรับมือกับวิกฤติที่เกิดขึ้น
๔. เฝ้าระวัง และควบคุมวิกฤติอย่างสม่ำเสมอ
๕. เมื่อเกิดวิกฤติ มีการจัดการตามแผนที่วางไว้ล่วงหน้าได้อย่างถูกต้อง
๖. มีทีมจัดการภาวะวิกฤติที่จัดเตรียมไว้ล่วงหน้า
๗. มีการซักซ้อมการปฏิบัติ การปรับแผนให้ทันตามเหตุการณ์
๘. การอำนวยการ การบังคับบัญชา ประสานงานที่ดีและเป็นระบบ
๙. เยียวยาช่วยเหลือเหยื่อที่ประสบภาวะวิกฤติ
ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้ว ที่เราทุกคนต้องหันมาร่วมมือกันเพื่อสร้างจิตสำนึก มีคุณธรรมและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต และค่านิยมต่าง ๆ ที่เป็นตัวการทำให้โลกร้อน โดยการไม่กระทำพฤติกรรมใด ๆ ที่เพิ่มความร้อนให้กับโลกมากขึ้น ทั้งนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมและรับมือกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกที่กำลังรุนแรงมากขึ้น การยุติวิกฤติโลกร้อนเป็นหน้าที่ของทุกคน โดยไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนา อายุ อาชีพ หรือฐานะความร่ำรวยหรือยากจน แต่ทุกคนต้องมีจิตสำนึกมีคุณธรรมและเริ่มต้นปรับตัว ปรับใจ และปรับวิธีการใช้ชีวิตเพื่อร่วมกันป้องกันและแก้ไขมหันตภัยที่คืบคลานเข้าคุกคามและสร้างหายนะแก่มนุษย์ชาติในปัจจุบันนี้
พระมหาปรีดา ขนฺติโสภโณ
ผู้อำนวยการสำนักวิชาการ
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วิทยาเขตนครศรีธรรมราช
http://campus.com สืบค้น ๑๗/๐๑/๒๕๕๓
http://dekmor.cmu.ac.th สืบค้น ๑๗/๐๑/๒๕๕๓
www.nidambe11.net สืบค้น ๑๖/๐๑/๒๕๕๓
http://peerachet.blogth.com สืบค้น ๑๒/๐๑/๒๕๕๓
http://th.wikipedia.org ๑๗/๐๑/๒๕๕๓
วิกฤติโลกร้อน หรือบางครั้งเรียกว่า ภาวะโลกร้อน (Global Warming) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอากาศที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ที่ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มสูงขึ้น กิจกรรมของมนุษย์ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน คือ กิจกรรมที่ทำให้ปริมาณก๊าชเรือนกระจกชั้นบรรยากาศเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ การเพิ่มปริมาณก๊าชเรือนกระจกโดยตรง เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิง และการเพิ่มปริมาณก๊าชเรือนกระจกโดยทางอ้อม เช่น การตัดไม้ทำลายป่าจากการเฝ้าติดตามความผันแปรของอุณหภูมิโลก พบว่า ในระยะ ๑๐ ปี สุดท้าย พ.ศ. ๒๕๓๙-๒๕๔๘ เป็นช่วงที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกร้อนที่สุด หากไม่มีมาตรการใด ๆ ที่จะยับยั้งการปล่อยก๊าชเรือนกระจกแล้ว คาดว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มสูงขึ้น ๑.๕ – ๔.๕ องศาเซลเซียสภายใน พ.ศ. ๒๖๔๓ (ค.ศ. ๒๑๐๐) หรืออีก ๙๐ ปี ข้างหน้า (จากปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๕๓)หลายปีที่ผ่านมา ธรรมชาติได้ส่งสัญญาณเตือนถึงวิกฤติโลกร้อนซึ่งเป็นมหันตภัยที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า จากปรากฏการณ์ก๊าชเรือนกระจก ที่ส่งผลให้สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง แต่คนส่วนใหญ่กลับไม่สำเหนียกถึงหายนะภัยที่กำลังคืบคลานเข้ามาหาตัว และพร้อมจะคุกคามโลก ขนาดเกิดกรณีน้ำแข็งที่ขั้วโลกละลายและทำให้น้ำทะเลสูงขึ้น รวมถึงปรากฏการณ์อื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความสมดุลทางธรรมชาติ หลายคนยังไม่เห็นความสำคัญและคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ยิ่งนานวันผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศจากวิกฤติโลกร้อนลุกลามเพิ่มมากขึ้นและรุนแรงเป็นทวีคูณ เช่น น้ำท่วมอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เกิดไฟป่าบ่อยขึ้นร้อนจัดหนาวจัด โรคภัยไข้เจ็บลุกลาม หิมะตกหนัก แผ่นดินไหวในประเทศเฮติและประเทศชิลี
แนวชายฝั่งสึกกร่อน ฯลฯ ความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน จากภัยธรรมชาติเหล่านี้เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า และทุกครั้งเหมือนจะยิ่งเพิ่มความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เป็นการยืนยันและตอกย้ำอย่างชัดเจนถึงวิกฤติโลกร้อน
วิกฤติโลกร้อนที่ผ่านมา อัล กอร์ จูเนียร์ (Albert Arnold “Al” Gore Jr.) อดีตรองประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา คนที่ ๔๕ เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ซึ่งปัจจุบันประสบความสำเร็จอย่างงดงามในฐานะนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ได้ออกมากระตุ้นให้ชาวโลกทุกคนหันมาตื่นตัว ยอมรับถึงสภาพความแปรเปลี่ยนของธรรมชาติในทางลบที่เป็นผลมาจากวิกฤติคุณธรรมจากน้ำมือมนุษย์ พร้อมร่วมรณรงค์ให้ทุกคนหันมาร่วมมือร่วมใจรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อัล กอร์ จูเนียร์ ได้คัดสรรกรณีศึกษาอันหน้าตื่นตระหนก เพื่อกระตุ้นความรู้สึกของผู้คนทั่วโลกให้รับรู้และเข้าใจถึงภัยพิบัติอันร้ายแรงอันเป็นผลมาจากวิกฤติโลกร้อนผ่านหนังสือและภาพยนตร์สารคดีรางวัลออสการ์เรื่องจริงซ๊อคโลก (An Inconvenient Truth)ที่ต้องยอมรับว่า สามารถสะกดจิตใจให้ชาวโลกนั่งนิ่ง พรางจินตนาการถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองในอนาคตได้อย่างไม่มีที่ติ
หากย้อนหลังไป ในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ (ค.ศ. ๒๐๐๔) มีพายุทอร์นาโด และพายุเฮอริเคนพัดถล่มสหรัฐอเมริกา มากมายจนทำลายสถิติ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นยังไม่เท่ากับสิ่งที่เกิดขึ้นในปีพ.ศ. ๒๕๔๘ (ค.ศ. ๒๐๐๕) เมื่อเฮอริเคนเดนนิส เฮอริเคนเอมิลี เฮอริเคนริด้า รวมถึงเฮอริเคนแคททรีน่า ต่างดาหน้าพัดถล่มอเมริกาจนอ่วม ยิ่งไปกว่านี้พายุไซโคลนนาร์กีสถล่มพม่าคนตายนับหมื่น เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๑ (ค.ศ. ๒๐๐๘) และเกิดความหายนะแผ่นดินไหวที่ประเทศเฮติ เมื่อวันที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๓ มีผู้คนล้มตายมากกว่าสองแสนคน และในระยะเวลาไม่ถึงเดือนเมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ เกิดแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิที่ประเทศชิลี ภาพความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้นล้วนหนักหนาสาหัสจนไม่อาจสรรหาคำพูดใด ๆ มาอธิบายความหายนะได้จากมุมมองแนวคิดในมิติเศรษฐศาสตร์ การที่ทำให้เกิดวิกฤติโลกร้อน ความล้มเหลวและความร่วมมือในการแก้ปัญหาโลกร้อน เกิดจากเหตุผลดังต่อไปนี้
๑. ผลประโยชน์ของการพัฒนามากกว่าผลกระทบของโลกร้อน
การพัฒนาเมืองและการพัฒนาอุตสาหกรรมเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการพัฒนาทำให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจสูงมาก ถึงประชาชนและรัฐบาลทั่วโลกจะทราบว่า การพัฒนาดังกล่าวจะส่งผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างมาก แต่ช่วงเริ่มแรกของการพัฒนา คนยังเห็นว่า ผลประโยชน์ส่วนเพิ่ม (Marginal benefit) ที่ได้รับจากการพัฒนา มีค่ามากกว่าต้นทุนส่วนเพิ่ม (Marginal cost) จากการทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากในช่วงเริ่มแรกทรัพยากรยังมีความอุดมสมบูรณ์ และสิ่งแวดล้อมยังอยู่ในสภาพดี เมื่อการพัฒนาดำเนินมาผลประโยชน์ส่วนเพิ่มของการพัฒนาจะเริ่มลดน้อยถอยลง ขณะที่ต้นทุนส่วนเพิ่มของการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะยิ่งเพิ่มขึ้น เพราะทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดีเหลือน้อยลง ดังนั้น ตราบใดที่ผลประโยชน์ส่วนเพิ่มของการพัฒนายังสูงกว่าต้นทุนส่วนเพิ่มของการทำลายทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม คนจะยังดำเนินการพัฒนาที่ต้องแลกด้วยการทำลายสิ่งแวดล้อมต่อไป ด้วยเหตุนี้ ประเทศที่กำลังพัฒนาและประเทศเกษตรกรรมส่วนหนึ่งรู้สึกว่าเป็นความเสียเปรียบ หากต้องถูกจำกัดการปล่อยก๊าชเรือนกระจกในสัดส่วนเช่นเดียวกับประเทศอุตสาหกรรมและประเทศที่พัฒนาแล้ว เพราะประเทศที่พัฒนาแล้วย่อมให้คุณค่ากับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมยิ่งกว่า ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาย่อมให้คุณค่ากับการพัฒนามากกว่า แต่ให้คุณค่ากับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมน้อยกว่า
๒. ความไม่ตระหนักถึงต้นทุนของวิกฤติโลกร้อน
การที่ประชากรโลกดำเนินกิจกรรมปล่อยก๊าชเรือนกระจกในช่วงแรก เกิดจากความไม่รู้ว่าก๊าชดังกล่าวสร้างผลกระทบอย่างไร แม้เมื่อมีการค้นพบปรากฏการณ์เรือนกระจกและผลกระทบของปรากฏการณ์นี้แล้ว การปล่อยก๊าชเรือนกระจกยังดำเนินต่อไป เพราะประชากรโลกส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักถึงผลร้ายของปรากฏการณ์ดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ภาวะโลกร้อนจึงไม่ถูกรวมอยู่ในต้นทุนการดำเนินกิจกรรมของมนุษย์ จนกระทั่งผลกระทบวิกฤติโลกร้อนเริ่มส่งผลกระทบต่อมนุษย์ชัดเจนมากขึ้น รวมทั้งภาวะภูมิอากาศแปรปรวนและภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดมากขึ้น จนสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ ชีวิตและทรัพย์สินของคนทั่วโลก รัฐบาลและประชาชนทั่วโลกจึงเริ่มหันมาให้ความสนใจที่จะแก้ปัญหานี้
๓. วิกฤติโลกร้อนเป็นผลกระทบภายนอก
วิกฤติโลกร้อนมีลักษณะเดียวกับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมด้านอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นจากการผลิต กล่าวคือ มีลักษณะเป็นผลกระทบภายนอกเชิงลบ (Negative externality) ที่เกิดจากการผลิต ในภาวะเช่นนี้กลไกตลาดจึงล้มเหลว เพราะการที่วิกฤติโลกร้อนส่งผลกระทบทั่วโลก ผู้ปล่อยก๊าชเรือนกระจกแบกรับต้นทุนต่ำกว่าที่ควรจะเป็น แต่ประชาชนที่ไม่ได้เป็นผู้ปล่อยก๊าชกลับต้องร่วมรับต้นทุนจากผลกระทบของวิกฤติโลกร้อนด้วย ผู้ผลิตจึงได้รับประโยชน์มากกว่าที่ควรจะเป็น และยังคงปล่อยก๊าชเรือนกระจกต่อไป เพราะเขาไม่ได้แบกรับต้นทุนของการปล่อยก๊าชดังกล่าวเท่าที่ควร เมื่อพิจารณาถึงความร่วมมือในการแก้ปัญหาวิกฤติโลกร้อนที่ผ่านมา ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้ปล่อยก๊าชเรือนกระจกรายใหญ่ของโลก จึงไม่ยินดีที่จะเข้าร่วมอนุสัญญาของสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCC:United Nations Framework Convention on Climate Change) เนื่องจากสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการผลิตและการบริโภค แต่ประเทศอื่น ๆ กลับต้องรับต้นทุนจากผลกระทบวิกฤติโลกร้อน ซึ่งเป็นผลมาจากก๊าชเรือนกระจกที่สหรัฐอเมริกาปล่อยออกมา
๔. การแก้ปัญหาวิกฤติโลกร้อนเป็นสินค้าสาธารณะ
เมื่อมองในอีกมิติหนึ่ง มาตรการแก้ไขปัญหาวิกฤติโลกร้อนมีลักษณะเป็นสินค้าสาธารณะ (Public goods) กล่าวคือ การที่คนหนึ่งบริโภคสินค้านั้นไม่กระทบต่อการบริโภคของคนอื่น ๆ และไม่สามารถกีดกันคนอื่น ๆ ไม่ให้เข้าถึงสินค้านี้ได้ หรือหมายความว่า ทุกคนในโลกต่างได้รับประโยชน์จากการแก้ปัญหาวิกฤติโลกร้อนทั้งสิ้น ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะจ่ายเพื่อการแก้ปัญหานี้หรือไม่ เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ จะก่อให้เกิดความยินดีที่จะรับประโยชน์จากการแก้ปัญหาวิกฤติโลกร้อน แต่กลับไม่ยินดีจ่ายเพื่อการแก้ปัญหาวิกฤติโลกร้อน ในทำนองเดียวกับความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติโลกร้อน ซึ่งมีประเทศที่ยินดีจะรับประโยชน์หากวิกฤติโลกร้อนได้รับการแก้ไข แต่กลับไม่ยินดีที่จะต้องเสียสละเงินสำหรับการร่วมมือกันแก้ปัญหานี้
๕. ความร่วมมือแก้วิกฤติโลกร้อนไมใช่ภาวะดุลยภาพ
หากพิจารณาความร่วมมือในการแก้ปัญหาวิกฤติโลกร้อนของนานาประเทศ การแก้ปัญหาโลกร้อนเป็นเกมระหว่าง ๒ ฝ่าย คือ ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยที่ทั้งสองฝ่ายมีทางเลือกกลยุทธ์ ๒ ทางเลือก คือ การร่วมมือในอนุสัญญาระหว่างประเทศเพื่อแก้วิกฤติโลกร้อน และการไม่ร่วมมือในอนุสัญญาดังกล่าว เหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะการที่ทั้งสองกลุ่มประเทศต่างให้ความร่วมมือในอนุสัญญาฯ เป็นภาวะที่ไม่ใช่ดุลยภาพ เนื่องจากหากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งละเมิดอนุสัญญาฯ ฝ่ายที่ละเมิดจะได้ประโยชน์มากขึ้น แต่ฝ่ายที่ยังคงให้ความร่วมมือในอนุสัญญาฯ จะเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ ดังนั้น ในที่สุดทั้งสองฝ่ายต่างก็ละเมิดอนุสัญญาฯทั้ง ๆ ที่การร่วมมือกันอาจทำให้ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์มากกว่าการไม่ร่วมมือกัน
๖. วิกฤติโลกร้อนมาจากวิกฤติคุณธรรม
ความเห็นแก่ตัว ความละโมบอยากได้ และความไม่รู้จักพอเพียงของมนุษย์ เป็นเหตุให้มนุษย์ทำลายธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด เช่น ป่าไม้ น้ำมัน ก๊าชธรรมชาติ ตลอดถึงอาหารและวัสดุต่าง ๆ มนุษย์ได้นำมาสนองกิเลสและตัณหาของตนจนทำให้ขาดสมดุลทางธรรมชาติเป็นเหตุให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติต่าง ๆ เช่น แผ่นดินไหวอย่างรุนแรงในประเทศเฮติ หิมะตกหนักในประเทศจีนและยุโรป น้ำท่วมหนักในประเทศออสเตรเลีย ภูเขาน้ำแข็งที่ขั้วโลกละลายอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ภัยพิบัติดังกล่าวนี้เกิดมาจากวิกฤติโลกร้อนหรือมีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับวิกฤติโลกร้อน ซึ่งเบื้องหลังวิกฤติการณ์นี้สาเหตุมาจากวิกฤติคุณธรรมของมนุษย์นั่นเองนักวิชาการหลายสำนักโดยเฉพาะในประเทศไทยได้ระบุผลกระทบของวิกฤติโลกร้อนไว้อย่างน่าเป็นห่วง ทั้งความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ผลกระทบทางด้านสุขภาวะโรคภัยไข้เจ็บ เป็นต้น ตัวอย่างของนักวิชาการที่แสดงความเห็นในเรื่องนี้ เช่น ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์ เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลก แห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (START) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงผลกระทบจากวิกฤติโลกร้อน สภาพภูมิอากาศของประเทศไทยจะมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเรื่อย ๆ จากการศึกษาแบบจำลองสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยในอีก๓๐-๘๐ ปี พบว่า จำนวนวันร้อนที่สูงกว่า ๓๓ องศาเซลเซียส จะมีมากขึ้นประมาณ ๓๐-๖๐ วันต่อปี จากปกติ ๒๐ วันต่อปี จังหวัดที่มีวันร้อนมากที่สุด คือ อุทัยธานี เนื่องจากมีพื้นที่อยู่ในหุบเขา รองลงมาคือ นครสวรรค์ สำหรับจำนวนวันเย็นที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า ๑๕ องศาเซลเซียส
จะมีประมาณ ๒๐ วันต่อปี จากเดิมประมาณ ๓๐-๔๐ วันต่อปี โดยจังหวัดที่อยู่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันตกจะมีจำนวนวันเย็นมากที่สุด ท่านกล่าวว่า “วิกฤติโลกร้อนยังส่งผลกระทบต่อแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ฤดูน้ำหลากเปลี่ยนแปลงไป โดยในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม จะมีปริมาณน้ำมากกว่าที่ผ่านมาถึงร้อยละ ๔๐ เนื่องจากทั้งปริมาณน้ำฝน น้ำเหนือ และน้ำทะเลหนุน ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นกว่าที่ผ่านมา จะส่งผลทำให้กรุงเทพฯ และปริมณฑลเกิดน้ำท่วมง่ายและถี่ขึ้น”วิกฤติโลกร้อน ไม่เพียงแต่ ส่งผลกระทบต่อมนุษย์โดยตรง แต่ยังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ต่าง ๆ รวมถึงผลผลิตทางการเกษตร การแพร่ระบาดของแมลงศัตรูพืชหลายชนิด และที่หลายคนอาจจะลืมนึกถึง นั่นคือผลกระทบที่สำคัญอันเกี่ยวข้องกับชีวิตของมนุษย์ในเชิงสุขภาพอนามัยจากวิกฤติโลกร้อนที่จะนำมาซึ่งโรคอุบัติใหม่
ศ.ดร.นพ.สมชัย บวรกิตติ สำนักวิทยาศาสตร์ ราชบัณฑิตยสถาน กล่าวถึงสถานการณ์โรคที่มากับวิกฤติโลกร้อนว่า วิกฤติโลกร้อนจะทำให้อัตราการเป็นโรคมะเร็งปอดเพิ่มสูงขึ้น อันเนื่องมาจากการสูดก๊าซเรดอน (Radon) ซึ่งเป็นภาวะก๊าซที่เกิดขึ้นในพื้นดินแทรกซึมผ่านรอยแตกของตึก อาคาร บ้านเรือนที่ก่อสร้างพื้นบ้านติดดิน เป็นที่นิยมกันทั่วไป หากเทียบอัตราส่วนกับบ้านเรือนสมัยก่อนที่นิยมสร้างบ้านลักษณะยกพื้นสูง คนสมัยก่อนจึงมีความเสี่ยงต่ำในการเป็นมะเร็งปอด น่าตกใจว่าปัจจุบันมีคนเป็นโรคนี้เพิ่มขึ้นถึงวันละ ๕ ราย ศ.ดร.นพ. สมชัย อธิบายด้วยว่า ภาวะมลพิษทางอากาศจะส่งผลกระทบต่อมนุษย์ผ่านทางระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะผู้ที่ไวต่อสารเหล่านั้นจะมีผลให้มีอาการของโรคทางเดินหายใจ และที่เป็นอยู่แล้วจะมีอาการรุนแรงมากขึ้น ในผู้ที่มีโรคปอดหรือโรคหัวใจจะมีความอึดต่อการออกกำลังลดลง สำหรับผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ มลพิษทางอากาศที่เกิดจากโลกร้อน จะเป็นปัญหาสำคัญของชุมชนเมืองใหญ่และเมืองอุตสาหกรรม วิกฤติโลกร้อนยังเป็นสาเหตุให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคเขตร้อน ทำให้เกิดความชุกเพิ่มขึ้นในประเทศและแพร่ขยายออกไปสู่ประเทศที่อยู่เหนือขึ้นไปที่ไม่เคยมีการระบาดมาก่อน ทั้งนี้ เนื่องจากผลของการเปลี่ยนแปลงทางนิเวศวิทยาของพาหะนำโรค เช่น โรคมาลาเรีย โรคไข้เลือดออกเดงกี โรคสมองอักเสบติดเชื้ออาร์บอไวรัส ที่มียุงเป็นพาหะนำโรค เพราะยิ่งอุณหภูมิโลกสูงขึ้นก็ยิ่งเหมาะแก่การนำพาโรคและออกหากินบ่อยขึ้น
นพ.ธวัช สุนทราจารย์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า จากการประชุมประเมินสถานการณ์การระบาดของโรคติดต่อ จากวิกฤติโลกร้อนในระดับนานาชาติ มีความกังวลถึงผลกระทบด้านสุขภาพ เนื่องจากอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะโรคที่เกิดจากยุงเป็นพาหะ เช่น ไข้เลือดออก มาลาเรีย รวมทั้งโรคจากอาหารและน้ำ เช่น อหิวาตกโรค ไทฟอยด์ บิด อาหารเป็นพิษ เป็นต้น นอกจากนี้สภาพอากาศที่ร้อนขึ้นยังทำให้แบคทีเรียในอากาศมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ มีโอกาสในการแพร่ระบาดสูง ในอนาคตมีความเป็นไปได้ว่าโรคเหล่านี้หากไม่รีบรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ อาจมีโอกาสเสียชีวิตสูงถึง ๖๐ % ท่านกล่าวว่า “โรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่ต้องจับตามองมากที่สุด เพราะนอกจากยังไม่มียาหรือวัคซีนในการรักษาแล้ว ปัจจุบันยังพบว่ายุงลายซึ่งเป็นพาหะสำคัญของโรค ซึ่งเคยออกหากินเฉพาะแต่ในเวลากลางวัน ได้เปลี่ยนมาออกหากินในเวลาพลบค่ำจนถึง ๕ ทุ่ม ทำให้ยากต่อการป้องกันหรือวินิจฉัยโรค ปัญหาวิกฤติโลกร้อนจึงเป็นมหันตภัยแห่งอนาคตของมนุษยชาติ อย่างแท้จริง และสังคมไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายของสภาพอากาศ”ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันกับอนุสัญญาของสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยไทยจัดอยู่ในกลุ่ม ๑๔๘ ประเทศกำลังพัฒนา (non-annex I) ที่ไม่ถูกบังคับให้ลดก๊าซเรือนกระจกเหมือนกับอีก ๔๑ ประเทศพัฒนาและหลายประเทศในยุโรปกลางเนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยยังอยู่ในปริมาณต่ำ ทั้งนี้รายงานทรัพยากรโลกปี๒๐๐๕ (World Resources 2005) ของสถาบันทรัพยากรโลก (“World Resource Institution) ระบุว่า ปี ๒๕๔๓ ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ ๒๖๑ ล้านตันโดยปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คิดเป็นร้อยละ ๐.๗๘ ของโลก ขณะที่จีนและสหรัฐอเมริกาปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คิดเป็นร้อยละ ๑๔.๗ และ ๒๐.๖ ตามลำดับประเทศไทยทำหน้าที่เป็นผู้มีอำนาจตามพิธีสารเกียวโต (DNA: DesignatedNational Authority) ซึ่งเป็นบทบาทภายใต้พิธีสารเกียวโต (Kyoto protocol) นอกจากนี้
การที่ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ยังทำให้ประเทศไทยมีหน้าที่ให้การสนับสนุนการดำเนินงานตามอนุสัญญาต่าง ๆ โดยมีความรับผิดชอบร่วมกับนานาประเทศในระดับที่แตกต่างกัน (Common but differentiate responsibilities)ประเทศไทยต้องดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมความพร้อมของไทยในการสร้างขีดความสามารถในการปรับตัว (adaptation) รวมถึงจัดทำรายงานแห่งชาติ (NC :National Communication) เพื่อรายงานผลการดำเนินงานต่อประชาคมโลกภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้การดำเนินนโยบายจะต้องไม่ก่อให้เกิดผลกระทบหรืออุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ และควรให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากแหล่งกำเนิด (Carbon sources) และเพิ่มแหล่งดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้น
นับตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ เป็นต้นมารัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาวิกฤติโลกร้อนมากขึ้น โดยมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลาง เพื่อประสานงานกับองค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ นักวิชาการ องค์กร สถาบันธุรกิจภาคเอกชน และภาคีการพัฒนาต่าง ๆ เพื่อทำหน้าที่กำหนดบทบาท ทิศทางและมาตรการต่าง ๆ ร่วมกัน รัฐบาลไทยได้จัดทำแนวนโยบายแห่งรัฐผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนของสังคม
คณะรัฐมนตรียังเห็นชอบให้มีการจัดทำร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกขึ้นด้วย องค์การนี้มีบทบาทในการวิเคราะห์ กลั่นกรองโครงการ ส่งเสริมการพัฒนาตลาดซื้อขายก๊าซเรือนกระจก เป็นศูนย์ข้อมูลกลางเกี่ยวกับโครงการที่ได้รับคำรับรอง สนับสนุนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ กำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหา วิจัยและพัฒนา ร่วมมือกับนานาชาติ รวมถึงมีบทบาทในการกำหนดท่าทีการเจรจาอนุสัญญาและพิธีการต่าง ๆ
วิกฤติโลกร้อนในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าเป็นปัญหาที่ทั่วโลกให้ความสนใจและตระหนักถึงผลกระทบเป็นอย่างยิ่ง รวมทั้งในประเทศไทยเอง ซึ่งคนไทยก็ได้ให้ความสนใจกับวิกฤติโลกร้อนกันมาในระยะหนึ่งแล้ว เช่น การรณรงค์ให้คนไทยหันมาใช้น้ำมันแก๊ซโซฮอล ช่วยกันประหยัดพลังงาน ลดใช้พลาสติกและวัสดุฟุ่มเฟือย รวมทั้งการตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ ๒๕ องศาเซลเซียส เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่า ส่วนมากจะอยู่ในรูปแบบของการรณรงค์ เชิญชวนให้ร่วมมือกันลดวิกฤติโลกร้อน เท่านั้น
ซึ่งหากพิจารณากฎหมายแต่ละฉบับของไทยที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ๒๕๓๕ พรบ. โรงงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ พรบ. วัตถุอันตราย พ.ศ. ๒๕๓๕ พรบ. สาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ หรือ พรบ. ควบคุมอาคาร จะเห็นได้ว่ากฎหมายแต่ละฉบับดังกล่าว มิได้ออกมาโดยมีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันหรือแก้ไขการเกิดปัญหาวิกฤติโลกร้อนโดยตรง เพียงแต่ออกมาเพื่อป้องกันการเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมเป็นเรื่องๆ ไปเท่านั้น รวมทั้งประเทศไทยยังไม่มีนโยบายของภาครัฐที่เกี่ยวกับเรื่องการลดวิกฤติโลกร้อนอย่างชัดเจน อย่างไรก็ดีหากประเทศไทยมีนโยบายหรือออกกฎหมายเพื่อแก้วิกฤติโลกร้อนโดยตรง ก็น่าจะทำให้เกิดผลในทางปฏิบัติมากขึ้น ทั้งนี้เพราะลำพังเพียงการรณรงค์เพื่อช่วยกันลดวิกฤติโลกร้อนเพียงอย่างเดียวนั้นอาจไม่เพียงพอเพื่อไม่ให้ประชากรโลกได้รับผลกระทบที่รุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศจึงควรให้ความร่วมมือในการรักษาสมดุลทางธรรมชาติให้คงอยู่ตราบนานเท่านาน ตามมาตรการดังต่อไปนี้
๑. ร่วมกันใช้ก๊าชธรรมชาติแทนถ่านหินและน้ำมันในกระบวนการผลิตและการขนส่งต่างๆ เพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ให้น้อยลง
๒. ใช้พลังงานทดแทน เช่นจากแสงอาทิตย์ ชีวมวล
๓. รักษาป่าที่มีอยู่ให้คงอยู่ต่อไป ฟื้นฟูสภาพป่าที่เสื่อมโทรม ปลูกป่าเพิ่มเติม
๔. ศึกษาและปรับปรุงวิธีการใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมกับชนิดของดิน
๕. ใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพทั้งในภาคธุรกิจ อุตสาหกรรมและครัวเรือน
๖. เพิ่มประสิทธิภาพในด้านคมนาคม ซึ่งอาจทำได้โดยการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ทดแทนเชื้อเพลิง หรือปรับปรุงประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ เป็นต้น
๗. ลดความเห็นแก่ตัว ไม่เอาเปรียบผู้อื่นและธรรมชาติ ไม่โลภมากจนเป็นสาเหตุให้ทำลายจนเสียสมดุลทางธรรมชาติ
๘. ใช้ชีวิตพอเพียง เป็นอยู่กับธรรมชาติ มีเหตุมีผลในการดำรงชีพ ประกอบอาชีพสุจริตหรือสัมมาชีพตามอริยมรรค
๙. รู้จักคุณค่าแท้คุณค่าเทียมในการบริโภคอาหารและใช้สอยวัสดุในชีวิตประจำวัน
๑๐. เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตนหรือส่วนอื่นในการแก้ปัญหาวิกฤติโลกร้อน ทุกคนทุกภาคส่วนจะต้องตระหนักถึงภยันตรายและจะต้องดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน มีการกำหนดนโยบายและวางแผนอย่างรัดกุมจึงสามารถแก้ปัญหาวิกฤติโลกร้อนที่กำลังเผชิญอยู่ได้ ปัจจัยสู่ความสำเร็จในการแก้ปัญหาวิกฤติโลกร้อน จะต้องดำเนินการเป็นลำดับ ดังนี้
๑. ทราบถึงวิกฤติที่กำลังเผชิญอยู่
๒. ประเมินความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากวิกฤตินั้น
๓. วางแผนรับมือกับวิกฤติที่เกิดขึ้น
๔. เฝ้าระวัง และควบคุมวิกฤติอย่างสม่ำเสมอ
๕. เมื่อเกิดวิกฤติ มีการจัดการตามแผนที่วางไว้ล่วงหน้าได้อย่างถูกต้อง
๖. มีทีมจัดการภาวะวิกฤติที่จัดเตรียมไว้ล่วงหน้า
๗. มีการซักซ้อมการปฏิบัติ การปรับแผนให้ทันตามเหตุการณ์
๘. การอำนวยการ การบังคับบัญชา ประสานงานที่ดีและเป็นระบบ
๙. เยียวยาช่วยเหลือเหยื่อที่ประสบภาวะวิกฤติ
ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้ว ที่เราทุกคนต้องหันมาร่วมมือกันเพื่อสร้างจิตสำนึก มีคุณธรรมและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต และค่านิยมต่าง ๆ ที่เป็นตัวการทำให้โลกร้อน โดยการไม่กระทำพฤติกรรมใด ๆ ที่เพิ่มความร้อนให้กับโลกมากขึ้น ทั้งนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมและรับมือกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลกที่กำลังรุนแรงมากขึ้น การยุติวิกฤติโลกร้อนเป็นหน้าที่ของทุกคน โดยไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนา อายุ อาชีพ หรือฐานะความร่ำรวยหรือยากจน แต่ทุกคนต้องมีจิตสำนึกมีคุณธรรมและเริ่มต้นปรับตัว ปรับใจ และปรับวิธีการใช้ชีวิตเพื่อร่วมกันป้องกันและแก้ไขมหันตภัยที่คืบคลานเข้าคุกคามและสร้างหายนะแก่มนุษย์ชาติในปัจจุบันนี้
พระมหาปรีดา ขนฺติโสภโณ
ผู้อำนวยการสำนักวิชาการ
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วิทยาเขตนครศรีธรรมราช
http://campus.com สืบค้น ๑๗/๐๑/๒๕๕๓
http://dekmor.cmu.ac.th สืบค้น ๑๗/๐๑/๒๕๕๓
www.nidambe11.net สืบค้น ๑๖/๐๑/๒๕๕๓
http://peerachet.blogth.com สืบค้น ๑๒/๐๑/๒๕๕๓
http://th.wikipedia.org ๑๗/๐๑/๒๕๕๓
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)